ครูลงโทษนักเรียนรุนแรงเกินกว่าเหตุ อาจเข้าข่ายผิด‘พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย’

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/792248

ครูลงโทษนักเรียนรุนแรงเกินกว่าเหตุ อาจเข้าข่ายผิด‘พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย’

ครูลงโทษนักเรียนรุนแรงเกินกว่าเหตุ อาจเข้าข่ายผิด‘พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย’

วันจันทร์ ที่ 11 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

เอ่ยคำว่า “ทรมาน-อุ้มหาย” ในความเข้าใจของคนทั่วไป หากเป็นการกระทำโดยเจ้าหน้าที่รัฐก็มักจะนึกถึงการควบคุมตัวโดยตำรวจ ดังกรณีของคดีอื้อฉาว “ถุงดำคลุมหัว”เมื่อเดือนสิงหาคม 2564 จนกลายเป็นกระแสให้เกิดการผลักดัน พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 ออกมาบังคับใช้หรือหากเป็นพื้นที่ที่ใช้กฎหมายพิเศษก็อาจเป็นโดยทหาร รวมถึงเจ้าหน้าที่เรือนจำ (ผู้คุม)ในกรณีของผู้ต้องโทษจำคุก

อย่างไรก็ตาม กฎหมายใหม่ที่เพิ่งออกมานั้น ต้องบอกว่า “ใกล้ตัวกว่าที่คิด” เพราะก่อนหน้านี้ไม่น่าจะมีใครในสังคมไทยที่มองว่า “พฤติกรรมการลงโทษนักเรียนที่รุนแรงเกินกว่าเหตุของครูบาอาจารย์ในสถานศึกษา” จะเข้าข่ายความผิดเรื่องทรมาน-อุ้มหาย ถึงกระนั้นก็ต้องเตือนกันไว้ “หลังจากนี้ต้องระวัง” ดังมุมมองที่ ผศ.ดร.รณกรณ์ บุญมี อาจารย์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ให้ไว้ในวงเสวนา “ก้าวต่อไปกับการป้องกันการทรมาน” เมื่อช่วงปลายเดือน ก.พ. 2567 เนื่องในโอกาสครบ 1 ปี ที่กฎหมายกำหนดความผิดฐานทรมานและอุ้มหายมีผลบังคับใช้

วงเสวนานี้ที่จัดโดย สำนักงานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) ผศ.ดร.รณกรณ์ซึ่งเป็นหนึ่งในคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย อันเป็นตำแหน่งตามมาตรา 14 (4) ของ พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 กล่าวว่า เนื้อหาของกฎหมายฉบับนี้มีความก้าวหน้า ซึ่งหลายประเทศแม้มีการระบุความผิดฐานทรมานหรืออุ้มหาย แต่น่าจะมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ระบุความผิดฐานลงโทษด้วยวิธีการโหดร้ายย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ โดยมักจะไปอยู่ในหมวดความผิดทางอาญาตามกฎหมายทั่วไป

แต่กฎหมายของไทย พ.ร.บ.ป้องกันและปราบปรามการทรมานและการกระทำให้บุคคลสูญหาย พ.ศ.2565 เขียนไว้ใน “มาตรา 6” ระบุว่า “ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐลงโทษหรือกระทำด้วยประการใดที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ อันเป็นเหตุให้ผู้อื่นถูกลดทอนคุณค่าหรือละเมิดสิทธิขั้นพื้นฐานความเป็นมนุษย์ หรือเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานแก่ร่างกายหรือจิตใจ ที่มิใช่การกระทำความผิดตามมาตรา 5 ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำการที่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์”, การกระทำตามวรรคหนึ่ง ไม่รวมถึงอันตรายอันเป็นผลปกติหรือสืบเนื่องจากการลงโทษทั้งปวงที่ชอบด้วยกฎหมาย

