ถ้ายังดื้อ‘ไม่ยอมออก’ ‘อ.ไชยันต์’แง้มกลไก ทำความเป็นนายกฯ‘อิ๊งค์’สิ้นสุด?

ถ้ายังดื้อ‘ไม่ยอมออก’ ‘อ.ไชยันต์’แง้มกลไก ทำความเป็นนายกฯ‘อิ๊งค์’สิ้นสุด?

ถ้ายังดื้อ‘ไม่ยอมออก’ ‘อ.ไชยันต์’แง้มกลไก ทำความเป็นนายกฯ‘อิ๊งค์’สิ้นสุด?

วันศุกร์ ที่ 20 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 20.06 น.

เมื่อวันที่ 20 มิถุนายน 2568 ศ.ดร.ไชยันต์ ไชยพร อาจารย์ประจำภาควิชาการปกครอง คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ได้โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก Chaiyan Chaiyaporn ระบุว่า ถ้านายกรัฐมนตรี แพทองธารไม่ยอมลาออกจนถึงวันเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎรวันที่ 3 ก.ค.2568

เมื่อเปิดประชุมสภาฯ มีกลไกอะไรที่จะทำให้ความเป็นนายกรัฐมนตรีของ แพทองธาร จะสิ้นสุดลงได้ ?

1.สภาผู้แทนราษฎรมีมติไม่ไว้วางใจ

ในกรณีที่นี้จะเกิดขึ้นได้เมื่อสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจํานวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจํานวนสมาชิกทั้งหมด เท่าที่มีอยู่ของสภาผู้แทนราษฎร เข้าชื่อเสนอญัตติขอเปิดอภิปรายทั่วไปเพื่อลงมติไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรี

จำนวนไม่น้อยกว่า 1 ใน 5 ของจำนวนสมาชิกทั้งหมดเท่าที่มีอยู่ คือ 98 คน (สส.ทั้งหมดในสภา มี 493 /ตัวเลข ณ วันที่ 26 มีนาคม 2568)

ถ้าพรรคประชาชนต้องการให้มีการอภิปรายไม่ไว้วางใจนายกรัฐมนตรีย่อมทำได้ เพราะพรรคประชาชนมี สส.เกิน 100

ในช่วงที่เสนอญัตติได้แล้ว นายกรัฐมนตรีจะยุบสภาไม่ได้

แต่ถ้าหลังลงมติไม่ไว้วางใจแล้ว ถ้าเสียงไม่ไว้วางใจไม่เกินครึ่ง หมายความว่า แพทองธารยังเป็นนายกฯ อยู่ เธอจะยุบสภาก็ได้

การที่กำหนดไว้แบบนี้ เพื่อขู่ สส.ที่เสนอญัตติไม่ไว้วางใจให้คิดดีๆ ว่า ถ้านายกรัฐมนตรีได้เสียงไว้วางใจ ระวังนะ นายกรัฐมนตรีจะยุบสภา พา สส.ทุกคนพ้นสภาพ ไปเลือกตั้งกันใหม่หมด

ซึ่งในกรณีนี้ แพทองธาร คงไม่ยุบแน่

แต่อาจมีผู้สงสัยข้อความในรัฐธรรมนูญที่ว่า การเสนอญัตติอภิปรายไม่ไว้วางใจสามารถทำได้ “ปีละหนึ่งครั้ง” เพราะเพิ่งมีการอภิปรายไม่ไว้วางใจไปแล้วระหว่างวันที่ 24-26 มีนาคม 2568 ที่ผ่านมานี้เอง

การนับปีสมัยประชุมสภาฯ ไม่ใช่นับตามปฏิทินปกติ อย่างหลังเลือกตั้งในปี 2566 จะเริ่มนับปีประชุมสภาฯ ดังนี้

ปีที่หนึ่ง (แต่ละปีจะแบ่งการประชุมออกเป็นสองครั้ง มีพักระหว่างแต่ละครั้ง) ครั้งที่หนึ่ง เริ่มตั้งแต่ 3 ก.ค. 2566 – 3 ต.ค. 2566 ครั้งที่สอง 12 ธ.ค. 2566 – 9 เมษา. 2567

ปีที่สอง ครั้งที่หนึ่ง 3 ก.ค. 2567 – 30 ต.ค. 2567 ครั้งที่สอง 12 ธ.ค. 2567 – 10 เมษา. 2568

ปีที่สาม ครั้งที่หนึ่ง 3 ก.ค. 2568 – 30 ต.ค. 2568

ดังนั้น จะเห็นได้ว่า การอภิปรายไม่ไว้วางใจครั้งล่าสุดจะอยู่ในช่วงปีที่สอง

เมื่อขึ้นปีที่สาม ซึ่งจะเปิดประชุมสภาในวันที่ 3 ก.ค.ที่จะถึงนี้ จึงสามารถขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้

ประเด็นคือ หากนายกรัฐมนตรีไม่ยอมลาออก และไม่ยอมยุบสภา เพราะยังมีเสียงสนับสนุนเกินครึ่งสภา พรรคประชาชนอาจจะขอเปิดอภิปรายไม่ไว้วางใจได้

และเมื่อถึงเวลานั้น ประชาชนก็รอดูกันว่า จะมี สส.คนใดที่ยังไว้วางใจนายกฯ แพทองธาร และด้วยเหตุผลอะไร หรือไม่มีเหตุผล !

ถ้านายกฯ ถูกลงมติไม่ไว้วางใจ ความเป็นนายกรัฐมนตรีก็จะสิ้นสุดลงทันที และไม่ว่าใครจะมารักษาการ ก็ไม่สามารถยุบสภาได้ตามที่พรรคประชาชนต้องการ เพราะรักษาการฯ ไม่สามารถยุบสภาได้

แต่จะต้องมีการสรรหานายกฯ ใหม่ หากได้นายกฯ ใหม่แล้ว นายกฯ ใหม่ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะยุบสภา !

แต่ถ้านายกฯ ใหม่ไม่ได้ ก็จะเกิดทางตันขึ้น

และจะต้องไปใช้บริการ มาตรา 5 เพื่อจะให้มีการยุบสภา หรือ ให้ได้นายกรัฐมนตรีเสียงข้างน้อย เพื่อทำหน้าที่ที่สำคัญต่อไปสักพัก และรีบยุบสภา

ส่วนในกรณีอื่นๆ เช่น ขาดคุณสมบัติหรือมีลักษณะต้องห้าม อันได้แก่

-ไม่มีความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์

หรือ -มีพฤติกรรมอันเป็นการฝ่าฝืนหรือไม่ปฏิบัติตามมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง

หรือความผิดในมาตราอื่นๆ ของรัฐธรรมนูญ รวมถึงการใช้ มาตรา 153 โดยสมาชิกวุฒิสภา ยังอยู่ในระหว่างการดำเนินการ

Leave a comment