
26 ม.ค. 2568 05:34 น.
- ข่าว
- ต่างประเทศ
- วีรพจน์ อินทรพันธ์
ดาบ 3 เล่มในคำสั่งประธานาธิบดีทรัมป์
ในที่สุด “โดนัลด์ ทรัมป์” นักธุรกิจฝีปากกล้าวัย 78 ปี ก็หวนคืนสู่บัลลังก์ทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. อย่างเป็นทางการเมื่อช่วงกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา
โดยถือเป็นการรีเทิร์นที่มาพร้อมกับการสร้างประวัติศาสตร์ กราดยิงคำสั่งประธานาธิบดี (Executive Order) ไปแล้วกว่า 54 ฉบับภายในช่วงเวลาไม่กี่วัน ถือว่านำไปไกลลิ่วเมื่อเทียบกับประธานาธิบดีคนก่อนๆ ขนาด “โจ ไบเดน” ยังใช้เวลาถึง 100 วันในการทำสถิติลงนาม 42 ฉบับ
ทรัมป์เอ่ยกับปากขอทำตัวเป็นผู้นำ “เผด็จการ” ชั่วคราว ตัดสินใจใช้อำนาจที่ได้รับตามรัฐธรรมนูญ กำหนดทิศทางการบริหารประเทศพญาอินทรีให้ชัดเจนเด็ดขาด
เพราะหลังจากจดปากกาลงนามไปแล้ว คำสั่งเหล่านี้จะถือว่ามีผลบังคับใช้ทันที และจะไม่มีเปลี่ยนแปลงจนกว่าผู้นำสหรัฐฯ คนปัจจุบันจะยกเลิก หรือถูกฟ้องจนได้ข้อสรุปว่ามิชอบด้วยกฎหมาย
หากจะให้เห็นภาพถึงความ “ศักดิ์สิทธิ์” ของคำสั่งผู้นำ ก็ต้องยกตัวอย่างการประกาศ “เลิกทาส” เปลี่ยนสถานะทางกฎหมาย มอบความเป็นไทแก่ทาสชาวแอฟริกันอเมริกัน ที่อาศัยอยู่ในเขตปกครองของสมาพันธรัฐแห่งอเมริกา (Confederate) เมื่อวันที่ 1 ม.ค.2406 ของประธานาธิบดีผู้โด่งดัง “อับราฮัม ลินคอล์น”

ในวันนั้นลินคอล์นเลิกทาสแบบหักดิบ มาวันนี้ทรัมป์ก็ใช้ยาแรงไม่ต่างกัน สั่งการด้วยชุดคำสั่งที่หวังจะให้สหรัฐฯกลับมาสู่ “ยุคทอง” อันเรืองรอง ภายใต้คอนเซปต์ “ชาติบ้านเมืองต้องมาก่อน”
ปูทางถอนตัวจากข้อตกลงโลกร้อน เมินหลักการอนุรักษ์ธรรมชาติ เปิดพื้นที่สงวนให้เข้าไปขุดเจาะก๊าซธรรมชาติและน้ำมัน เพื่อยกระดับขีดความสามารถทางด้าน “พลังงาน” ของประเทศ เตรียมการที่จะนำอเมริกาไปสู่การเป็นขุมพลังทาง “เศรษฐกิจ” เป็นชาติผู้ผลิตสินค้าชั้นนำที่ตอบโจทย์ทั้งด้านปริมาณและคุณภาพ
ควบคู่ไปกับการติดเบรกอุตสาหกรรมรถยนต์ไฟฟ้า ยกเลิกเป้าหมายที่จะผลักดันให้รถอีวีวิ่งกันเต็มถนนหนทาง ภาพปรากฏชัดว่าทรัมป์ต้องการจะแข่งขันกับใคร
แน่นอนว่าการจะพารัฐนาวาไปถึงจุดนั้นได้ จำเป็นต้องอุดรูรั่วให้ได้เสียก่อนที่เรือจะล่มจม และเป็นที่มาของการประกาศปฏิรูป “สังคม” ขุดรากถอนโคนแนวคิดของคนดีโลกสวย ที่สนับสนุนความเป็นเพื่อนมนุษย์ เคารพความเท่าเทียม ความหลากหลายทางผิวสีและเพศสภาพ หรือที่เรียกกันว่า DEI
ทรัมป์สั่งลงดาบเป็นขั้นเป็นตอน เริ่มจากการสั่งพักงานพนักงานรัฐหลายหมื่นตำแหน่งทั่วประเทศ ตามหน่วยงานต่างๆที่มีการจัดตั้งฝ่ายดีอีไอขึ้นมากำกับดูแลการทำงาน เปลี่ยนสถานะของพนักงานเหล่านี้ให้เป็นลูกจ้าง ตามด้วยการให้หน่วยงานเหล่านั้นทำแผนปฏิบัติออกมาว่าจะไล่คนเหล่านี้ออกเช่นไร