โดย มาตรา 5 ของ พ.ร.บ. นี้ ระบุว่า ผู้ใดเป็นเจ้าหน้าที่ของรัฐกระทำด้วยประการใดให้ผู้อื่นเกิดความเจ็บปวดหรือความทุกข์ทรมานอย่างร้ายแรงแก่ร่างกายหรือจิตใจ เพื่อวัตถุประสงค์อย่างหนึ่งอย่างใด ดังต่อไปนี้ (1) ให้ได้มาซึ่งข้อมูลหรือคำรับสารภาพจากผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่สาม (2) ลงโทษผู้ถูกกระทำเพราะเหตุอันเกิดจากการกระทำหรือสงสัยว่ากระทำของผู้นั้นหรือบุคคลที่สาม (3) ข่มขู่หรือขู่เข็ญผู้ถูกกระทำหรือบุคคลที่สาม (4) เลือกปฏิบัติไม่ว่ารูปแบบใด ผู้นั้นกระทำความผิดฐานกระทำทรมาน

ขณะที่ “มาตรา 3” ให้นิยาม “เจ้าหน้าที่รัฐ” ไว้ว่า หมายถึง “บุคคลซึ่งใช้อำนาจรัฐหรือได้รับมอบอำนาจ หรือได้รับการแต่งตั้ง อนุญาต สนับสนุน หรือยอมรับโดยตรงหรือโดยปริยายจากผู้มีอำนาจรัฐให้ดำเนินการตามกฎหมาย” ซึ่งตัวอย่างหนึ่งคือ “ครูในสถาบันการศึกษาของรัฐ” ไม่ว่ามีสถานะเป็นข้าราชการหรือครูอัตราจ้าง หากลงโทษนักเรียนด้วยวิธีที่เข้าข่ายโหดร้ายย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ ก็จะมีความผิดตามกฎหมายฉบับนี้ด้วย และ “มาตรา 36” ระบุว่า ผู้กระทำความผิดฐานกระทำการที่โหดร้าย ไร้มนุษยธรรม หรือย่ำยีศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์ตามมาตรา 6 ต้องระวางโทษจำคุกไม่เกินสามปี หรือปรับไม่เกินหกหมื่นบาท หรือทั้งจำทั้งปรับ

“โรงเรียนรัฐเป็นอยู่แล้ว ถ้าเขาไม่ได้มีอำนาจ ซึ่งกระทรวงศึกษาฯ ไม่ได้ให้อำนาจเขาอยู่แล้วในการที่เขามาตีเรา ในการมากล้อนผม ในการมาทำร้ายร่างกายเราอันนี้เป็นอยู่แล้ว เพราะไปประเทศอื่นปกติมันต้องถึงขั้นทรมาน แต่กฎหมายไทยลดระดับแม้ไม่ถึงทรมาน ลดระดับมาแค่โหดร้ายไร้มนุษยธรรม ย่ำยีศักดิ์ศรี แค่ทำให้เราอับอายขายหน้า ลดศักดิ์ศรีปฏิบัติกับเราเหมือนเราไม่ใช่คนเท่าเทียมกับครู แบบนี้ก็ผิดมาตรา 6” ผศ.ดร.รณกรณ์ กล่าว

ผศ.ดร.รณกรณ์ ยังกล่าวด้วยว่า ปกติเวลาพูดถึงกฎหมาย พ.ร.บ.ทรมาน-อุ้มหาย ก็จะเน้นไปที่ตำรวจ ทหาร ราชทัณฑ์ แต่จริงๆ ใน คกก.ป้องกันและปราบปรามการทรมานฯ มีแนวคิดว่า ในปี 2567 เป้าหมายอีกกลุ่มที่จะเดินสายไปพูดคุยทำความเข้าใจ หรือทำ Outreach Program (การเผยแพร่ประชาสัมพันธ์) ก็คือโรงเรียน แต่ก็ต้องรอให้ร่างกฎหมายงบประมาณรายจ่ายประจำปี 2567 ผ่านออกมาบังคับใช้เสียก่อน ซึ่งคาดว่าน่าจะเป็นเดือนพฤษภาคม 2567 เพื่อให้มีการจัดสรรงบประมาณมาทำงานในส่วนนี้

Leave a comment