‘ตายดีวิถีพุทธ’จากไปอย่างสงบ ทำความเข้าใจ‘มาตรา12’พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ

#SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/lady/793640

‘ตายดีวิถีพุทธ’จากไปอย่างสงบ  ทำความเข้าใจ‘มาตรา12’พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ

‘ตายดีวิถีพุทธ’จากไปอย่างสงบ ทำความเข้าใจ‘มาตรา12’พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ

วันจันทร์ ที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2567, 06.00 น.

“พระอาจารย์ทำงานดูแลผู้ป่วยระยะท้าย ก็จะอยู่กับคนที่ใกล้ตายและคนกำลังจะตาย รวมทั้งคนที่หลังจากตายด้วย จะเล่าให้ฟังว่าประสบการณ์ที่เห็น ทำไมถึงสนใจงานทางด้านนี้ ก็เริ่มจากการได้ไปร่วมประชุมที่ปรึกษาโรงพยาบาลมหาราชนครราชสีมา บอกว่ามีผู้ป่วยระยะท้ายที่รักษาไม่หายแล้ว อยู่โรงพยาบาลหัวทะเล 30 เตียง ก็ไม่รู้จะทำอย่างไร เพราะว่าไม่รู้จะรักษาอย่างไร ตอนนั้นพระอาจารย์ก็เลยเกิดความคิดว่า ลองเอาธรรมะไปให้กับผู้ป่วยที่เป็นมะเร็ง ที่กำลังจะจากโลกนี้ไปดู”

พระอาจารย์แสนปราชญ์ ปัญญาคโม เจ้าอาวาสวัดป่าโนนสะอาด จ.นครราชสีมา กล่าวในงาน Open House “สช. สานพลังสู่ระบบสุขภาพที่เป็นธรรม” จัดโดยสำนักงานคณะกรรมการสุขภาพแห่งชาติ (สช.) เมื่อช่วงต้นเดือน มี.ค. 2567 บอกเล่าเรื่องราว “การใช้ธรรมะเยียวยาจิตใจผู้ป่วยระยะสุดท้าย” เพื่อที่อย่างน้อยแม้จะไม่สามารถรักษาได้แล้ว แต่พวกเขาเหล่านั้นก็จะได้ “ตายดี” จากโลกนี้ไปอย่างสงบ

ซึ่งด้วยความเป็นชาวพุทธ ผู้ป่วยได้เจอพระ ได้สนทนาธรรมและพูดคุยแลกเปลี่ยนเรื่องต่างๆ นานา กระทั่งพบความเปลี่ยนแปลงที่น่าสนใจ เช่น มีเหตุการณ์ครั้งหนึ่งที่เกิดขึ้นเมื่อประมาณสิบกว่าปีก่อน ซึ่งโดยปกติแล้ว พระอาจารย์จะไปบรรยายธรรมที่โรงพยาบาลทุกๆ วันพุธ แต่มีผู้ป่วยเป็นคุณลุงท่านหนึ่งถามหาพระอาจารย์ตั้งแต่วันอังคาร เมื่อพระอาจารย์ได้ทราบเรื่องจากพยาบาลจึงเกิดความคิดว่าน่าจะไปโปรดที่เตียงของผู้ป่วยท่านนั้น สภาพที่เห็นคือคุณลุงรับรู้และพยายามสื่อสาร

“เราก็ได้แต่พูด ก็บอกว่า “คุณลุงนะ..ถ้าเหนื่อยก็นอน ไม่ตื่นก็ไม่เป็นไร” หลังจากนั้นพระอาจารย์ก็พูดไป แกก็หลับไปแล้วก็ไม่ตื่นอีกเลย ก็เลยทำให้มีความรู้สึกว่ามันเป็นโอกาสที่เราจะใช้ธรรมะเข้ามาดูแลผู้ป่วยระยะท้าย แล้วก็ทำมาเรื่อยๆ แต่ว่ามันยังเป็นการทำที่ยังไปในโรงพยาบาลอยู่
ปัญหาที่เจอก็คือว่า เราไม่รู้เลยว่าผู้ป่วยเหล่านั้นเขาตายดีจริงไหม? มันอยู่ในคำถาม เพราะการไปก็เพียงแต่ว่าไปแล้วเขาก็ถวายสังฆทาน แล้วเราก็ได้พูดไม่กี่ประโยคแล้วก็กลับมา แล้วก็ทราบว่าเขาก็จากไป” พระอาจารย์แสนปราชญ์กล่าว

