ดุเดือด! วงเสวนา‘กมธ.ทหารฯ สว.’สับ ICJ ฆาตกรฆ่าคน พิพากษาปิดปากไทย ‘2ฮุน’คนอันตราย

ดุเดือด! วงเสวนา‘กมธ.ทหารฯ สว.’สับ ICJ ฆาตกรฆ่าคน พิพากษาปิดปากไทย ‘2ฮุน’คนอันตราย

ดุเดือด! วงเสวนา‘กมธ.ทหารฯ สว.’สับ ICJ ฆาตกรฆ่าคน พิพากษาปิดปากไทย ‘2ฮุน’คนอันตราย

วันศุกร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 14.22 น.

‘กมธ.การทหารฯ สว.’จัดเสวนาเราจะรักษาแผ่นดินไทยอย่างไร ‘คำนูณ’ฉะ ICJ เป็นฆาตกรฆ่าคนกว่าครึ่งศตวรรษ พิพากษาเพี้ยนปิดปากไทย ยันต้องไม่ไปศาลโลกเด็ดขาด โอกาสชนะมีน้อย บอกรัฐบาล ทหารในพื้นที่เจ็บปวด 2 พ่อลูก‘ฮุน’พูดทุกวัน แนะ‘นายกรัฐมนตรี’ไม่อยากเห็นท่าทีผู้นำอ่อนเกินไป ด้าน‘ดุลยภาค’ชี้ช่อง ต้องทำให้คนทั้งโลกเห็น แนวคิด‘ฮุน เซน-ฮุน มาเนต’อันตราย ตกขอบโลก ก่อให้เกิดสงคราม แนะรัฐบาลตอบโต้ทุกมิติ

13 มิถุนายน 2568 ที่รัฐสภา คณะกรรมาธิการ (กมธ.)การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา จัดเสวนาในหัวข้อ “การถกแถลงเพื่อรักษาแผ่นดินไทย : เราจะรักษาแผ่นดินไทยอย่างไร”  โดยเชิญวิทยากรคือ  1.นายวีพันธุ์ มาไลยพันธุ์ อดีตคณะบดี คณะโบราณคดี มหาวิทยาลัยศิลปากร ผู้เชี่ยวชาญด้านปราสาทต่างๆ   2.นายคำนณ สิทธิสมาน อดีตสมาชิกวุฒิสภา   3.นายดุลยภาค ปรีชารัชช อาจารย์ด้านเอเชียตะวันออกเชียงใต้ศึกษา มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และ 4.นายวันวิชิต บุญโปร่ง อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต มาแลกเปลี่ยนความเห็นถึงทางออกของสถานการณ์ขัดแย้งชายแดนไทย-กัมพูชา

พล.อ.สวัสดิ์ ทัศนา สว. ในฐานะประธาน กมธ. กล่าวเปิดงานตอนหนึ่งว่าหลัง กมธ.การทหารและความมั่นคงของรัฐ วุฒิสภา ประณามกัมพูชาที่ไร้ความจริงใจในฐานะเพื่อนบ้าน และเรียกร้องให้รัฐบาลไทยปกป้องอธิปไตยและ บูรณภาพแห่งดินแดนไทย  พร้อมลงพื้นที่ในวันที่ 9-10 มิ.ย.  ให้กำลังใจแก่ทหารหาญกองกำลังสุรนารี กองทัพภาคที่ 2 ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา ทั้งจังหวัดสุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานีที่ปฏิบัติหน้าที่อย่างเข้มแข็ง อดทน  เพราะมีประเด็นสะสมความตึงเครียดซับซ้อนมายาวนาน จะดำเนินการใดๆต้องความรอบคอบ รัดกุม

จากนั้น นายคำนูณ กล่าวว่า ช่วงท้ายสมัยที่ตนเป็น สว. ได้ขอเปิดอภิปรายเรื่องข้อพิพาททางทะเลเพื่อบันทึกไว้ว่า สว.เคยอภิปรายในเรื่องนี้ ผ่านไปไม่เท่าไหร่ ก็เกิดเรื่องทางบกขึ้นมาอีกแล้ว ในคณะรัฐมนตรี (ครม.)สมัยนายเศรษฐา ทวีสิน เป็นนายกรัฐมนตรี เคยมีมติกำชับให้ทุกหน่วยงาน เวลาติดต่อเรื่องต่างๆ ให้ทำบันทึกสงวนความเห็นไว้ว่าประเทศไทยไม่ยอมรับขอบเขตอำนาจของศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) เหตุการณ์เมื่อ 28 พ.ค.2568  ตนเชื่อว่าเป็นมุกเดิมของกัมพูชาที่เขาทำมาตลอด คือการโต้แย้งเรื่องเขตแดนกับไทย แล้วเกิดเป็นเหตุกระทบกระทั่งกัน จะเป็นเหตุธรรมชาติ หรือไม่ธรรมชาติก็แล้วแต่ สุดท้ายคุยกันไม่รู้เรื่อง กัมพูชาก็พาไปศาล ICJ 

