SootinClaimon.Com : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
https://www.naewna.com/lady/810126

โรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก กับ 3 ทางเลือกการรักษา
วันพฤหัสบดี ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2567, 06.00 น.
โรคใบหน้ากระตุกครึ่งซีก (Hemifacial spasm : HFS) เป็นโรคของเส้นประสาทสมองที่ส่งผลให้เกิดการกระตุกหรือการหดตัวของกล้ามเนื้อบนใบหน้าโดยไม่สามารถควบคุมได้ ซึ่งจะเกิดขึ้นที่ฝั่งใดฝั่งหนึ่งของใบหน้าเท่านั้น การกระตุกในลักษณะนี้มีตั้งแต่ระดับเบาไปจนถึงระดับรุนแรงโดยมักเริ่มต้นที่เปลือกตา ซึ่งเป็นจุดที่พบได้บ่อยที่สุด และอาจลามไปถึงกล้ามเนื้อบริเวณส่วนล่างของใบหน้าได้
ภาวะใบหน้ากระตุกครึ่งซีก โดยปกติมักมีสาเหตุจากการระคายเคืองของเส้นประสาทบนใบหน้า และบ่อยครั้งก็เกิดจากหลอดเลือดที่กดทับเส้นประสาทใกล้กับจุดเชื่อมต่อกับสมอง แต่ในบางกลุ่มก็ไม่ทราบสาเหตุที่แน่ชัด จากบทความสุขภาพ โรงพยาบาล พญาไทโดย นพ.เสริมเกียรติ หล่อลักษณ์ ศัลยแพทย์ระบบประสาทและสมอง ศูนย์สมองและระบบประสาท โรงพยาบาลพญาไท 2 ให้ความรู้ว่า
โรค HFS หรือใบหน้ากระตุกครึ่งซีก สามารถเกิดได้กับคนทุกวัย แต่มักได้รับการวินิจฉัยพบในหมู่วัยกลางคนและผู้สูงอายุมากที่สุด ทั้งยังพบในเพศหญิงมากกว่าเพศชาย แม้ว่าในทางการแพทย์จะยังไม่ทราบสาเหตุของการเกิดโรคที่แน่ชัด แต่ปัจจัยที่อาจเพิ่มความเสี่ยงของการเกิดโรค คือ การมีหลอดเลือดกดทับเส้นประสาทบนใบหน้า หรือมีการบาดเจ็บของเส้นประสาทใบหน้ามาก่อน รวมถึงการมีเนื้องอกกดทับเส้นประสาทเป็นต้น
อาการเด่นๆ คือการกระตุกหรือการหดตัวของกล้ามเนื้อบนใบหน้าซีกหนึ่งโดยไม่สามารถควบคุมได้ มักเป็นๆ หายๆ ซึ่งอาการจะรุนแรงขึ้นตามการลุกลาม ดังนี้
– เริ่มต้นจากรอบๆ เปลือกตา และอาจทำให้กะพริบตาหรือปิดเปลือกตาได้โดยไม่ตั้งใจ
– เมื่อเป็นมากขึ้น อาการกระตุกจะลามไปยังแก้ม ปาก และในบางครั้งลามไปกระตุกที่กราม
– ความถี่และความรุนแรงเพิ่มขึ้นตามเวลาที่มีอาการ
– อาการจะทวีความรุนแรงขึ้นเมื่อมีความเครียด ความเหนื่อยล้า หรือความวิตกกังวล
– อาการมักไม่ปรากฏขณะนอนหลับ
การวินิจฉัยโรค HFS ส่วนใหญ่เป็นการวินิจฉัยทางคลินิก โดยอิงจากลักษณะการกระตุกของใบหน้าที่เฉพาะเจาะจง ซึ่งต้องอาศัยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ มีการศึกษาอาการโดยดูจากภาพ เช่น การใช้เทคนิคการถ่ายภาพด้วยเรโซแนนซ์แม่เหล็กไฟฟ้า (MRI) หรือการถ่ายภาพเรโซแนนซ์แม่เหล็กไฟฟ้าของหลอดเลือด (MRA) อาจนำมาใช้เพื่อระบุถึงการกดทับหลอดเลือดของเส้นประสาทใบหน้า หรือสาเหตุอื่นๆ เช่น เนื้องอกของระบบประสาท
