
‘เทพไท เสนพงศ์’ ยึด’มหาดไทย’แรงกดดันจากพ่อถึงลูก พารัฐบาลเผชิญสถานการณ์ลำบาก
วันเสาร์ ที่ 21 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 06.00 น.
รายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ประจำวันที่ 18 มิ.ย. 2568 พูดคุยกับ เทพไท เสนพงศ์ อดีตสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนครศรีธรรมราช ในประเด็นร้อนทางการเมือง เมื่อ พรรคเพื่อไทยที่เป็นแกนนำรัฐบาล พยายามดึงกระทรวงมหาดไทยกลับมาอยู่ในโควตารัฐมนตรีของพรรค ในขณะที่พรรคภูมิใจไทย พรรคร่วมรัฐบาลและเป็นพรรคการเมืองที่มีที่นั่ง สส. ในสภามากเป็นอันดับ 3 มีท่าทีชัดเจนว่าไม่ยอม ถึงขนาดที่ อนุทิน ชาญวีรกูล รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคภูมิใจไทย ประกาศพร้อมไปเป็นฝ่ายค้าน และมีภาพเตรียมเก็บข้าวของจากกระทรวงมหาดไทยแล้ว
โดยนายเทพไท กล่าวถึงความเคลื่อนไหวนี้ว่า หลายคนวิเคราะห์ว่าพรรคภูมิใจไทยอย่างไรก็ไม่เป็นฝ่ายค้านเมื่อดูจากประวัติศาสตร์ แต่ในทางการเมืองทุกคนก็มีศักดิ์ศรี เรื่องนี้ต้นทางคือคนของพรรคเพื่อไทยอยากได้กระทรวงมหาดไทย มีการโยนหินถามทางมาตลอด กระทั่งเมื่อวันที่ 30 พ.ค. 2568 เกิดกรณีที่ ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี บอกว่านายอนุทินและพรรคภูมิใจไทยบริหารกระทรวงมหาดไทยยังไม่เต็มที่ จึงอยากให้เวลาที่เหลืออีก 2 ปี ของรัฐบาลนายกฯ แพทองธาร ชินวัตร นำกระทรวงมหาดไทยมาสร้างผลงาน
ซึ่งจากท่าทีดังกล่าว จะเห็นว่าเวลานั้นนายอนุทินเลือกที่จะหลบไปเพราะไม่อยากปะทะกับนายทักษิณ อ้างตลอดว่าการปรับคณะรัฐมนตรี (ครม.) อยู่ที่ น.ส.แพทองธาร จะเชิญพรรคร่วมรัฐบาลไปคุย ขณะเดียวกัน น.ส.แพทองธาร ก็คงยังไม่อยากได้กระทรวงมหาดไทยคืน เห็นได้จากไม่มีการเชิญหัวหน้าพรรคร่วมรัฐบาลไปคุย ซึ่งนายอนุทินรู้ว่านายทักษิณ กับ น.ส.แพทองธาร คิดเรื่องนี้ไม่ตรงกัน
กระทั่งในช่วงที่นายอนุทินไปประชุมที่นครเจนีวา ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ แล้วสัมภาษณ์ข้ามทวีปมาว่าหากจะดึงกระทรวงมหาดไทยคืนไปก็ต้องรื้อโครงสร้างแล้วมาคุยกันใหม่ เพราะปัจจุบันคือเงื่อนไขเดิม ดังนั้นหากจะทำเงื่อนไขใหม่ก็ต้องมาคุยกัน โดยนายอนุทินมองว่าหากเริ่มต้นปรับใหม่จะทำได้ยากและสุดท้ายก็จะไม่ได้ปรับ หรือไม่หากถึงทางตันก็ต้องยุบสภา