ทั้งนี้ ประเทศไทย มีบทเรียน แต่ไม่ค่อยเรียนรู้ และไม่เคยจดจำอาจจะก่อให้เกิดความผิดพลาดซ้ำซากขึ้นมา ตนพยายามเตือนความทรงจำว่า ไทยไม่รับอำนาจศาล ICJ   ถือเป็นเรื่องตลกร้ายมากที่ประเทศไทยไม่เคยได้รับอำนาจศาล ICJ นับตั้งแต่ก่อตั้งเมื่อปี 2489 แล้วทำไมเราต้องแพ้ถึง 2 ครั้ง โดยก่อนสมัยสงครามโลกครั้งที่สอง มีองค์การสันนิบาตชาติ หรือศาลโลกเก่า (PCIJ) ประเทศไทยประกาศรับอำนาจศาลโลกเก่านี้  โดยการรับอำนาจจะทำได้คราวละ 10 ปี และต่ออายุ  ประเทศไทยต่ออายุไป 2 ครั้ง  ก่อนที่สงครามโลกครั้งที่สองสิ้นสุดลง 

ศาลโลกเก่าก็หายไปและเกิดศาล ICJ ขึ้น  ซึ่งมันเกิดความพิสดารมากในปี 2493 รัฐบาลไทยขณะนั้นประกาศทำหนังสือไปถึงเลขาธิการสหประชาชาติว่าต่ออายุศาลโลกเก่า PCIJ อีก  จากนั้น 11 ปีต่อมา จึงนำความเจ็บปวดมาสู่ประเทศไทย เมื่อวันที่ 6 ต.ค. 2502 กัมพูชาฟ้องไทยต่อศาล ICJ ในประเด็นปราสาทเขาพระวิหาร จากนั้นศาลก็พิจารณาในปี 2504 ว่าถึงประเทศไทยจะบอกว่า รับอำนาจศาล PCIJ แต่ไม่ได้รับศาล ICJ  แต่เขาก็เขียนไว้เจ็บปวด ว่า ในขณะนั้นไม่มีศาล PCIJ แล้ว เป็นไปไม่ได้ที่รัฐบาลไทยจะไม่รู้ จึงเป็นไปตามกฎหมาย  ซึ่งเรื่องการยอมรับอำนาจศาลนี้ ไปหมดลงปี 2503 แต่กัมพูชาฟ้องเราก่อนที่จะหมดอายุ 7 เดือน จากนั้น ไทยกับศาลโลกขาดจากกัน

เมื่อเกิดเหตุการณ์ปะทะกันเมื่อปี 2554 กัมพูชาก็ยื่นคำร้องให้ศาล ICJ ตีความอีกครั้ง เหตุการณ์นี้จะพูดว่า แพ้ก็ไม่ตรงความจริงนัก แต่เอาเป็นว่า ไม่ชนะก็แล้วกัน และกัมพูชาก็ไม่ชนะ แต่เราเสียดินแดนเพิ่มขึ้น จึงเป็น 2 เหตุการณ์ที่เราไม่สามารถไปศาล ICJ ได้ ถ้าไปอีกตนก็เชื่อมั่นว่า โอกาสชนะมีน้อย  ผมข้อสังเกตอยู่ 5 ข้อคือ

1.ศาล ICJ ใช้หลักกฎหมายปิดปากไทยใน 2กรณี คือระบุว่า ไทยยอมรับแผนที่ที่ฝรั่งเศสทำขึ้น และกรณีที่กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ชักธงชาติฝรั่งเศสขึ้นบริเวณปราสาทเขาพระวิหาร

2.ศาล ICJ ให้ถือว่าการแสดงเจตนารมณ์ของไทยในฐานะคู่สัญญาสำคัญกว่าเนื้อหาหลักของสนธิสัญญา มันชัดเจนว่าแผนที่ระหว่างระวางพนมดงรัก ไม่สัมพันธ์กับสันปันน้ำเลย แต่ศาลถือว่าการแสดงออกของไทยเราสำคัญกว่าเนื้อหาหลัก   

