เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : ทรัมป์-แฮร์ริส สงครามตัวแทนระหว่างเพศหญิงและชาย

https://www.thairath.co.th/news/foreign/2822571

เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : ทรัมป์-แฮร์ริส สงครามตัวแทนระหว่างเพศหญิงและชาย

30 ต.ค. 2567 08:00 น.

เลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 : ทรัมป์-แฮร์ริส สงครามตัวแทนระหว่างเพศหญิงและชาย

  • โพลหลายสำนักเผยโดนัลด์ ทรัมป์มาแรงในกลุ่มผู้ชาย ในขณะที่คามาลา แฮร์ริส เป็นที่ชื่นชอบของกลุ่มผู้หญิงมากกว่า สะท้อนให้เห็นว่าทั้งคู่ต่างเป็นตัวแทนของการแข่งขันระหว่างเพศ แต่ยังไม่มีใครชี้ชัดได้ว่า การแบ่งแยกทางเพศนี้จะส่งผลต่อการเลือกตั้งประธานาธิบดีสหรัฐฯ ครั้งนี้มากน้อยเพียงใด
  • คามาลา แฮร์ริส เป็นผู้หญิงผิวสีคนแรกที่ก้าวเข้ามาท้าชิงชัยในตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และเป็นผู้สมัครฯ เพศหญิงคนที่สอง ต่อจากนางฮิลลารี คลินตัน แต่เป็นที่น่าสังเกตว่า นางแฮร์ริสมักไม่ค่อยพูดถึงตัวตนของเธอ หรือเน้นย้ำถึงความเป็นเพศหญิงสักเท่าไหร่
  • โพลของช่อง CBS ชี้ว่า การเลือกตั้งครั้งนี้ทำให้เห็นว่าสังคมอเมริกันยังคงมีช่องว่างทางเพศค่อนข้างมาก และช่องว่างด้านเพศกำลังส่งผลสำคัญต่อการเลือกตั้ง เห็นได้จากการแข่งขันชิงตำแหน่งประธานาธิบดีระหว่างคามาลา แฮร์ริสและโดนัลด์ ทรัมป์ยิ่งสูสีมากขึ้นเรื่อยๆ

โดนัลด์ ทรัมป์ได้รับการสนับสนุนอย่างล้นหลามจากกลุ่มผู้ชาย ในขณะที่ผู้หญิงบอกกับผู้ทำโพลว่าพวกเธอชื่นชอบคามาลา แฮร์ริสในอัตราส่วนที่ใกล้เคียงกัน ซึ่งช่องว่างทางเพศในทางการเมืองสะท้อนถึงความเปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้น และอาจเป็นปัจจัยสำคัญในการตัดสินการเลือกตั้งสหรัฐครั้งนี้ด้วย

เห็นได้ชัดเจนว่านายโดนัลด์ ทรัมป์ต้องการให้ความเป็นชายเป็นจุดเด่นของการแข่งขันนี้ ในขณะที่คามาลา แฮร์ริสแทบจะไม่พูดถึงตัวตนในฐานะผู้หญิงที่ลงสมัครรับตำแหน่งเลย โดยจากการสำรวจของนิวยอร์กไทมส์ ทรัมป์นำหน้าในกลุ่มผู้ชายถึง 14% ในขณะที่แฮร์ริสนำหน้าในกลุ่มผู้หญิง 12%

คามาลา แฮร์ริสเป็นผู้หญิงผิวสีคนแรกที่ก้าวเข้ามาท้าชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ และนับเป็นผู้หญิงคนที่สอง ต่อจากนางฮิลลารี คลินตันที่เข้ามาเป็นผู้ชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ อย่างไรก็ตาม มีข้อสังเกตว่า นางแฮร์ริสมักไม่ค่อยพูดถึงตัวตนของเธอหรือเน้นย้ำความเป็นเพศหญิง เพื่อการหาเสียงสักเท่าไหร่ โดยเธอให้สัมภาษณ์กับ CNN เมื่อเดือนที่แล้วว่า เธอลงสมัครเพราะเชื่อว่าเธอเป็นคนที่ทำหน้าที่ได้ดีที่สุดในเวลานี้ เพื่อคนอเมริกันทุกคน โดยไม่คำนึงถึงเชื้อชาติหรือเพศ ซึ่งอาจจะเป็นบทเรียนจากความพ่ายแพ้ของนางคลินตันเมื่อปี 2016 อย่างไรก็ตาม แม้เธอพยายามหลีกเลี่ยงประเด็นนี้อย่างเต็มที่ แต่ประเด็นเรื่องเพศก็กลายเป็นประเด็นหลักในการหาเสียงครั้งนี้อยู่ดี เพราะประธานาธิบดีหญิงเป็นเรื่องใหม่สำหรับสหรัฐอเมริกา และเป็นไปได้ว่าจะมีทั้งผู้ที่ชื่นชอบและบางคนที่ไม่คุ้นเคยกับความแปลกใหม่นี้

