‘บอร์ด กพฐ.’ลงจ.น่าน ตรวจเยี่ยม ร.ร.จัดเด็กพิเศษเรียนรวมเด็กปกติ พบทั้งสำเร็จ-ล้มเหลว

'บอร์ด กพฐ.'ลงจ.น่าน ตรวจเยี่ยม ร.ร.จัดเด็กพิเศษเรียนรวมเด็กปกติ พบทั้งสำเร็จ-ล้มเหลว

‘บอร์ด กพฐ.’ลงจ.น่าน ตรวจเยี่ยม ร.ร.จัดเด็กพิเศษเรียนรวมเด็กปกติ พบทั้งสำเร็จ-ล้มเหลว

วันศุกร์ ที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2568, 18.42 น.

“บอร์ด กพฐ.” ลงจ.น่าน ตรวจเยี่ยม ร.ร.จัดเด็กพิเศษเรียนรวมเด็กปกติ พบทั้งสำเร็จและล้มเหลว เตรียมเสนอ กพฐ.หาทางช่วยเหลือ

วันที่ 17 ม.ค. 2568 ศ.บัณฑิต เอื้ออาภรณ์ ประธานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน (ประธาน กพฐ.) นำคณะกรรมการ กพฐ. โครงการประชุมคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน นอกสถานที่ (กพฐ.สัญจร) จ.น่าน โดยแบ่งผู้บริหารเป็น 5 สาย ลงตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนของโรงเรียนต่างๆ  โดย ศ.บัณฑิต เป็นสายที่ 3 นำคณะเดินทางตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนที่โรงเรียนบ้านหนองรัง มิตรภาพ 107 จ.น่าน ซึ่งเป็นโรงเรียนที่รับเด็กพิเศษเข้ามาเรียนรวมกับเด็กปกติ โดยมีเด็กพิเศษ จำนวน 43 คน เด็กปกติ 132 คน มี ผอ. 1 คน ข้าราชการครู 11 คน ครูพี่เลี้ยง 5 คน และมีครูจากศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดน่าน หมุนเวียนมาช่วยดูแล 3 คน

และตรวจเยี่ยมการจัดการเรียนการสอนโรงเรียนบ้านทุ่งน้อย สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาน่าน เขต 1 จ. น่าน  ซึ่งเป็นโรงเรียนที่รับเด็กพิเศษเข้าเรียนรวมด้วย โดยมีเด็กพิเศษ จำนวน 44 คน เด็กปกติ 170 คน เปิดสอนชั้นอนุบาล – ม.3  มี ผอ.1 คน  ข้าราชการครู 14 คน ครูพี่เลี้ยง 1 คน  ซึ่งเป็นโรงเรียนในโครงการคอนเน็กซ์อีดี โดยมีบริษัททรูฯ สนับสนุนโน้ตบุ๊กและอุปกรณ์การเรียน โดยทางโรงเรียนได้นำโปรแกรม “เฮฮาภาษาสนุก” มาพัฒนาการอ่านให้กับเด็กพิเศษที่พูดไม่ได้เลย จนสามารถพูดและอ่านตามเสียงได้ จนเด็กสามารถอ่านออกเขียนได้แล้ว

ส่วนเด็กระดับมัธยมฯ ทางโรงเรียนให้เด็กได้ร่วมกิจกรรมการสร้างอาชีพให้มีรายได้ระหว่างเรียน เช่น การทำสบู่จากสนุนไพร  การทำผลิตภัณฑ์รักษ์โลกจากใยพืช เช่น การทำกระถางต้นไม้  อิฐบล็อก ถุงกระกาษ กระดาษ จากฟางข้าว ซังข้าวโพด หรือหญ้าคา เพื่อช่วยลดโลกร้อน และลดการเผา การปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ขาย การทำขนมเทียนแก้ว ทำน้ำกระเจี๊ยบ การทำผ้าพันคอ เสื้อแฟชั่น ถุงผ้า ที่นำใบไม้ ดอกไม้มาจัดวางบนผ้าแล้วตอกให้เป็นรูปใบไม้ดอกไม้ เพื่อเป็นสีสันพรรณไม้ สร้างลวดลายสู่อาชีพ รวมถึงทำ Smart Farm Model เป็นการนำเทคโนโลยีมาจำลองประยุกต์ใช้ในการเกษตร และสามารถนำไปต่อยอดใช้ในชีวิตประจำวันหรือนำไปประกอบอาชีพได้ด้วย