3.การที่ศาล ICJ พิพากษาให้ไทยต้องสูญเสียอธิปไตยในพื้นที่พิพาท ถ้าเราบกพร่องจริงแต่โทษที่เราได้รับต้องสูญเสียอธิปไตย ในทางกฎหมายต้องตั้งคำถามว่าให้สัดส่วนกันหรือไม่

4.ศาล ICJ เลือกให้น้ำหนักกับปัจจัยอื่นมากกว่าเนื้อหาหลัก โดยเฉพาะที่เป็นโทษกับประเทศไทยด้านเดียว โดยไม่ได้ชั่งน้ำหนักให้ปัจจัยอื่น ที่อาจจะเป็นคุณกับฝ่ายไทย  

5.ตลอดเวลาที่ผ่านมาพิสูจน์ให้แล้วว่าคำพิพากษาของศาล ICJ ไม่ส่งผลดีกับใครเลย

“ถ้าผมจะพูดว่าคำวินิจฉัยศาล ICJ เปรียบเสมือนฆาตกรที่ฆ่าคนมาอย่างเลือดเย็นเกือบครึ่งศตวรรษ” นายคำนูณ กล่าว

ด้านนายดุลยภาค กล่าวว่า กัมพูชาเตรียมการมานาน ใช้ยุทธศาสตร์หลายขา กดดันประเทศไทยหลายมิติ  ทั้งเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศ การเคลมมรดกทางวัฒนธรรม และใช้การเมืองภายในประเทศ สัมพันธ์กับการเมืองระหว่างประเทศสร้างความได้เปรียบในระบอบฮุน มาเนต มีเป้าหมายสูงสุดคือทำทุกวิถีทางเพื่อให้กัมพูชามีอาณาเขตเพิ่ม   มาดูวิวัฒนาการทางประวัติศาสตร์ อัตลักษณ์ เล่ห์กล ลักษณะนโยบายต่างประเทศของกัมพูชา  เช่น ในวันที่ 29 พ.ค. นายกรัฐมนตรีฮุน มาเนต โพสต์เฟซบุ๊ค ว่า”กัมพูชาขอสงวนสิทธิ์ในการปกป้องอัตลักษณ์อาณาเขต และสามารถใช้กองกำลังเข้าไปพิทักษ์อัตลักษณ์เชิงพื้นที่ของกัมพูชาด้วย”  คำนี้เป็นดาบสองคม และเป็นอันตรายต่อ มวลมนุษยชาติ คำว่า”อัตลักษณ์เชิงอาณาเขต” หมายถึงการขยายอาณาเขตโดยการเอาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมใส่เข้าไป คือ ถ้ารู้สึกว่า มีดินแดนหนึ่งน่าจะเป็นของเขา จะใส่อารมณ์ความรู้สึก ใส่อัตลักษณ์ที่คิดว่าเป็นของเขาเข้าไปผูกติดพันธนาการกับพื้นที่นั้น 

“ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา เช่นกระแสเคลมโบเดีย ที่คนเขมรอ้างมรดกทางวัฒนธรรมเป็นของตนฝ่ายเดียว ทั้งกรณีชุดไทย หรือเล่นโขน คนเขมรเคลมว่า ประเทศไทยขโมยมรดกทางวัฒนธรรมของเขา   กัมพูชาได้ประโยชน์กับชาตินิยมประเภทนี้มาก แต่ข้อเสียคือ นำไปสู่ความเกลียดชังในหมู่ชนชาติต่างๆ จะทำให้เกิดลัทธิเกลียดชังระแวงชาวต่างชาติทำให้เกิดความขัดแย้งระหว่างประเทศ แนวคิดแบบนี้ ไม่เป็นผลดีต่อการบูรณาการอาเซียน หรือขัดต่อหลักการอยู่ร่วมกันโดยสันติของเพื่อนบ้าน เราต้องโน้มน้าวอาเซียนให้เห็นอันตรายตรงนี้ ทุกครั้งที่เกิดปัญหาที่บริเวณเขตแดนแล้วมีความตึงเครียดระหว่างประเทศฮุน เซนจะออกโรงมาอย่างชัดเจน ใช้เกมยั่วยุ และมีการนำชาตินิยมที่มองเพื่อนบ้านเป็นศัตรู ทำให้เกิดความตึงเครียดระหว่างไทยกัมพูชา มาเป็นผลดีต่อคะแนนนิยมของระบอบตนเอง” นายดุลยภาค กล่าว