ส่วนคำถามว่าเหตุใดต้องมาทำให้สถานการณ์แตกหักในช่วงนี้ หากดูคำพูดของนายทักษิณเมื่อช่วงปลายเดือน พ.ค. 2568 สถานการณ์พิพาทระหว่างประเทศไทยกับกัมพูชายังไม่รุนแรง ขนาดนายทักษิณยังมั่นใจจากคำพูดว่าได้คุยกันแล้ว เดี๋ยวจะให้มาเตะตะกร้อกัน และเชื่อว่าคงคุยกับพรรคภูมิใจไทยได้ แต่หลังจากนั้นสถานการณ์ไทย – กัมพูชากลับยังไม่จบขณะที่นายทักษิณก็หายไป ไม่มีการพูดเรื่องนี้อีก
“ผมว่าประเมินผิดมาก คือคุณทักษิณแกยังหลงยุค แกคิดว่าเหมือนสมัยไทยรักไทย ปี 2548 – 2549 ที่แกจะทำอะไรก็ได้ จะกำหนดอะไรก็ได้ มีอำนาจเบ็ดเสร็จ อย่าลืมว่าพรรคไทยรักไทย 377 (จำนวน สส.) วันนี้คุณได้ 140 เอง น้ำหนักคุณมันน้อย อำนาจการต่อรอง ดุลการต่อรองภูมิใจไทยเขาก็มี แล้วยิ่งเขาคุมสภาบนได้ด้วย เพราะฉะนั้นคุณทักษิณประเมินผิด”
ส่วนคำถามว่าพรรคเพื่อไทยมั่นใจอะไรจึงกล้าเดินหน้าขอกระทรวงมหาดไทย เพราะหากพรรคภูมิใจไทยออกไปเป็นฝ่ายค้านจริงๆ รัฐบาลจะมีสถานะเสียงปริ่มน้ำ มองว่าคงคิดถึงสภาพการเมืองในปัจจุบันซึ่งนักการเมืองมีอุดมการณ์น้อย เอาผลประโยชน์เป็นหลัก เชื่อว่าสามารถดึง สส. งูเห่ามาได้ เช่น สมมติเสียง สส. ฝ่ายค้านกับฝ่ายรัฐบาลห่างกัน 10 คน ก็ยังมีโควตารัฐมนตรีว่างอยู่ ก็หาก๊วนงูเห่ามาแจกตำแหน่งรัฐมนตรี
ซึ่งจริงๆ ต้องบอกว่าทำแบบนี้ไม่คุ้ม แต่นายทักษิณประเมินผิดคิดว่าไม่มีปัญหา แต่วันนี้จะถอยก็ไม่ได้แล้ว หากไม่ยึดกระทรวงมหาดไทยคืนนายทักษิณก็เสียหายเพราะได้พูดไปแล้ว ในทางกลับกันหากพรรคภูมิใจไทยก็เสียหายหากยอมให้ยึดกระทรวงมหาดไทยโดยไม่ถอนตัวจากรัฐบาล เพราะที่ผ่านมาก็ประกาศมาตลอดว่าไม่ยอม และเมื่อเสียหน้ากันไม่ได้ก็ต้องสู้กันจนแตกหัก
โดยหากดูบริบทของนายกฯ แพทองธาร ตนเชื่อว่านายอนุทินใกล้ชิดกับ น.ส.แพทองธาร และจับสัญญาณตลอดว่า น.ส.แพทองธาร คงไม่อยากยึดกระทรวงมหาดไทย แต่เมื่อสถานการณ์มาไกล อย่างที่มีรายงานเมื่อวันที่ 17 มิ.ย. 2568 กรณีการประชุมของพรรคเพื่อไทยแล้วมี สส. ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ของพรรคพูดขึ้นมาว่าพรรคเพื่อไทยต้องได้กระทรวงมหาดไทย น.ส.แพทองธาร จึงเหมือนตกกระไดพลอยโจน นายทักษิณผู้เป็นพ่อพูดไปแล้ว จะไม่ทำอย่างนั้นก็ไม่ได้ จึงให้ นพ.พรหมินทร์ เลิศสุริย์เดช เลขาธิการนายกรัฐมนตรี ไปเจรจากับนายอนุทิน