พร้อมคุมเกมในเรื่องของเพศสภาพที่จะพ่วงกับคอนเซปต์ดีอีไอมาอยู่เสมอๆ โดยออกคำสั่งประธานาธิบดีอย่างชัดเจนไปเลยว่า นโยบายใดๆของรัฐบาลสหรัฐฯหลังจากนี้จะยอมรับแต่เฉพาะ “เพศหญิงและเพศชาย” เลิกแสร้งได้แล้วว่าชายสามารถกลายเป็นหญิง หรือหญิงสามารถกลายเป็นชาย
“ดีอีไอ” ถือเป็นแนวคิดอันทรงพลัง ที่เกิดจากความต้องการที่จะลดการดูถูกดูหมิ่น และถนอมจิตใจของคนทุกผอง ไม่ว่าจะผิวสีอะไร หรือมีความต้องการทางเพศสภาพเช่นไร เพียงแต่ความล้มเหลวตลอดหลายปีที่ผ่านมา ได้เกิดมาจากการนำแนวคิดไปตีความอย่างผิดๆ หรือขยายผลกันอย่างสุดโต่ง
กรอบของดีอีไอภายใต้การผลักดันของรัฐบาลเดโมแครตที่ผ่านมา ได้นำไปสู่การกำหนดโควตาของผิวสีและเพศสภาพ การเปิดทางให้กลุ่มคนที่เรียกร้องเสียงดังกว่าได้รับสิทธิที่เหนือกว่าคนอื่น เกิดการกระจายเฉลี่ยของตำแหน่งงานที่มาจากคนหลากหลายกลุ่ม
โอกาสในการศึกษา โอกาสในหน้าที่การงานอยู่ที่รูปลักษณ์ ไม่ใช่ฝีมือหรือผลงาน จนนำไปสู่การแบ่งแยกหรือการเหยียดเพศเหยียดผิวแบบ “ทวนทิศ” ซึ่งผลลัพธ์คือหน่วยงานหรือองค์กรนับวันมีแต่อ่อนแอลงไปเรื่อยๆ เหมือนกับเหตุการณ์ไฟป่าลอสแอนเจลิสที่หน่วยดับเพลิงถูกเปิดโปงว่า ให้ความสำคัญกับความสบายใจมากกว่าประสิทธิภาพและความปลอดภัย
“ผู้ประสบภัยเห็นเจ้าหน้าที่ผิวเดียวกัน เพศสภาพเดียวกัน ย่อมบังเกิดความผ่อนคลาย ส่วนเจ้าหน้าที่จะมีพลังกายในการช่วยผู้ประสบภัยหรือไม่ ต้องถามกลับว่า แล้วผู้ประสบภัยเอาตัวเองไปอยู่ในที่เกิดเหตุทำไม”

คำสั่งประธานาธิบดีครั้งนี้ยังครอบคลุมไปถึงประเด็นผู้อพยพด้วยเช่นกัน โดยทรัมป์ยังประกาศให้อำนาจกองทัพในการควบคุมพรมแดน และยกเลิกการมอบสัญชาติโดยอัตโนมัติแก่เด็กที่ถือกำเนิดในแผ่นดินพญาอินทรี หากพบว่าพ่อแม่ของเด็กเดินทางเข้ามาในสหรัฐฯอย่างผิดกฎหมาย ซึ่งเรื่องนี้สามารถมองได้ว่าเกี่ยวข้องกับเรื่องของ “การเมือง” เนื่องด้วยทรัมป์มองว่าเป็นความพยายามเปลี่ยนแปลงกราฟประชากร
เอาคนต่างถิ่นเข้ามายึดครองรัฐฐานที่มั่นต่างๆ และรัฐตัวแปรสวิงสเตทของพรรค “รีพับลิกัน” เพื่อกำชัยในศึกเลือกตั้งผู้นำสหรัฐฯครั้งต่อๆไปในอนาคต คนเข้าเมืองเหล่านี้เมื่อถูกปล่อยเข้ามา ได้รับการจัดสรรที่พักดูแล ได้รับสิทธิประโยชน์ เริ่มสร้างครอบครัว ก็ย่อมเทใจไปให้พรรคเดโมแครตสายเสรีดีอีไอ ไม่ใช่พรรครีพับลิกันที่มุ่งเน้นความเป็นอนุรักษนิยม ปลูกฝังความเป็นชาว “อเมริกัน” แบบดั้งเดิม
ด้วยเหตุนี้อาจจะไม่ผิดนักที่จะมองว่าคำสั่งประธานาธิบดีของทรัมป์ ถือเป็นดาบ 3 เล่มที่นำมาจัดการเรื่องของเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองไปพร้อมๆกัน และทำให้เป็นเรื่องที่น่าสนใจอย่างยิ่งว่า “สหรัฐอเมริกา” หลังจากนี้จะเปลี่ยนรูปโฉมไปมากน้อยเพียงใด หรือจะเกิดเหตุการณ์ใดๆที่ส่งผลให้แผนการของทรัมป์ไปไม่ถึงฝั่งฝัน เรื่องนี้โปรดติดตาม.
วีรพจน์ อินทรพันธ์
คลิกอ่านคอลัมน์ “7 วันรอบโลก” เพิ่มเติม