พระอาจารย์แสนปราชญ์ เล่าต่อไปว่า หลายครั้งที่เดินทางไปโปรดผู้ป่วยถึงห้อง ก็จะถือโอกาสพูดคุยกับญาติผู้ป่วยด้วย เช่น มีเรื่องอะไรค้างคาใจหรือไม่? มีอะไรที่ผู้ป่วยฟังแล้วจะมีกำลังใจบ้างหรือไม่? ธรรมของผู้ป่วยอยู่ในระดับไหน? อาทิ ชอบทำทาน รักษาศีล หรือเจริญภาวนา ซึ่งมีครั้งหนึ่งพระอาจารย์พบญาติผู้ป่วยเล่าว่า ผู้ป่วยนั้นทำบุญมาตลอด ใครมาบอกมาชวนทำบุญก็ไป

เมื่อถึงห้องผู้ป่วย เห็นร่างของผู้ป่วยถูกมัดมือ-เท้า และมีท่อออกซิเจนเสียบเข้าจมูก ภาพที่เห็นจึงทำให้นึกถึงคำสอนของพระพุทธเจ้า ที่ว่า “อานนท์..บุคคลมี 4 จำพวกนะ ทำชั่วตกนรกก็มี ทำชั่วไปสวรรค์ก็มี ทำดีไปสวรรค์ก็มี ทำดีไปตกนรกก็มี” เพราะในเมื่อผู้ป่วยท่านนี้ซึ่งทำความดีมาตลอดแต่เหตุใดจึงต้องมาอยู่ในสภาพดังกล่าว และคิดต่อไปว่าแล้วจะช่วยผู้ป่วยท่านนี้ได้อย่างไร จากนั้นพระอาจารย์จึงตั้งมั่นว่าจะทำงานเพื่อให้ผู้เฒ่าผู้แก่ หรือผู้ที่กำลังจะจากโลกนี้ไปนั้นได้ไปอย่างตายดี

ประกอบกับการที่มี “พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2550” ซึ่งใน “มาตรา 12” ระบุว่า บุคคลมีสิทธิทำหนังสือแสดงเจตนาไม่ประสงค์จะรับบริการสาธารณสุขที่เป็นไปเพียงเพื่อยืดการตายในวาระสุดท้ายของชีวิตตน หรือเพื่อยุติการทรมานจากการเจ็บป่วยได้, การดำเนินการตามหนังสื่อแสดงเจตนาตามวรรคหนึ่ง ให้เป็นไปตามหลักเกณฑ์และวิธีการที่กำหนดในกฎกระทรวง, เมื่อผู้ประกอบวิชาชีพด้านสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามเจตนาของบุคคลตามวรรคหนึ่งแล้ว มิให้ถือว่าการกระทำนั้นเป็นความผิดและให้พ้นจากความรับผิดทั้งปวง

“มาตรา 12 พระอาจารย์ก็มีโอกาสร่วมกับ สช. ในการที่รณรงค์ ก็พยายามที่จะคิด เราไม่รู้จะสื่อกับชาวพุทธที่เป็นชาวบ้านอย่างไร ก็คิดง่ายๆ ก็คิดเรื่องบุญขึ้นมาเลย ว่าถ้าทำหนังสือแสดงเจตนาตามมาตรา 12 มันก็เป็นหลักประกันของการที่ว่าจะไม่มีใครมามัดมือมัดขาเราแล้วใส่ท่อ”พระอาจารย์แสนปราชญ์ ระบุ

ปัจจุบัน สช. ได้สนับสนุนให้ พระอาจารย์แสนปราชญ์ ปัญญาคโม เป็นผู้ขับเคลื่อนโครงการ “พุทธจิตอาสา” และโครงการ “อาจารย์ใหญ่ให้ธรรมทาน” สำหรับผู้ต้องการปฏิเสธกระบวนการรักษาที่ไม่เป็นประโยชน์ และต้องการตายดีแบบวิถีพุทธ!!!

Leave a comment