“แลกกระทรวง 2 ต่อ 1 จากเดิมกระทรวงมหาดไทยและกระพรวงสาธารณสุขกับพาณิชย์ อันนั้นพอฟังได้นะ พอมาเปลี่ยนเป็นสาธารณสุขกับสำนักนายกฯ ผมว่าอันนี้คุณไม่ต้องเจรจาเลย ปฏิเสธอยู่แล้ว เขาคิดว่าถึงอย่างไรก็ 50 – 50 ได้ 2 กระทรวง คิดว่าเขาคงจะยอม คือทางการเมืองแต่ละฝ่ายก็ประเมินเข้าข้างตัวเองทั้งสิ้นว่าคงยอม ตัวเองได้เปรียบ พอคุณอุ๊งอิ๊งค์ (น.ส.แพทองธาร) ตกกระไดพลอยโจน อย่างไรถึงแม้ไม่อยากปรับ เมื่อไปถึงขนาดนี้แล้วก็ต้องปรับ เห็นได้ว่านักข่าวถามคุณอุ๊งอิ๊งค์ก็ถอนหายใจอย่างเดียว
ถ้าพูดถึงโดยส่วนตัวผมเชื่อว่าคุณอุ๊งอิ๊งค์กับคุณอนุทินมีความสัมพันธ์ที่ดี เพราะคุณอนุทินเขาอ่อนน้อมถ่อมตน พูดจาหวาน สนองนโยบายเต็มที่ แล้วคุณอนุทินก็รู้ว่าคุณอุ๊งอิ๊งค์ถ้าจะปรับ คือคุณอุ๊งอิ๊งค์เขาคิดแบบของเขา คือเขาอยากจะปรับเพื่อประสิทธิภาพ เพื่อผลงาน เพราะเขารู้ว่าผลงานของรัฐบาลชุดนี้มีปัญหาและไม่เข้าตาประชาชน ปัญหาเศรษฐกิจก็ไม่ได้ คุณอุ๊งอิ๊งค์ก็คิดว่าถ้าปรับ ครม. ก็เพื่อประสิทธิภาพของการทำงาน เพื่อให้เศรษฐกิจดีขึ้น ก็ควรปรับในเรื่องโครงสร้างทางเศรษฐกิจทั้งหมด”

อย่างไรก็ตาม นายทักษิณมองว่าวันนี้ปัญหาเศรษฐกิจปากท้องกู้คืนยาก จึงคิดเฉพาะหน้าคือปัญหาการเมือง จะปรับอย่างไรก็กระชับอำนาจให้ได้มากที่สุด และกระทรวงที่กุมการบริหารอำนาจของประเทศได้มากที่สุดก็คือกระทรวงมหาดไทย หากยึดกระทรวงมหาดไทยได้ก็วางฐานเตรียมไปสู่การเลือกตั้ง เช่น หากมีการเลือกตั้งครั้งหน้าในปี 2570 ก็จะทำให้พรรคเพื่อไทยชนะมาเป็นอันดับ 1 แต่หากยึดได้ช้าก็จะมีผลต่อการจัดระบบอำนาจ เพราะหลังจากนี้จะถึงฤดูกาลแต่งตั้งโยกย้าย เช่น ผู้ว่าราชการจังหวัด อธิบดี
นอกจากนั้น ในเมื่อไม่มีการแจกเงินดิจิทัลให้กับวัยรุ่นแล้ว งบประมาณ 1.7 แสนล้านบาท ส่วนนี้ก็สามารถเปรผ่านองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.) รวมถึงกำนัน – ผู้ใหญ่บ้าน ในโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานได้ เช่น แหล่งน้ำ หากงบประมาณส่วนนี้ลงไปก็ลองคิดดูว่าจะได้คะแนนเสียงขนาดไหน และการทำแบบนี้ผู้นำท้องถิ่นก็จะกลายเป็นหัวคะแนนไปโดยปริยาย เหมือนสมัยรัฐบาลก่อนหน้านั้นที่งบประมาณก็ไปผ่านท้องถิ่น จึงคิดว่ากลไกนี้สามารถพลิกฟื้นคะแนนของพรรคเพื่อไทยได้