แม้ทางทีมหาเสียงของแฮร์ริสจะไม่พูดถึงเรื่องนี้อย่างเปิดเผย แต่เจ้าหน้าที่คนหนึ่งยอมรับว่า พวกเขาเชื่อว่ามีการกีดกันทางเพศแฝงอยู่ ซึ่งจะทำให้ผู้มีสิทธิเลือกตั้งบางคนไม่เลือกผู้หญิง ไม่ว่าจะเป็นใครก็ตามขึ้นเป็นประธานาธิบดี

โดยหากย้อนไปดูครั้งล่าสุดที่ผู้หญิงลงสมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดี ในสมัยของนางคลินตัน เมื่อ 8 ปีที่แล้ว ฮิลลารี คลินตันเคยชูประเด็นการเป็นผู้หญิงคนแรกที่ได้รับการเสนอชื่อจากพรรคหลัก สโลแกนหาเสียง “I’m with Her” แต่ในท้ายที่สุดเธอก็ไม่สามารถเอาชนะทรัมป์ขึ้นเป็นประธานาธิบดีได้ ซึ่งฝ่ายกลยุทธ์มองว่า เหตุผลหลักๆก็เพราะนางคลินตันเป็นผู้หญิง และแม้ว่าความรู้สึกนี้อาจจะลดน้อยลงในปัจจุบัน แต่ก็ใช่ว่าจะไม่มีอยู่

นักกลยุทธ์พรรคเดโมแครตคนหนึ่งนี่ ระบุว่า แม้ว่าปีนี้จะเป็นปี 2024 แล้ว แต่ก็ยังมีคนบางพวกที่ยังไม่อยากแสดงออกอย่างโจ่งแจ้งว่าพวกเขาไม่เชื่อว่าผู้หญิงเหมาะสมกับตำแหน่งในทำเนียบขาว ดังนั้นเมื่อผู้มีสิทธิ์ออกเสียงบอกกับผู้ทำโพลว่าแฮร์ริส “ไม่พร้อม” หรือ “บุคลิกไม่เหมาะสม” หรือ “ไม่มีสิ่งที่จำเป็น” ความหมายที่แท้จริงของพวกเขาอาจจะเพียงเพราะ แฮร์ริสเป็นผู้หญิง

แม้ว่าทีมงานหาเสียงของทรัมป์จะระบุว่าเรื่องเพศไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง และเหตุผลที่ชาวอเมริกันจะปฏิเสธแฮร์ริสในวันที่ 5 พฤศจิกายน ก็เพราะแฮร์ริสอ่อนแอ ไม่น่าไว้วางใจ และเป็นเสรีนิยมที่อันตราย แต่ทีมหาเสียงของรีพับลิกันก็มักจะแสดงความมั่นใจว่าทรัมป์จะชนะ เพราะช่องว่างทางเพศในกลุ่มผู้ชายทำให้ทรัมป์ได้เปรียบ

นับตั้งแต่ปี 2016 หลายสิ่งสำหรับผู้หญิงก็เปลี่ยนแปลงไป อย่างการเคลื่อนไหว #MeToo ในปี 2017 ทำให้ผู้คนตระหนักถึงการเลือกปฏิบัติที่ผู้หญิงต้องเผชิญในที่ทำงาน และได้เปลี่ยนวิธีการพูดถึงผู้หญิง การเคลื่อนไหวนี้อาจทำให้ผู้สมัครอย่างแฮร์ริสมีโอกาสมากขึ้น

แต่ความก้าวหน้าครั้งใหญ่ในประเด็นความหลากหลาย ความเท่าเทียม บางครั้งก็ถูกตีความว่าเป็นการถอยหลัง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกลุ่มผู้ชายรุ่นใหม่ที่รู้สึกว่าตนเองถูกทิ้งไว้เบื้องหลัง หรือการเปลี่ยนแปลงนี้อาจมากเกินไปสำหรับคนอเมริกันอนุรักษ์นิยมที่ยังคงนิยมบทบาททางเพศแบบผู้ชายเป็นใหญ่ ทำให้ผู้ชายกลัวการขึ้นมามีอำนาจของผู้หญิง

