
‘กปท.เวียงท่ากาน’คุมโรค NCDs ดึงแม่ครัวงานบุญลด‘หวาน-มัน-เค็ม’
วันจันทร์ ที่ 24 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2568, 06.00 น.
ทพ.อรรถพร ลิ้มปัญญาเลิศ รองเลขาธิการสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) พร้อมด้วยคณะผู้บริหาร สปสช.เขต 1 เชียงใหม่ ลงพื้นที่ รพ.สต.บ้านสันห่าว ต.เวียงท่ากาน อ.สันป่าตอง จ.เชียงใหม่ เมื่อเร็วๆ นี้ เพื่อเยี่ยมชมการดำเนินงาน “โครงการโมเดลต้นแบบกปท. ธรรมนูญการพัฒนาระบบสุขภาวะลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง (NCDs) ในชุมชนผ่านการอบรมให้ความรู้อาหาร ลด หวาน มัน เค็ม สำหรับแม่ครัวธรรมนูญ ดูแลการปรุงอาหารงานบุญในชุมชน”โดยมี นายเทียมทัน ปัญญา นายกองค์การบริหารส่วนตำบลเวียงท่ากาน พร้อมด้วย นางทัศนา อินต๊ะแก้ว ผู้อำนวยการ รพ.สต.บ้านสันห่าวต้อนรับ และให้ข้อมูล
นายเทียมทัน กล่าวว่า อบต.เวียงท่ากานได้ร่วมกับ รพ.สต. ดำเนินงานโดยใช้งบประมาณจากกองทุนหลักประกันสุขภาพในระดับท้องถิ่นหรือพื้นที่ (กปท.) มาทำเรื่องธรรมนูญสุขภาวะเวียงท่ากาน เพื่อปรับพฤติกรรมลดโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง เช่น อาหารไม่ใส่เครื่องปรุง เพื่อลดความเสี่ยงในการเกิดโรคเบาหวาน ความดันโลหิตรวมทั้งโครงการส่งเสริมสุขภาพอื่นๆ เช่น TO BE NUMBER ONE ก็ใช้งบจาก กปท. ในการสนับสนุนเช่นกัน โดยมีเป้าหมายเพื่อใช้งบประมาณให้คุ้มค่าและเกิดประโยชน์มากที่สุด และผลลัพธ์จากตัวชี้วัดก็พบว่ามีผลการควบคุมโรคไม่ติดต่อเรื้อรังที่ดี และในอนาคตจะขยายเครือข่ายการดำเนินงานไปยังตำบลอื่นๆ ให้มากที่สุดต่อไป
“กปท. นับเป็นมีประโยชน์ต่อพื้นที่มาก อย่างไรก็ดีอยากให้ สปสช. พิจารณาปรับเพิ่มงบอุดหนุนแก่ กปท. ที่มีการใช้งบประมาณอย่างมีประสิทธิภาพ โดยอาจพิจารณานำเงินจาก กปท.อื่นๆ ที่ไม่ค่อยได้ใช้เงินไปทำโครงการส่งเสริมสุขภาพมาปรับเกลี่ยเพิ่มเติมให้แก่ กปท.ที่ดำเนินการอย่างจริงจังและมีผลการดำเนินงานดี”นายก อบต.เวียงท่ากาน กล่าว
นางทัศนา กล่าวว่า จุดเริ่มต้นมาจากโครงการพัฒนาระบบคุณภาพชีวิตทุกกลุ่มวัย ในปี 2559 ที่ได้ค้นหาปัญหาสุขภาพในพื้นที่และพบว่าโรคเรื้อรังเป็นปัญหาอันดับต้นๆ ของคนในชุมชน จึงได้มีการหารือร่วมกับชุมชนต่างๆในพื้นที่รับผิดชอบของ รพ.สต.บ้านสันห่าว และเลือกใช้ธรรมนูญสุขภาพเป็นเครื่องมือเพื่อปรับพฤติกรรมสุขภาพของคนในชุมชน โดยมีหมู่บ้านเข้าร่วมทั้งหมด 4 หมู่บ้าน