สำหรับการรักษาโรค HFS ทางเลือกในการรักษาโรค HFS มักมีวัตถุประสงค์เพื่อบรรเทาอาการ แต่ก็มีวิธีที่ช่วยให้ผู้ป่วยหยุดอาการกระตุกได้อย่างถาวร ดังนี้
การใช้ยา อาจเป็นยาต้านชัก เช่น คาร์บามาเซพีน โดยอาจให้ผลบรรเทาอาการชั่วคราวสำหรับบางรายแต่มักจะได้ผลไม่ดีนัก และอาจเกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาได้
การฉีดโบทูลินัมท็อกซิน(Botox) ถือเป็นการรักษาที่มีประสิทธิภาพและได้ผลดี การฉีด Botoxเข้าไปในกล้ามเนื้อที่ได้รับผลกระทบสามารถช่วยลดหรือขจัดการหดตัวของกล้ามเนื้อได้ชั่วคราว อย่างไรก็ตาม การรักษาจะต้องทำโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เนื่องจากอาจเกิดอาการกล้ามเนื้อใบหน้าอ่อนแรง หน้าเบี้ยวหรือปิดตาไม่สนิทได้ หากทำโดยบุคลากรที่ไม่เชี่ยวชาญ และจะต้องทำการฉีดซ้ำทุก 3 เดือน เนื่องจากสาร Botox จะหมดฤทธิ์
การผ่าตัดแยกหลอดเลือดจากเส้นประสาท (Microvascular decompression – MVD) ในกรณีที่มีหลอดเลือดกดทับเส้นประสาทใบหน้า การผ่าตัด MVD สามารถลดการกดเส้นประสาทได้ โดยการย้ายหลอดเลือดที่ก่อปัญหาออก วิธีนี้มีอัตราความสำเร็จสูงในการลดและหยุดการกระตุกได้ถาวร ความเสี่ยงจากการผ่าตัดจะมีไม่มาก เนื่องจากจะไม่มีการผ่าตัดเข้าเนื้อสมอง โดยการผ่าตัดจะใช้กล้องกำลังขยายสูง(Microscope) เพื่อช่วยในการแยกหลอดเลือดออกจากเส้นประสาทได้อย่างแม่นยำ มีแผลผ่าตัดเล็กและใช้เวลาพักฟื้นเพียงไม่นาน
แม้ว่า HFS จะไม่ใช่โรคที่มีอันตรายถึงชีวิต แต่ก็ส่งผลกระทบต่อคุณภาพชีวิตเป็นอย่างมาก เนื่องจากความไม่สะดวก ความอับอายในสังคม หรือทำให้ติดขัดต่อการทำกิจวัตรประจำวันบางอย่าง ทั้งนี้ โอกาสในการหายของผู้ที่มีอาการ HFS จะแตกต่างกันไปในผู้ป่วยแต่ละราย เช่น การฉีดโบทูลินัมท็อกซินสามารถหยุดการกระตุกได้ผลดีชั่วคราว แต่ก็ต้องทำซ้ำบ่อยๆ ส่วนการผ่าตัด MVD ก็มีประสิทธิภาพในการให้การรักษาให้หายขาดได้ ขึ้นอยู่กับภาวะ สาเหตุ และความรุนแรงของโรค
อย่างไรก็ตาม HFS ยังเป็นภาวะที่ต้องการการดูแลโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญอย่างต่อเนื่อง ผู้ที่มีอาการจากโรค HFS จึงควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านระบบประสาทวิทยาหรือศัลยกรรมประสาท เพื่อหาทางเลือกในการรักษาที่เหมาะสมที่สุดสำหรับตน