https://www.thairath.co.th/news/foreign/2824206

7 พ.ย. 2567 10:18 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- ไทยรัฐออนไลน์
ผลการเลือกตั้งสหรัฐฯ : ชัยชนะทรัมป์ ส่งผลอะไรต่อยูเครน ตะวันออกกลาง และจีน
หลายฝ่ายคาดการณ์ว่าการกลับสู่ทำเนียบขาวโดนัลด์ ทรัมป์ จะนำไปสู่การปรับเปลี่ยนนโยบายสำคัญด้านต่างประเทศของสหรัฐฯ ท่ามกลางสงครามและความไม่แน่นอนในหลายภูมิภาคทั่วโลก
โดยในช่วงการหาเสียง ทรัมป์ได้ให้คำมั่นแบบไม่เฉพาะเจาะจง ไม่มีรายละเอียดชัดเจน แต่เน้นย้ำคำว่า“อเมริกาต้องมาก่อน”
ทางสำนักข่าวบีบีซีจึงได้รวบรวมแนวทางที่เป็นไปได้ จากทั้งความคิดเห็นที่ทรัมป์เขาแสดงระหว่างหาเสียง รวมทั้งจากการทำงานของเขาในช่วงปี 2017 ถึง 2021 ที่เขาดำรงตำแหน่งเป็นผู้นำสหรัฐฯ
รัสเซีย ยูเครน และนาโต้
ในช่วงการหาเสียง ทรัมป์กล่าวซ้ำๆ ว่าเขาสามารถยุติสงครามระหว่างรัสเซียและยูเครนได้ในวันเดียว” โดยระบุเพียงว่าเขาจะเจรจา แต่ไม่ได้ให้รายละเอียดที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม จากงานวิจัยที่เขียนโดยอดีตหัวหน้าฝ่ายความมั่นคงแห่งชาติของทรัมป์ 2 คนเมื่อเดือนพฤษภาคม แนะนำว่าสหรัฐฯ ควรส่งอาวุธให้ยูเครนต่อไป แต่ควรกำหนดเงื่อนไขให้ยูเครนต้องเข้าสู่การเจรจาสันติกับรัสเซียด้วย
ส่วนทางฝั่งของรัสเซีย ฝ่ายตะวันตกอาจให้สัญญาว่าจะเลื่อนการเข้าร่วมเป็นสมาชิกนาโต้ของยูเครน ซึ่งเป็นสิ่งที่ยูเครนต้องการอย่างมาก และควรมีการเจรจาตามแนวเส้นแบ่งดินแดนในปัจจุบันเพื่อขอคืนดินแดนทั้งหมดจากการยึดครองของรัสเซีย
อย่างไรก็ตาม ทางพรรคเดโมแครตมองว่า วิธีการนี้เท่ากับการยอมจำนนของยูเครน และจะเป็นอันตรายต่อยุโรปทั้งหมด ซึ่งแม้ว่าจะยังไม่ชัดเจนว่างานวิจัยของอดีตที่ปรึกษาจะสะท้อนความคิดของทรัมป์ได้มากน้อยเพียงใด แต่มีความเป็นไปได้ที่แนวทางนี้จะถูกนำไปเป็นแนวทางให้ทรัมป์พิจารณา
แนวทาง “อเมริกาต้องมาก่อน” ของทรัมป์ในการยุติสงครามยังครอบคลุมไปถึงประเด็นยุทธศาสตร์เกี่ยวกับอนาคตของนาโต้ โดยทรัมป์มักจะแสดงความกังขาในเจตนาของนาโต โดยกล่าวหาว่ายุโรปอาศัยการคุ้มครองของอเมริกาโดยไม่แบกรับภาระที่เท่าเทียมกัน และอาจจะนำไปสู่การถอนสหรัฐฯ ออกจากนาโต้ ซึ่งจะถือเป็นการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญที่สุดในความสัมพันธ์ด้านกลาโหมข้ามแอตแลนติกในเกือบหนึ่งศตวรรษ
ตะวันออกกลาง
เช่นเดียวกับกรณียูเครน ทรัมป์สัญญาว่าจะนำสันติภาพ มาสู่ตะวันออกกลาง ซึ่งหมายความว่าเขาจะยุติสงครามระหว่างอิสราเอลกับฮามาสในกาซา และระหว่างอิสราเอลกับฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอน แต่เขายังไม่ได้บอกวิธีการที่ชัดเจน
เขากล่าวซ้ำๆ ว่าหากเขาเป็นผู้นำแทนที่โจ ไบเดน ฮามาสจะไม่โจมตีอิสราเอล เนื่องจากนโยบาย กดดันสูงสุดของเขาต่ออิหร่าน ซึ่งเป็นประเทศที่สนับสนุนกลุ่มฮามาส
โดยรวมแล้ว มีแนวโน้มว่าทรัมป์จะพยายามกลับไปใช้นโยบายเดิม ซึ่งเคยทำให้รัฐบาลของเขาถอนสหรัฐฯ ออกจากข้อตกลงนิวเคลียร์อิหร่าน ใช้มาตรการคว่ำบาตรเพิ่มเติมต่ออิหร่าน และสังหารนายพลกาเซ็ม โซไลมานี ผู้บัญชาการทหารที่ทรงอิทธิพลที่สุดของอิหร่าน