ผลสำรวจจาก CBS News ที่เผยแพร่เมื่อวันอาทิตย์ที่ผ่านมา (27 ตุลาคม) ได้บ่งชี้ถึงทัศนคติในสหรัฐเกี่ยวกับบทบาททางสังคม โดยผลสำรวจพบว่าผู้ชายมีแนวโน้มที่จะมองว่าความพยายามในการส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศในสหรัฐฯ นั้นมากเกินไป ซึ่งพวกเขามีแนวโน้มที่จะสนับสนุนทรัมป์ ในขณะที่ผู้หญิงมีแนวโน้มที่จะบอกว่าความพยายามเหล่านั้นยังไม่เพียงพอ และพวกเธอมักจะสนับสนุนแฮร์ริส

นอกจากนี้ CBS รายงานว่าผู้ชายมีแนวโน้มที่จะคิดว่าแฮร์ริสจะไม่เป็นผู้นำที่แข็งแกร่ง และกลุ่มผู้ชายส่วนใหญ่จะคิดว่าทรัมป์จะเป็นผู้นำที่เข้มแข็ง

เดลลา โวลเป เชี่ยวชาญด้านการสำรวจความคิดเห็นของผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งวัยหนุ่มสาว ชี้ให้เห็นสถิติต่าง ๆ ที่แสดงให้เห็นว่าชายหนุ่มในปัจจุบันมีสถานการณ์ที่แย่กว่าผู้หญิงในวัยเดียวกัน เช่น พวกเขามีโอกาสน้อยกว่าที่จะมีความสัมพันธ์ มีโอกาสเข้าเรียนในมหาวิทยาลัยน้อยกว่าในอดีต และมีอัตราการฆ่าตัวตายที่สูงกว่าผู้หญิงในวัยเดียวกัน

ในขณะที่ผู้หญิงอเมริกันรุ่นใหม่กำลังก้าวไปข้างหน้าอย่างรวดเร็ว พวกเธอมีการศึกษาที่ดีกว่าผู้ชาย ทำงานในภาคบริการที่เติบโตขึ้น และหลาย ๆ คนมีรายได้มากกว่าผู้ชาย นับตั้งแต่โดนัลด์ ทรัมป์ ได้รับเลือกเป็นประธานาธิบดี ผู้หญิงรุ่นใหม่ยังมีแนวโน้มที่จะสนับสนุนแนวคิดเสรีนิยมมากขึ้นเมื่อเทียบกับชายหนุ่ม ตามการสำรวจของ Gallup โพล ซึ่งทั้งหมดนี้ส่งผลให้เกิดการแบ่งแยกทางเพศที่ชัดเจน

ข้อมูลจากสถาบัน American Enterprise Institute ระบุว่าในช่วงเจ็ดปีที่ผ่านมา สัดส่วนของชายหนุ่มที่กล่าวว่าสหรัฐฯ ส่งเสริมความเท่าเทียมทางเพศมากเกินไป เพิ่มขึ้นเป็นสองเท่าตัว ด้วยเหตุผลเหล่านี้ ทีมหาเสียงของทรัมป์จึงเจาะกลุ่มผู้ชายที่มีความคับข้องใจ และในช่วงสัปดาห์สุดท้ายของการหาเสียงเขายังเพิ่มความเข้มข้นในการเน้นย้ำความเป็นเพศชาย อย่างการรีโพสต์คำเตือนบน Truth Social ว่า “ความเป็นชายกำลังถูกโจมตี” และเมื่อไม่นานมานี้ เขายังพูดติดตลกเกี่ยวกับอวัยวะเพศของนักกอล์ฟชื่อดังอีกด้วย

ในขณะเดียวกัน ฝั่งพรรคเดโมแครตก็พยายามตะล่อมกลุ่มชายหนุ่มที่รู้สึกถูกทอดทิ้งโดยนายบารัก โอบามา อดีตผู้นำสหรัฐฯ ตำหนิว่า ผู้ชายบางคนยังไม่ยอมรับความคิดที่จะมีผู้หญิงเป็นประธานาธิบดี และพยายามหาเหตุผลอื่นมาสนับสนุน

สำหรับผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งบางคน การเลือกตั้งในเดือนพฤศจิกายนนี้จึงได้กลายเป็นสงครามของการแข่งขันทางเพศ โดยใช้ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีเป็นตัวแทน ขึ้นอยู่กับว่าในช่วงที่เหลือเพียงน้อยนิดนี้ ใครจะเป็นฝ่ายเพลี่ยงพล้ำ หรือมีปัจจัยอื่นๆเข้ามาเปลี่ยนการตัดสินใจ นอกเหนือจากเรื่องของเพศเท่านั้น.

ผู้เขียน : อาจุมมาโอปอล

ที่มา : BBC , CBS

อ่านข่าวการเลือกตั้งสหรัฐฯ 2024 ได้ที่ ไทยรัฐออนไลน์

Leave a comment