‘เพิ่มพูน’ ชี้ ธนาคารออมสิน จับมือสหกรณ์ออมทรัพย์ครู จ.กาญจนบุรี นำร่องลดดอกเบี้ยสินเชื่อ

SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

https://www.naewna.com/local/807976

'เพิ่มพูน' ชี้ ธนาคารออมสิน จับมือสหกรณ์ออมทรัพย์ครู จ.กาญจนบุรี นำร่องลดดอกเบี้ยสินเชื่อ

‘เพิ่มพูน’ ชี้ ธนาคารออมสิน จับมือสหกรณ์ออมทรัพย์ครู จ.กาญจนบุรี นำร่องลดดอกเบี้ยสินเชื่อ

วันศุกร์ ที่ 31 พฤษภาคม พ.ศ. 2567, 20.36 น.

“เพิ่มพูน” ชี้ ธนาคารออมสิน จับมือสหกรณ์ออมทรัพย์ครู จ.กาญจนบุรี นำร่องลดดอกเบี้ยสินเชื่อการรวมหนี้เหลือร้อยละ 2.88 ต่อปี ในวงเงิน 2,000 ล.

วันที่ 31 พฤษภาคม 2567 ที่หอประชุมคุรุสภา กระทรวงศึกษาธิการ  พล.ต.อ.เพิ่มพูน ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ เป็นประธานเปิดการสัมมนาส่งเสริมความร่วมมือและสร้างความเข้าใจการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากรทางการศึกษา โดยมี นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง ประธานที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี  นายสุรศักดิ์ พันธ์เจริญวรกุลรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ  นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงศึกษาธิการ ดร.สุเทพ แก่งสันเทียะ ปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (เลขาธิการ กพฐ.) ประธานกรรมการดำเนินงานสหกรณ์ออมทรัพย์ครูที่มีครูและบุคลากรของ สพฐ. เป็นสมาชิกทั่วประเทศ 100 แห่ง และผู้อำนวยการสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษา 245 เขต เข้าร่วมงาน  

พล.ต.อ.เพิ่มพูน กล่าวว่า นโยบายการลดภาระครูและบุคลากรทางการศึกษา มีเป้าหมายเพื่อให้ครูและบุคลากรฯ สามารถพัฒนาคุณภาพนักเรียนให้เห็นผลสำเร็จได้อย่างแท้จริง ใช้ทรัพยากรเพื่อการพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูและบุคลากร จะทำให้ครูและบุคลากรมีสภาพคล่องทางการเงิน มีขวัญ กำลังใจ และมีสมาธิจดจ่อในการแก้ปัญหาและพัฒนานักเรียน รวมทั้งสามารถวางแผนพัฒนาตนเองได้อย่างดี อีกทั้งการแก้ปัญหาหนี้สินทั้งภาคประชาชน และบุคลากรภาครัฐ เป็นนโยบายสำคัญของรัฐบาลที่มุ่งมั่นที่จะดำเนินการให้เห็นผล โดยการแก้ปัญหาหนี้สินจะสามารถช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ และแก้ปัญหาสังคมในภาพรวมไปพร้อมกัน ซึ่งสหกรณ์ออมทรัพย์ครูเป็นเจ้าหนี้รายใหญ่ของครูและบุคลากรฯ ทั้งข้าราชการประจำ ข้าราชการบำนาญ และลูกจ้าง กว่า 9 แสนคน รวมถึงครอบครัวของครูและบุคลากรฯ หลายล้านคน มีสหกรณ์เป็นที่พึ่งทั้งฝากออม กู้เพื่อการลงทุน ใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน ดูแลตนเองและครอบครัว ส่งบุตรหลานเล่าเรียน การบริหารของสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจึงมีความสำคัญอย่างยิ่งต่อวงจรชีวิตครูและบุคลากรฯ ดังนั้น การบริหารของสหกรณ์ออมทรัพย์ครู จึงเป็นกลไกสำคัญ ในกระบวนการแก้ไขปัญหาหนี้สินครูของกระทรวงศึกษาธิการ 