นายดุลยภาค กล่าวอีกว่า  อาเซียน เรามีกลไกที่จะยับยั้งความขัดแย้งได้โดยไม่ต้องเร่งรัดไปถึงศาลโลก แต่สิ่งที่กัมพูชาทำคือให้น้ำหนักเบากับอาเซียนและไปสู่ศาลโลกเลยหรือไปหาฝรั่งเศส  ดังนั้น ประเทศไทยน่าจะลากกัมพูชามาพูดกันก่อนว่า MOU 43 ที่กัมพูชาเข้าไปขุดคูเลต และฝังกลบเรียบร้อยแล้วการพูดคุยใน JBC หรือในเวทีอื่น เพื่อวางการบริหารจัดการเพื่อไม่ให้เกิด การเผชิญหน้าทางทหารและเคารพกรอบ MOU 43 ภาพที่กัมพูชาเข้าไปขุดคูเลตและฝังกลบเป็นภาพฟ้องอยู่แล้ว ว่ากัมพูชามีอะไรบางอย่างที่ละเมิดหลักข้อตกลง  ตนแนะนำว่า ให้นำเรื่องของ อัตลักษณ์เชิงอาณาเขต เข้าไปพูดคุยในชุมชนระหว่างประเทศและประณามกัมพูชา ว่าคิดแบบนี้อันตรายเพราะในโลกทุกวันนี้ไม่มีประเทศไหนคิดแบบนี้กันแล้ว  ชี้ให้เห็นว่ากัมพูชากำลังตกขอบโลกในมุมคิดของระเบียบสากล 

“สุดท้าย ตนขอฝากรัฐบาล วุฒิสภาว่า  เราจะต้องร่วมมือกันตอบโต้กัมพูชา  วุฒิสภาต้องมีวุฒิสภาการทูตที่จะตอบโต้กับวุฒิสภาของกัมพูชาด้วย เพื่อให้ต่างประเทศเข้าใจและทบทวนพฤติกรรมของกัมพูชา แต่เหนือสิ่งอื่นใดรัฐบาลควรต้องมีคณะกรรมการเฉพาะกิจว่าด้วยการวางยุทธศาสตร์ไทยกับกัมพูชาได้แล้ว และแยกเป็นหลายด้าน” นายดุลยภาค กล่าว

ช่วงท้าย นายคำนูณ  กล่าวเสริมถึงความสัมพันธ์ของ 2 ครอบครัวชินวัตรและตระกูลฮุน ว่า  การเมืองภายในประเทศและการเมืองระหว่างประเทศในตอนนี้แทบไม่เหลื่อมกันแล้ว และเชื่อว่ารัฐบาลดำเนินนโยบายด้วยความยากลำบาก เพราะต้องยอมรับว่าประชาชนส่วนหนึ่งไม่เชื่อรัฐบาล เพราะความสัมพันธ์ส่วนตัวระหว่างผู้นำรัฐบาลด้วยกัน มองในข้อดีก็มี ถ้ามองในข้อเสียก็มี และท่าทีของรัฐบาลกัมพูชาและไทยต่างกันตั้งแต่ต้น จนตอนนี้ รัฐบาลกัมพูชา

“พ่อลูกฮุน พูดแรงทุกวันจนถึงวันนี้ แต่ของเรารัฐบาลพูดน้อยมาก บอกว่าพูดมากไปไม่ดี แต่คนนอกรัฐบาลที่ออกมาพูด บางทีก็ทำให้ดูแย่ ผมเชื่อว่าทหารในพื้นที่เจ็บปวดที่มาบอกว่าเอาพื้นที่ตรงนั้นมาทำสนามตะกร้อ แต่ยังมีทหารเสียชีวิต ผมว่าไม่ค่อยเหมาะ  ล่าสุด ที่ทางการกัมพูชาบอกว่า ไม่ต้องพึ่งพาไฟและอินเตอร์เน็ตจากไทย เพราะมีพร้อมแล้ว เขาทำก่อนที่จะมีการประชุมคณะกรรมาธิการร่วมชายแดนไทย-กัมพูชา (JBC)  เราจะเดินอย่างไรต่อ เข้าใจว่าเขาพยายามยั่วยุ  เราไม่อยากเห็นท่าทีของผู้นำประเทศอ่อนเกินไป แต่ขณะเดียวกันก็ต้องระวังไม่ให้เป็นชนวนทำให้เกิดการปะทะให้เสียเลือดเสียเนื้อขึ้นมา เพราะจะเป็นสิ่งที่เขาจะลากเอาศาลโลกหรือสหประชาชาติเข้ามา เพราะกระแสชาตินิยมขึ้นแล้วลงยาก ขอชื่นชมกองทัพยุคนี้ที่มีวุฒิภาวะสูง มีบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถหน้างาน” นายคำนูญ กล่าว

Leave a comment