ศ.บัณฑิต กล่าวภายหลังการตรวจเยี่ยม โรงเรียนบ้านหนองรัง มิตรภาพ 107  และโรงเรียน บ้านทุ่งน้อย จ.น่าน  ว่า ทั้ง 2 โรงเรียนมีลักษณะพิเศษ เป็นโรงเรียนร่วมที่มีเด็กพิเศษค่อนข้างสูงโรงเรียนต้องแบกรับภาระ แต่ทั้งสองโรงเรียนก็สามารถจัดการเรียนการสอนได้ดีมาก ที่น่าประทับใจคือผู้บริหารและครูมีความทุ่มเทและเสียสละมากไม่เช่นนั้นจะไม่สามารถมีกิจกรรมดีๆมีคุณภาพให้ผู้เรียนและให้เราได้เห็นผลชัดเจนว่าเด็กสามารถทำได้จริง  เช่น โรงเรียนบ้านหนองรัง มิตรภาพ 107  เด็ก สามารถไปเรียนต่อห้องกิ๊ฟเต็ดได้ ส่วนโรงเรียนบ้านทุ่งน้อย  เด่นที่กิจกรรมที่สามารถทำให้เด็กพิเศษและเด็กปกติทำกิจกรรมร่วมกันได้ เช่น การร้องเพลงประสานเสียงกับเด็กปกติได้ การปลูกพืชผัก การทำผลิตภัณฑ์ต่างๆ การที่โรงเรียนเน้นกิจกรรมก็เพื่อให้เด็กสามารถไปสร้างผลิตภัณฑ์สร้างอาชีพได้

“ประทับใจกิจกรรมที่โรงเรียนจัดให้กับผู้เรียน แสดงให้เห็นว่าผู้บริหารและคุณครูมีความทุ่มเทและเอาใจใส่อย่างมาก ดีใจแทนเด็ก ๆที่ได้มาเรียนในโรงเรียนดีๆแบบนี้ ถึงแม้เด็กจะมีปัญหาส่วนตัว ปัญหาร่างกาย หรือมีปัญหาครอบครัวอยู่บ้าง และโรงเรียนต้องการรถตู้และบุคลากรและอุปกรณ์บางอย่าง แต่ทางโรงเรียนก็สามารถนำโปรแกรมมาส่งเสริมให้นักเรียนที่มีความบกพร่องได้เรียนรู้ ทำให้ผู้เรียนมีพลัง ผมมองเห็นศักยภาพที่เด็กจะสามารถต่อยอดไปได้เยอะมาก  กพฐ.ก็จะรับฟังปัญหาเพื่อนำไปหาทางช่วยเหลือ และอยากให้ช่วยกันหาทางทำให้คนมาเห็นคุณค่าสิ่งที่เด็กทำออกมาได้อย่างไร และจะทำให้สิ่งที่เราเห็นนี้สามารถเชื่อมโยงกับตลาดระดับชาติ ระดับโลกได้อย่างไร“ ประธาน กพฐ. กล่าว

ด้าน ว่าที่ร้อยตรี ธนุ วงษ์จินดา เลขาธิการ กพฐ. กล่าว ภายหลังตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ จ.น่าน ว่า เพื่อติดตามดูว่าตามบทบาทของสพฐ.ซึ่งเป็นผู้กำหนดนโยบายทิศทางการขับเคลื่อนพัฒนาคุณภาพการศึกษาขั้นพื้นฐาน จากการที่สพฐ.ให้นโยบายและแนวปฏิบัติให้โรงเรียนไปแล้ว ก็ตามไปดูว่ามีปัญหาอะไร เพื่อนำเข้าหารือในที่ประชุม กพฐ.จะได้ออกแบบการแก้ปัญหา และจากการลงตรวจเยี่ยมโรงเรียนบ้านหัวเวียงเหนือ ซึ่งเป็นโรงเรียนขนาดเล็ก สังกัด สพป.น่าน เขต 1 จัดการศึกษาระดับอนุบาล -ป. 6 มีนักเรียนอยู่ 31 คน มีครู 3 คน ครูอัตราจ้าง 1 คน

