อาชญากรรมย่อมทิ้งร่องรอย ‘มติแพทยสภา’หลักฐานสำคัญ‘ป่วยทิพย์’

อาชญากรรมย่อมทิ้งร่องรอย ‘มติแพทยสภา’หลักฐานสำคัญ‘ป่วยทิพย์’

อาชญากรรมย่อมทิ้งร่องรอย ‘มติแพทยสภา’หลักฐานสำคัญ‘ป่วยทิพย์’

วันศุกร์ ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 07.16 น.

‘มติแพทยสภา’สะท้อนหลักนิติธรรมฟื้นคืน อาชญากรรมย่อมทิ้งร่องรอย เปิดหลักฐานสำคัญ‘ป่วยทิพย์’

13 มิถุนายน 2568 นายสมชาย แสวงการ อดีตสมาชิกวุฒิสภา (สว.) และอดีตประธานคณะกรรมการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภค วุฒิสภา โพสต์ข้อความต่อเนื่องผ่านเฟซบุ๊ก ระบุว่า…

ขอคารวะจากใจประชาชนในมติแพทยสภา

ที่กล้าหาญยืนหยัดรักษาเกียรติยศ ตามจรรยาบรรณแพทย์ ด้วยคะแนนเสียงท่วมท้นแทบเอกฉันท์ เกือบ100% ไม่หวั่นไหวหรือหวั่นเกรงอำนาจ

หรือการล็อบบี้อามิสใดๆ

ชัดเจนครับว่าหลักนิติธรรมกำลังฟื้นคืน

จากนี้ไปคือการนำมติความเห็นของแพทยสภา พร้อมพยานหลักฐานเวชระเบียนใบรับรองแพทย์ประกอบความเห็นที่ถูกลงโทษทั้ง 3 รายเพราะคนไข้ไม่ป่วยวิกฤติ 

ถือเป็นหลักฐานสำคัญ ให้ศาลฎีกาผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองได้พิจารณาด้วยเพราะมีความปรากฏต่อศาลเองแล้ว ในการที่จะไต่สวน โจทก์ จำเลย และผู้เกี่ยวข้องที่ศาลนัดพร้อมหรือนัดไต่สวน

ในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ หรือศาลอาจออกหมายเรียกเพิ่มเติมให้ผู้แทนแพทยสภา นำรายละเอียดของมติดังกล่าวประกอบหลักฐานคือ

1) คำให้การของแพทย์ผู้ตรวจและดูแลรักษาต่ออนุตรวจสอบของแพทยสภา

2) ใบรับรองแพทย์ที่ใช้ประกอบความเห็นในการที่กรมราชทัณฑ์อนุญาตให้นักโทษรักษาตัวต่อเนื่องนอกเรือนจำทุก 30 วัน 60 วัน120 วัน

3) เวชระเบียนที่ รพตำรวจและกรมราชทัณฑ์ส่งให้แพทยสภาแล้ว

เพื่อนำไปพิจารณาร่วมกับพยานเอกสารอื่นที่ส่ง

ศาลได้รับไว้ตามข้อกำหนดของศาลฎีกาในคดีนี้แล้ว อาทิ รายงานการตรวจสอบ 12 ครั้งของคณะกรรมาธิการสิทธิมนุษยชน สิทธิเสรีภาพ และการคุ้มครองผู้บริโภคฯวุฒิสภา รายงานของคณะกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ฯลฯ

ที่สำคัญคือพยานเอกสารที่ใบเสร็จค่าห้องพักที่ชั้น 14 รพ.ตำรวจ ตลอด 180 วัน ที่ส่วนใหญ่เป็นค่าห้องพัก ปรากฏค่ายาและค่ารักษาทางการแพทย์เพียงบางส่วน ที่น่าจะถูกนำมาพิจารณาร่วมด้วย ว่า กรมราชทัณฑ์ได้มีการบังคับโทษตามที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาจำคุกจำเลย 8 ปีแล้วหรือไม่ 

การอนุญาตให้นักโทษได้รับสิทธิในการพักรักษาตัวนอกเรือนจำนานถึง 180 วัน โดยมีอาการป่วยไม่วิกฤติดังกล่าว และไม่ได้คุมขังที่เรือนจำเป็นการเอื้อประโยชน์นักโทษเฉพาะรายหรือไม่

นักโทษต้องถูกนำกลับให้ไปบังคับโทษตามคำพิพากษาที่ศาลฎีกามีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้วทั้งหมดหรือบางส่วนนั้น เป็นเรื่องที่ต้องติดตามด้วยความสนใจของประชาชนผู้รักความยุติธรรมทั้งประเทศต่อไปแบบตาไม่กระพริบ

ซึ่งในวันที่ 13 มิ.ย.นี้ ศาลคงยังไม่มีคำพิพากษาทันที ด้วยเหตุการขอเลื่อนส่งเอกสารต่างๆของโจทก์ จำเลยหรือผู้เกี่ยวข้อง

ศาลย่อมให้ความเป็นธรรมและให้เวลาในการไต่สวนพิสูจน์ของแต่ละฝ่ายตามสมควร

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ต้องติดตามจากนี้อีกคือเมื่อคำสั่งแพทยสภาถึงที่สุดในการสั่งลงโทษแพทย์ทั้ง3 รายอย่างเป็นทางการแล้ว หน่วยงานต้นสังกัดคือสำนักงานตำรวจแห่งชาติ และกรมราชทัณฑ์ จะมีคำสั่งดำเนินการสอบสวนทางวินัยลงโทษต่อไปหรือไม่ น่าสนใจใคร่ติดตามไม่แพ้กัน

แต่ระหว่างนี้ ผู้บังคับบัญชา คงต้องตามดูว่า จะให้หยุดปฏิบัติหน้าที่หรือย้ายออกจากตำแหน่งหน้าที่ชั่วคราวไว้ก่อน หรือไม่ด้วย เพราะอาจพบพยานหลักฐานที่เป็นนิติวิทยาศาสตร์และเป็นส่วนสำคัญให้สังคมยังไม่รับรู้สงสัยอีกมากมาย ก็เป็นได้ อาทิ ภาพถ่ายและวีดิโอกล้องวงจรปิด หรือเวชระเบียนทั้งหมด ฯลฯ ที่คงต้องตามกันต่อไปครับ

#เชื่อมั่นและศรัทธา

Leave a comment