ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ถอนบันทึกคำสั่งแช่แข็งเงินช่วยเหลือของรัฐบาลกลาง

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ถอนบันทึกคำสั่งแช่แข็งเงินช่วยเหลือของรัฐบาลกลาง

30 ม.ค. 2568 03:38 น.

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ถอนบันทึกคำสั่งแช่แข็งเงินช่วยเหลือของรัฐบาลกลาง

ทำเนียบขาวสหรัฐฯ ถอนบันทึกคำสั่งที่ให้ระงับเงินช่วยเหลือและเงินกู้จากรัฐบาลกลางแล้ว แต่โฆษกรัฐบาลยืนยันว่า คำสั่งนี้จะยังคงมีผลต่อไป

สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า ทำเนียบขาวสหรัฐฯ เปิดเผยในวันพุธที่ 29 ม.ค. 2568 ว่า พวกเขาถอนบันทึกคำสั่ง (Memorandum) ที่ให้ระงับเงินช่วยเหลือและเงินกู้จากรัฐบาลกลางมูลค่าหลายแสนล้านดอลลาร์ ซึ่งทำให้เกิดความสับสนเป็นวงกว้างในหมู่ชาวอเมริกันนับล้านคนที่ต้องพึ่งพาความช่วยเหลือจากรัฐบาลแล้ว

ความเคลื่อนไหวล่าสุดเกิดขึ้นหลังจาก ผู้พิพากษาศาลแขวงในกรุงวอชิงตัน ดี.ซี. ระงับคำสั่งบังคับใช้มาตรการดังกล่าวเมื่อวันอังคารที่ผ่านมา (28 ม.ค.) ไม่กี่ชั่วโมงหลังจากประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ ลงนามคำสั่ง ตามด้วยสำนักงานบริหารและงบประมาณ (OMB) ออกบันทึกคำสั่งแจ้งเรื่องการบังคับใช้คำสั่ง

แต่ในวันพุธ บันทึกคำสั่งฉบับใหม่ที่ออกในวันพุธระบุว่า บันทึกคำสั่งหมายเลข M-25-13 ของ OMB ถูกเพิกถอนแล้ว โดยไม่มีการเปิดเผยสาเหตุที่แน่ชัด

ด้าน น.ส.แคโรไลน์ เลวิตต์ เลขาธิการฝ่ายสื่อของทำเนียบขาวยืนยันว่า “นี่ไม่ใช่การล้มเลิกการแช่แข็งเงินช่วยเหลือของรัฐบาลกลาง แต่เป็นการยกเลิกบันทึกคำสั่งของ OMB ทำไมน่ะหรือ? ก็เพื่อยุติความสับสนที่เกิดขึ้นจากคำสั่งห้ามของศาล คำสั่งฝ่ายบริหารของประธานาธิบดีเรื่องเงินช่วยเหลือนี้ ยังคงมีผลอย่างเต็มที่ และจะถูกบังคับใช้อย่างเข้มงวด”

อย่างไรก็ตาม เธอไม่ได้เปิดเผยว่า สำนักงานงบประมาณของทำเนียบขาวจะบังคับใช้คำสั่งนี้อย่างไร ในเมื่อ โดนัลด์ ทรัมป์ ตัดสินใจเพิกถอนบันทึกคำสั่งแล้ว และศาลมีคำสั่งห้ามเป็นการชั่วคราว

ทั้งนี้ สำนักงานงบประมาณฯ ระบุว่า คำสั่งระงับเงินช่วยเหลือและเงินกู้จากรัฐบาลกลาง มีเป้าหมายเพื่อให้รัฐบาลใหม่มีเวลาในการประเมินว่า โครงการใดบ้างที่สอดคล้องและไม่สอดคล้องกับนโยบายของพวกเขา

อย่างไรก็ตาม คำสั่งดังกล่าวทำให้เกิดความสับสนเป็นวงกว้าง ว่าหน่วยงานใดและโครงการใดจะได้รับผลกระทบจากเรื่องนี้บ้าง ทำให้ช่องทางออนไลน์สำหรับเข้าถึงเงินช่วยเหลือจากรัฐบาลกลางถูกปิดชั่วคราว ขณะที่องค์กรช่วยเหลือต่างๆ เตือนว่า การให้บริการของพวกเขาอาจต้องหยุดชะงัก

ติดตามข่าวต่างประเทศ : https://www.thairath.co.th/news/foreign

ที่มา : bbc

Leave a comment