ตอนที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่ง ทรัมป์ดำเนินนโยบายที่สนับสนุนอิสราเอลอย่างเข้มแข็ง โดยการประกาศให้กรุงเยรูซาเล็มเป็นเมืองหลวงของอิสราเอลและย้ายสถานทูตสหรัฐฯ จากเทลอาวีฟมาอยู่ที่นั่น ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวที่กระตุ้นฐานเสียงของผู้เผยแผ่ศาสนาชาวคริสเตียนของทรัมป์ ซึ่งเป็นกลุ่มผู้สนับสนุนหลักของพรรครีพับลิกัน นอกจากนี้ นายกรัฐมนตรีเบนจามิน เนทันยาฮู ของอิสราเอล ยังเคยเรียกทรัมป์ว่าเป็น เพื่อนที่ดีที่สุดที่อิสราเอลเคยมีในทำเนียบขาว
ส่วนฝ่ายปาเลสไตน์ก็คว่ำบาตรรัฐบาลของทรัมป์ เนื่องจากสหรัฐฯละทิ้งข้อเรียกร้องของพวกเขาที่มีต่อกรุงเยรูซาเล็ม ซึ่งเป็นเมืองที่มีความสำคัญทางประวัติศาสตร์และทางศาสนาสำหรับชีวิตของชาวปาเลสไตน์
พวกเขาถูกโดดเดี่ยวมากขึ้นเมื่อทรัมป์เป็นตัวกลางในการทำข้อตกลง “Abraham Accords” ซึ่งเป็นข้อตกลงครั้งประวัติศาสตร์ในการสร้างความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างอิสราเอลกับหลายประเทศอาหรับและมุสลิม ข้อตกลงนี้เกิดขึ้นโดยไม่ต้องให้อิสราเอลยอมรับการจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์อิสระเคียงข้าง ซึ่งเป็นที่รู้จักในชื่อ “การแก้ปัญหาสองรัฐ” ที่เคยเป็นเงื่อนไขของประเทศอาหรับสำหรับข้อตกลงเช่นนี้ในภูมิภาค
ประเทศที่เกี่ยวข้องกับข้อตกลงนี้ได้สิทธิเข้าถึงอาวุธขั้นสูงจากสหรัฐฯ เป็นการตอบแทนการรับรองอิสราเอล ทำให้ปาเลสไตน์อยู่ในจุดที่โดดเดี่ยวที่สุดจุดหนึ่งในประวัติศาสตร์
ทรัมป์เคยแถลงหลายครั้งระหว่างการหาเสียงว่าเขาต้องการให้สงครามในกาซายุติลง เขามีความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและบางครั้งมีปัญหากับเนทันยาฮู แต่ก็มีความสามารถในการสร้างแรงกดดันต่อเขาเช่นกัน นอกจากนี้ ทรัมป์ยังมีประวัติความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้นำในประเทศอาหรับสำคัญที่มีความเกี่ยวข้องกับฮามาส
จึงยังไม่ชัดเจนว่าเขาจะสนับสนุนผู้นำอิสราเอล ในขณะที่พยายามยุติสงครามนี้ได้อย่างไร
จีนและการค้า
แนวทางของสหรัฐฯ ต่อจีนถือเป็นนโยบายต่างประเทศที่มีความสำคัญเชิงยุทธศาสตร์ที่สุด และมีผลกระทบมากที่สุดต่อความมั่นคงและการค้าระดับโลก
ในสมัยที่ทรัมป์ดำรงตำแหน่ง เขาเรียกจีนว่าเป็น“คู่แข่งเชิงยุทธศาสตร์” และเรียกเก็บภาษีศุลกากรจากสินค้านำเข้าจากจีนบางประเภท ซึ่งก่อให้เกิดการตอบโต้จากจีนที่เรียกเก็บภาษีศุลกากรจากสินค้านำเข้าจากสหรัฐฯ เช่นกัน
แม้จะมีความพยายามลดความตึงเครียดทางการค้า แต่การแพร่ระบาดของโควิดได้ทำให้ความเป็นไปได้นั้นหมดไป และความสัมพันธ์ระหว่างทั้งสองประเทศยิ่งแย่ลงเมื่อทรัมป์เรียกโควิดว่าเป็นไวรัสจีน
ในขณะที่รัฐบาลไบเดนอ้างว่าดำเนินนโยบายที่รับผิดชอบมากขึ้นต่อจีน แต่ความจริงก็คือพวกเขายังคงภาษีศุลกากรหลายรายการที่กำหนดไว้ในสมัยของทรัมป์
ทรัมป์เคยชมประธานาธิบดีสี จิ้นผิง ของจีน ว่าเป็นทั้งผู้นำที่ เฉลียวฉลาด และ อันตราย อีกทั้งยังเป็นผู้นำที่เก่งกาจที่ปกครองประชากร 1.4 พันล้านคนด้วย กำปั้นเหล็ก แต่มีความเป็นไปได้สูงว่าทรัมป์จะไม่ทำตามแนวทางของรัฐบาลไบเดน ที่สร้างความร่วมมือด้านความมั่นคงของสหรัฐฯ ให้แข็งแกร่งขึ้นกับประเทศอื่นในภูมิภาคเพื่อสกัดกั้นอิทธิพลของจีน
ทรัมป์กล่าวเมื่อเดือนตุลาคมว่า หากเขากลับมาเป็นผู้นำอีกครั้ง เขาไม่จำเป็นต้องใช้กำลังทหารเพื่อป้องกันไม่ให้จีนปิดล้อมไต้หวัน เพราะประธานาธิบดีสีรู้ว่าเขาจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรที่รุนแรงกับสินค้านำเข้าจากจีนหากเรื่องนี้เกิดขึ้น.
ที่มา : BBC
คลิกอ่านข่าวเกี่ยวกับ ผลเลือกตั้งสหรัฐฯ