“ที่เราเห็นปัญหาคือ เด็กที่มีความบกพร่องในด้านต่าง ๆ ชั้น ป. 1 มีเด็ก 4 คน แต่เป็นเด็กพิเศษ 3 คน , ป. 2 มีเด็ก 4 คน เป็นเด็กบกพร่อง 2 คน  ซึ่งก็เป็นปัญหาหนึ่งที่ สพฐ.จะต้องเร่งดำเนินการแก้ไข ซึ่งนโยบายเรียนรวมระหว่างเด็กปกติกับเด็กพิเศษเป็นนโยบายที่ สพฐ.ออกแบบมาเพื่อแก้ปัญหาให้เด็กพิเศษได้อยู่ในสังคมร่วมกันกับเด็กปกติ แต่อาจจะต้องให้ทีมการศึกษาพิเศษ และผู้รับผิดชอบทำการวิจัยหรือวิเคราะห์ดูว่าการเอาเด็กบกพร่องกับเด็กที่เรียนดีหรือเรียนเก่งมาอยู่ห้องเดียวกัน จะมีผลดีหรือไม่ดีอย่างไร หรือจะดึงเด็กที่เรียนได้เร็ว ทำให้ไปช้าลงหรือไม่  หรือเด็กพิเศษก็อาจจะต้องอยู่กับเด็กพิเศษด้วยกัน และหารูปแบบการศึกษาพิเศษ หรือพัฒนาครูพี่เลี้ยงมาดูแล ซึ่ง จ.น่าน มีโรงเรียนที่จัดเรียนรวมอยู่จำนวนมาก และทั้งประเทศ มีโรงเรียนขนาดเล็กที่ไม่มี ผอ. โรงเรียนอยู่ประมาณ 2,000 กว่าโรง ดังนั้น ผมถือว่าปัญหานี้เป็นปัญหาสำคัญที่สพฐ.จะต้องหารือกันในที่ประชุม กพฐ.ว่าจะช่วยอย่างไร  กระทรวงศึกษาฯ หรือรัฐบาลจะต้องมีวิธีการแก้ปัญหาเหล่านี้อย่างไร หากเด็กเหล่านี้จบ ป. 6 แล้วยังอ่านหนังสือไม่ออก เพราะจากที่ผมได้ทดสอบให้เด็กอ่านและจับใจความ เด็กที่บกพร่องไม่สามารถทำได้ เหตุที่เราเจอนี้ก็อาจจะต้องไปนั่งทบทวนกันว่าจะทำอย่างไรกับเด็กกลุ่มนี้  เราพูดถึงโรงเรียนขนาดเล็กกันมานานพอสมควรแล้ว สพฐ.เองก็พยามคิดรูปแบบการเรียน การควบรวมโรงเรียนขนาดเล็ก การทำโรงเรียนคุณภาพ แต่มีผู้ปกครองส่วนหนึ่ง ที่มีความพร้อมก็สามารถพาเด็กไปเรียนในเมืองได้ แต่ผู้ปกครองอีกกลุ่มหนึ่งที่ยังขาดความพร้อม ทางด้านเศรษฐกิจของครอบครัว ก็ต้องเรียนในโรงเรียนขนาดเล็ก ก็เป็นหน้าที่ของรัฐที่จะต้องลงมาดูแลจัดการการศึกษาให้เท่าเทียม ทั่วถึงและมีคุณภาพ นี่คือโจทย์ที่เราจะนำไปหารือกันในที่ประชุม กพฐ. ซึ่งเป็นเรื่องใหญ่และเป็นวาระสำคัญที่ สพฐ. จะต้องคิด ถ้า สพฐ.ทำได้ก็จะทำเลย แต่ถ้าเกินอำนาจก็จะเสนอกระทรวงศึกษาฯ และรัฐบาล หรือร่วมมือกับหน่วยอื่นๆที่เกี่ยวข้อง ร่วมกันแก้ไขปัญหานี้ เช่น ระดับอนุบาลให้ท้องถิ่นรับไปจัดการได้หรือไม่ ส่วน สพฐ.ก็จัดการศึกษาระดับชั้น ป. 1 ถึง ม. 6“ เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

และว่าขณะนี้ สพฐ.มีโรงเรียนที่รับเด็กพิเศษเข้ามาเรียนรวมเด็กปกติ ประมาณ 2 หมื่นกว่าโรง เนื่องจากการศึกษาพิเศษมีข้อจำกัดในเรื่องอัตรากำลัง จึงดูแลเด็กได้เฉพระเด็กพิการหนักๆเท่านั้น และจังหวัดหนึ่งก็มีศูนย์การศึกษาพิเศษเพียง 1 ศูนย์  มีโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ 1 โรง  โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 1 โรง ในขณะที่เด็กพิเศษมีอยู่ทุกหมู่บ้าน ทุกตำบล จึงอาจจะต้องมาทบทวนแผนว่าเราจะดูแลเขาอย่างไร เพราะดูแล้วมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จึงจะนำเรื่องนี้เข้าหารือในที่ประชุม กพฐ.ต่อไป“ เลขาธิการ กพฐ. กล่าว

Leave a comment