ดังนั้นการที่ สส. ของพรรคเพื่อไทย บอกว่าให้ดึงกระทรวงมหาดไทยกลับมาเพื่อแก้ปัญหายาเสพติดจึงเป็นเพียงข้ออ้าง เพราะยาเสพติดเป็นปัญหาหลังๆ ที่กระทรวงมหาดไทยจะแก้ เพราะมีสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ป.ป.ส.) อยู่แล้วและรัฐบาลก็คุมอยู่ อีกทั้งยังมีสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เมื่อเทียบกับข้อสังเกตที่ตนกล่าวไปข้างต้นที่ทำให้นายทักษิณต้องการยึดกระทรวงมหาดไทยคืน
ส่วนที่มีคำถามว่า กระทรวงมหาดไทยดูแลกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการพนัน ดังนั้นจะเชื่อมโยงกับความพยายามผลักดันกาสิโนถูกกฎหมายหรือไม่ ตนมองว่าสุดท้ายแล้วเรื่องกาสิโนคงไปต่อไม่ได้เพราะกระแสสังคมไม่เอาด้วย หากพรรคเพื่อไทยยังพยายามผลักดันก็จะเจอแรงต้านสูง เช่นเดียวกับแกนนำฝ่ายอนุรักษ์นิยมก็ส่งสัญญาณแล้วว่าไม่เอากาสิโน ไม่เช่นนั้น ไชยชนก ชิดชอบ เลขาธิการพรรคภูมิใจไทย คงไม่กล้าประกาศจุดยืนดังกล่าวกลางสภา ดังนั้นหากยังดันต่อรัฐบาลก็คงไม่รอด สุดท้ายเชื่อว่าคงถอนร่างกฎหมายออกไป
“สมมติภูมิใจไทยถอยออก เอาเฉพาะร่วมรัฐบาลที่ปริ่มน้ำอยู่แล้ว พรรคประชาชาติเขาก็ไม่เอาอยู่แล้ว ก็เขาประกาศมาอยู่แล้ว แถลงการณ์ในนามพรรคอยู่แล้วว่าเขาไม่เอา ก็ตัดประชาชาติไป 10 เสียง ที่นี้ปริ่มน้ำ แค่ประชาชาติออกพรรคเดียวก็จบแล้ว ทีนี้พรรคการเมืองอื่นๆ อย่างพรรครวมไทยสร้างชาติ ประชาธิปัตย์ ถูกกลุ่มประท้วงต่อต้านกาสิโนกดดัน พวกนี้ผมว่าก็ต้องงดออกเสียงหรือถอย เพราะมวลชนที่อยู่หน้าทำเนียบ คปท. อันนี้คือฐานเสียงเดิมของรวมไทยสร้างชาติกับประชาธิปัตย์ทั้งสิ้น ถ้าคุณไม่ทำตามมวลชนก็จบ
พอสุดท้ายกระแสกดดันอย่างนี้ถ้าไม่โหวตสวนก็งดออกเสียง แล้วเพื่อไทยจะเหลืออะไร? ประชาชาติก็ถอนโหวต ไม่เอาอยู่แล้ว ก็จบไป ผมเชื่อว่าชั่งน้ำหนักดูแล้วสุดท้ายรัฐบาลก็ถอย พ.ร.บ. นี้นะ ถอยไปก่อน คือตอนนี้ก็ชะลอไปแล้วก็ถอนเลิกไปเลย ถอยออกไปก่อนเลย มันจะมีปัญหา แล้วมันไม่จำเป็นเร่งด่วนอะไรถึงขนาดนั้น เว้นแต่สมมติถ้าหากว่าไปมีผลประโยชน์ได้ – เสียกันแล้ว รับเงินมัดจำกันมาแล้วอันนี้อีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าถ้าโดยทางการเมือง ผมฟันธงตั้งแต่เลื่อนแล้ว ผมว่าเลื่อนสุดท้ายก็คือเลิก”