รมว.ศธ.กล่าวต่อว่า วันนี้มีการนำร่องความร่วมมือระหว่าง ธนาคารออมสิน กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครูจังหวัดกาญจนบุรี โดยการให้ดอกเบี้ยสินเชื่อในการรวมหนี้ในอัตราร้อยละ 2.88 ต่อปี ในวงเงิน 2,000 ล้านบาท เนื่องจากข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาจำนวนหนึ่งอาจมีหนี้หลายที่ และมีอัตราดอกเบี้ยสูง การรวมหนี้มาไว้ที่เดียวในอัตราดอกเบี้ยที่ต่ำลง จึงเป็นการแก้ไขปัญหาที่ดี ทั้งนี้ เชื่อว่าทุกสหกรณ์มีความพยายามที่จะบริหารในการลดดอกเบี้ยให้ แต่ทั้งนี้ก็ต้องดูต้นทุนด้วย และจากที่ได้คุยกับนายกิตติรัตน์ก็แนะนำว่า การจะแก้ปัญหาหนี้สินครูฯได้ดีต้องหาแหล่งสินเชื่อมาให้สหกรณ์  ซึ่งตน และ รมช.ศธ. รวมถึงคณะผู้บริหาร ศธ. ก็พยายามหาแหล่งสินเชื่อเพื่อมาช่วยลดดอกเบี้ยให้  โดยตนได้ขอดอกเบี้ยประมาณร้อยละ 2 ต่อปี เป็นระยะเวลา 5 ปี  ซึ่งถ้าทำได้ก็จะทำให้สหกรณ์ฯต่างๆสามารถลดดอกเบี้ยให้กับครูฯได้อย่างเป็นรูปธรรม 

“ความร่วมมือของสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ที่จะเกิดขึ้นจากการสัมมนาในวันนี้ จะเป็นจุดเปลี่ยนที่สำคัญต่อคุณภาพชีวิตของครูและบุคลากรในระยะยาว ซึ่งเป็นทั้งการแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นแล้ว และป้องกันไม่ให้เกิดหนี้ขึ้นใหม่ โดยเป้าหมายสำคัญคือ ให้ครูและบุคลากรมีเงินเดือนเหลือสุทธิมากกว่าร้อยละ 30  ซึ่งหากครูและบุคลากรทางการศึกษาทุกคนมีจิตใจที่เข้มแข็งในการไขปัญหาหนี้สินของตนเอง เชื่อว่าจะทำให้สามารถแก้ปัญหาหนี้สินได้อย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน” รมว.ศธ. กล่าว  

ด้านว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา กล่าวว่า จากนโยบายการลดภาระครูและบุคลากรฯ ของพลตำรวจเอก เพิ่มพูน ชิดชอบ รมว.ศธ. เพื่อแก้ไขปัญหาหนี้สินของครูและบุคลากร สพฐ. ได้นำนโยบายสู่การปฏิบัติโดยมีเป้าหมายสำคัญ เพื่อให้ครูและบุคลากรทุกคนต้องมีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้น มีเงินเดือนเหลือสุทธิมากกว่าร้อยละ 30 พร้อมทั้งมีความรู้และทักษะด้านการเงิน เพื่อป้องกันและแก้ปัญหาด้านการเงินด้วยตนเองอย่างยั่งยืน สามารถเพิ่มรายได้ ลดรายจ่าย มีอาชีพเสริม และดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง สามารถปฏิบัติหน้าที่ราชการได้อย่างดีมีประสิทธิภาพสูงตามแนวทาง “จับมือไว้ แล้วไปด้วยกัน” รวมถึงในส่วนของนักเรียน ทุกคนต้องมีความรู้และทักษะด้านการเงิน เพื่อให้มีสมรรถนะด้านการเงินพร้อมใช้ชีวิตในอนาคตได้เป็นอย่างดี ดังนั้น เพื่อให้การดำเนินการบรรลุเป้าหมายดังกล่าว สพฐ. ได้ดำเนินการ ดังนี้ 1) จัดตั้งสถานีแก้หนี้ 245 เขตพื้นที่ทั่วประเทศ 2) จัดทำระบบออนไลน์รับลงทะเบียนผู้สมัครใจแก้ไขหนี้สิน 3) ประสาน เจรจา สถาบันการเงินเพื่อลดดอกเบี้ยเงินกู้ ปรับโครงสร้างหนี้ และแสวงหาแนวทางเพื่อช่วยเหลือและแก้ปัญหาร่วมกันกับบุคคลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง 

”จากข้อมูลและการดำเนินงานที่ผ่านมา สพฐ. พบว่า มีครูและบุคลากรทางการศึกษากว่าร้อยละ 90 มีหนี้สินอยู่กับสหกรณ์ออมทรัพย์ครู ถ้าได้รับความร่วมมือ และความเข้าใจในแนวทางการดำเนินงานจากรัฐบาล กระทรวงศึกษาธิการ และผู้เกี่ยวข้อง จะสามารถแก้ไขปัญหาหนี้สินได้ตรงจุด และประสบความสำเร็จ ทุกฝ่ายมีความสุข เศรษฐกิจก้าวหน้า และสังคมประเทศไทยโดยภาพรวมมีความสุขร่วมกัน“ เลขาธิกาา กพฐ. กล่าว

Leave a comment