‘จิรายุ’ซัดกลับ’สมชาย’แขวะ’อิ๊งค์’ไปอังกฤษ ลั่นคนวัยนี้เอาใจยาก เกลียดชัง-อิจฉาตาร้อน

'จิรายุ'ซัดกลับ'สมชาย'แขวะ'อิ๊งค์'ไปอังกฤษ ลั่นคนวัยนี้เอาใจยาก เกลียดชัง-อิจฉาตาร้อน

‘จิรายุ’ซัดกลับ’สมชาย’แขวะ’อิ๊งค์’ไปอังกฤษ ลั่นคนวัยนี้เอาใจยาก เกลียดชัง-อิจฉาตาร้อน

วันพฤหัสบดี ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2568, 15.07 น.

‘จิรายุ’ซัดกลับ’สมชาย’แขวะ’อิ๊งค์’ไปอังกฤษ ลั่นคนวัยนี้เอาใจยาก เกลียดชัง-อิจฉาตาร้อน โว’นายกฯ’เชิญชวนนักลงทุน-ขยายตลาดโลก เชื่อหากดึง F1 จัดในไทยได้ มูลค่าการลงทุนเป็นแสนล้าน ย้ำทำงานให้คนอิจฉา ดีกว่านั่งอิจฉาคนทำงาน

เมื่อวันที่ 22 พ.ค.2568 นายจิรายุ ห่วงทรัพย์ ที่ปรึกษาของนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า กรณีที่นายสมชาย แสวงการ อดีต สว. วิพากษ์วิจารณ์ว่านายกรัฐมนตรีเดินทางไปอังกฤษไม่ได้พบกับนายกรัฐมนตรีอังกฤษ และไม่มีการเชิญสื่อมวลชนไปนั้น จริงๆนายสมชายก็เคยเป็นสื่อมวลชนน่าจะทราบว่า ภารกิจรัฐบาลในต่างประเทศมีทั้งขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ จึงขอเรียนว่า ภารกิจบางอย่าง รัฐบาลก็ไม่จำเป็นต้องไปชุดใหญ่ เพราะมีสถานเอกอัครราชทูตอยู่แต่ละประเทศ ซึ่งมีทั้งเอกอัครราชทูต ทูตพาณิชย์ ทูตทหาร มีเจ้าหน้าที่ฝ่ายโสตฯ จำนวนมาก พอท่านนายกรัฐมนตรีเดินทางถึง และไปภารกิจที่ใด ก็ส่งข่าวได้อย่างรวดเร็วให้กับสื่อมวลชนทราบตลอดไม่มีตกหล่น

“พอพาสื่อมวลชน เจ้าหน้าที่ไปชุดใหญ่ก็ค่อนแคะว่าเปลืองงบประมาณ พอไปน้อยก็ถามอีกว่า ทำไมไม่เอาสื่อไป พอนายกฯ ไปเชิญชวนนักธุรกิจมาลงทุน และโปรโมทสินค้าไทยก็อารมณ์เสียอีก ว่าทำไมไม่ได้พบกับผู้นำประเทศนั้น จนบางทีก็เอาใจคนวัยนี้ได้ยากจริงๆ  หรือเป็นเพราะอารมณ์แห่งความเกลียดชังเลยบดบังทัศนียภาพความเจริญของประเทศไทยใช่หรือไม่“

นายจิรายุ กล่าวต่อว่า ประเทศไทยวนเวียนอยู่กับความขัดแย้ง อิจฉาตาร้อนแบบนี้มาเป็นสิบๆ ปี  มีหลายปัจจัยที่เป็นตัวถ่วงเศรษฐกิจของประเทศ การเดินทางครั้งนี้เป็นเรื่องของการไปส่งเสริมสินค้า และภาคธุรกิจของไทย นักธุรกิจไทยที่นั่นต่างขอบคุณ และดีใจที่ผู้นำไทยให้ความสำคัญ แต่กลับมีบางคนที่เมืองไทยนั่งตาร้อน ท้้งนี้ ตนยังมั่นใจในคติพจน์แต่โบราณในการทำงานที่ว่า “ทำงานให้คนอิจฉา ดีกว่านั่งอิจฉาคนทำงาน“

นายจิรายุ กล่าวอีกว่า การเดินทางของนายกรัฐมนตรีแต่ละครั้งกลับมาไม่เคยที่จะไม่มีอะไรติดมือมาสักครั้งเดียว ไม่ว่าจะเป็นภาพลักษณ์ด้านการลงทุนในเวทีระดับโลก และความสามารถเชิญชวนนักลงทุนระดับโลก รวมทั้งการกระตุ้นเศรษฐกิจของประเทศไทย ที่นำเสนอให้กับนานาอารยะประเทศมาลงทุนได้เป็นจำนวนมาก ฉะนั้น จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่ฝ่ายตรงข้ามบางคน ยังติดอารมณ์หงุดหงิด เพราะไม่ว่าคนในครอบครัวนี้จะทำอะไรที่ดีต่อประเทศชาติมากแค่ไหนก็จะมองไม่เห็น แม้แต่“องคุลี”

การเดินทางครั้งนี้ไปเพียงแค่ 2-3 วัน  ตนเชื่อมั่นว่านายกรัฐมนตรีมีประสบการณ์ในการเดินทางเชิญชวนนักลงทุนจากต่างประเทศ ซึ่งจะทำให้สินค้าไทยสามารถขยายในตลาดโลกได้มากขึ้น รวมทั้ง หากประเทศไทยได้มีโอกาสจัดการแข่งขันรถยนต์ทางเรียบระดับโลก อย่างการจัดการแข่งขันรถยนต์สูตร 1 ฟอร์มูล่าวัน ซึ่งหลายประเทศทั่วโลกมีเพียงไม่กี่ประเทศที่ได้สิทธิ์ในการจัดการแข่งขัน อย่างประเทศเพื่อนบ้านของเรา ที่เซปัง มาเลเซีย และสิงคโปร์ก็จัดการแข่งขันมาแล้วเป็น 10 ปีโกยเงินเข้าประเทศไม่รู้กี่แสนล้านบาทแล้ว  ซึ่งเป็นผลประโยชน์ของประเทศ และประชาชน จึงไม่ใช่เรื่องแปลกที่หากนายกรัฐมนตรีที่ชื่อ น.ส.แพทองธาร ชินวัตร จะทำให้บ้านเมืองเจริญ  มีนักลงทุนมามาก ประชาชนกินดีอยู่ดีแล้ว อาจจะทำให้บุคคลบางกลุ่มตาร้อนบ้าง  เป็นเรื่องธรรมดา

Leave a comment