และแม้พรรคภูมิใจไทยยังคงอยู่ร่วมรัฐบาลต่อไปก็คงไม่เอาด้วยกับร่างกฎหมายกาสิโน อย่างที่นายอนุทินเคยบอกว่าหากจะเอาด้วยกับกฎหมายนี้พรรคร่วมรัฐบาลก็ต้องเอาด้วยพร้อมกันหมด แต่ในเมื่อพรรคประชาชาติไม่เอาด้วย แบบนี้ย่อมไม่เป็นเอกภาพ นายอนุทินก็อ้างได้ว่าไม่เอาเพราะพรรคร่วมรัฐบาลไม่เอาด้วย โดยสรุปแล้วตนเชื่อว่ากฎหมายกาสิโนจะจบเพียงเท่านี้

กลับมาที่การปรับคณะรัฐมนตรี นอกจากพรรคภูมิใจไทยที่ประกาศชัดเจนเรื่องหากยึดกระทรวงมหาดไทยก็จะไปเป็นฝ่ายค้าน ในส่วนของพรรครวมไทยสร้างชาติก็เช่นกัน ที่มีการส่งสัญญาณผ่าน วิทยา แก้วภราดัย รองหัวหน้าพรรครวมไทยสร้างชาติ ว่าหากกระทรวงพลังงานหรือกระทรวงอุตสาหกรรมซึ่งอยู่กับพรรคถูกยึดไปก็พร้อมจะออกไปเป็นฝ่ายค้าน ก็ขึ้นอยู่กับว่านายทักษิณอยากให้รัฐบาลคว่ำไปก่อนเวลาหรือไม่
ส่วนแนวคิดเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลเสียงข้างน้อยเพื่อยื้อเวลาออกไปสักพัก เช่น 6 เดือน แล้วค่อยยุบสภาจัดการเลือกตั้งใหม่ ความยากจะอยู่ที่ ณ เวลานี้มีกฎหมายงบประมาณรอการพิจารณาอยู่ คือหากไม่มีกฎหมายสำคัญเข้าสู่สภาก็สามารถทำได้ แต่เมื่อมีร่าง พ.ร.บ.งบประมาณรออยู่อย่างไรก็ต้องทำให้ผ่าน ไม่เช่นนั้นก็ไม่มีเงินใช้ แต่หากพรรคเพื่อไทยตัดออกเฉพาะพรรคภูมิใจไทยแต่ไม่แตะต้องพรรคอื่นเพื่อให้ผ่านช่วงงบประมาณไปก่อนก็อาจเป็นไปได้ คือค่อยๆ ทำไป เพราะปัจจุบันทั้งพรรครวมไทยสร้างชาติและพรรคเล็กต่างๆ มีอำนาจต่อรองสูง
“พอเขาเดินหมากผิดตาเดียวมันไปหมดเลย มันก็จะไปหมด คือตอนนี้รัฐบาลปัญหาก็รุมเร้า เพราะปัญหาชายแดนก็ไม่ดีขึ้น แล้วคนก็เสื่อมต่อการนำของรัฐบาลชุดนี้ ต่อคุณอุ๊งอิ๊งค์มาก แล้วก็ปัญหาภายใน เสถียรภาพของรัฐบาลก็แย่มาก มีปัญหามาก”
หมายเหตุ : สามารถรับชมรายการ “สีสันการเมือง แบบ เด้งเด้ง” ดำเนินรายการโดย บุญระดม จิตรดอน ทางช่องยูทูบ “แนวหน้าออนไลน์” ทุกวันอังคาร-พฤหัสบดี เวลา 11.00-12.00 น. โดยประมาณ