จากการวิเคราะห์พบว่าอาหารที่ผู้ป่วยโรคเรื้อรังรับประทาน ส่วนมากผู้ป่วยไม่ได้เป็นคนปรุงเอง ดังนั้นต่อมาปี 2560 รพ.สต.บ้านสันห่าว จึงได้จัดทำโครงการโดยใช้งบประมาณกองทุนหลักประกันสุขภาพระดับท้องถิ่น (กปท.) ทำการอบรมแม่ครัวที่เป็นผู้ประกอบอาหารเหล่านี้หมู่บ้านละ 10-15 คน แต่ด้วยครัวเรือนในพื้นที่มีจำนวนมาก จึงได้เริ่มจากกลุ่มแม่ครัวที่เป็นคนทำอาหารในงานบุญต่างๆ ก่อน
โดยชวนแม่ครัวในงานพิธีต่างๆ มาให้ความรู้ ลดหวาน มัน เค็ม ลดการใช้เครื่องปรุงต่างๆ ลง มีนักโภชนามาให้ความรู้ เริ่มต้นจากงานศพก่อน จากนั้นก็เป็นงานบุญต่างๆ เน้นที่อาหารสุขภาพ เพื่อปรับพฤติกรรมการกินที่ก่อให้เกิดโรค NCDs และมีเป้าหมายขยายลงไปยังครัวเรือนต่างๆ ในชุมชน
“ผลลัพธ์ถือว่าเป็นที่น่าพอใจ เช่น ตัวชี้วัดผลการควบคุมโรคเบาหวานเพิ่มขึ้นจากเดิม 32%เป็น 48% และผลการควบคุมโรคความดันโลหิตดีขึ้นจากเดิม 30% เป็น 59.7% และเมื่อเทียบกับหมู่บ้านอื่นๆ ใกล้เคียง พบว่าหมู่บ้านที่ประกาศใช้ธรรมนูญสุขภาพจะมีผลลัพธ์การควบคุมโรคเรื้อรังที่ดีกว่า” ผอ.รพ.สต.บ้านสันห่าวกล่าว
ด้าน ทพ.อรรถพร กล่าวว่า ความร่วมมือของ รพ.สต.บ้านสันห่าว และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น นำไปสู่การปรับเปลี่ยนพฤติกรรม ซึ่งแม้จะเป็นเรื่องที่ยากมากแต่ที่นี่ทำได้ดี สะท้อนผลสัมฤทธิ์ของ กปท. ในระบบหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (บัตรทอง 30 บาท) ที่เน้นความร่วมมือกับท้องถิ่นทั่วประเทศ ซึ่ง สปสช. จะนำแบบร่างโครงการนี้ โพสต์ในเว็บไซต์ของ สปสช. เพื่อให้ กปท. อื่นๆ ที่สนใจทำโครงการในลักษณะนี้ดาวน์โหลดเพื่อนำไปเป็นต้นแบบการดำเนินการต่อไป ส่วนข้อเสนอในการปรับเกลี่ยงบประมาณจาก กปท. ที่ไม่ค่อยมีผลงาน มาปรับเพิ่มแก่ กปท. ที่มีผลงานดีนั้น จะรับข้อเสนอไปเสนอต่อคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ ที่เกี่ยวข้องต่อไป
นางยุพิน มาเรือน อายุ 67 ปี หนึ่งในผู้ป่วยโรคเบาหวาน กล่าวว่า ได้รับคำแนะนำจากทีมงาน รพ.สต.บ้านสันห่าว ในเรื่องการปรับลดเครื่องปรุง ลดหวาน มัน เค็ม จึงนำมาปรับใช้กับที่บ้าน อาหารต่างๆ ที่ทำนั้นจะลดการใช้เครื่องปรุงควบคู่ไปกับการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งหลังจากเริ่มทำตามคำแนะนำมาไม่ถึง 1 ปี พบว่าการควบคุมค่าน้ำตาลสะสมในเลือดดีขึ้นมากจากเดิมที่อยู่ที่ 7-8 ลดลงเหลือ 5 สภาพร่างกายที่มักปวดหัว อ่อนเพลีย ก็ดีขึ้น ซึ่งนอกจากส่งผลดีกับตัวเองแล้วยังดีต่อสามีและลูกๆ ด้วย
“พอเห็นว่ามันได้ผลเราก็มีกำลังใจทำต่อไปจริงๆ การปรับพฤติกรรมมาออกกำลังกาย ปรับพฤติกรรมการรับประทานตามใจอยาก ไม่ใช่เรื่องยากเลยถ้าเราตั้งใจจริง แม้รสชาติจะอร่อยน้อยลงแต่มันเป็นผลดีต่อสุขภาพในระยะยาว” นางยุพิน กล่าว
สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.)

