‘หมอสุรพล’ชี้ทางออก!!! ‘ถ้าไม่เปลี่ยนวัฒนธรรมพลเมืองวันนี้ ประเทศไทยจะไม่มีวันเปลี่ยน’

'หมอสุรพล'ชี้ทางออก!!! 'ถ้าไม่เปลี่ยนวัฒนธรรมพลเมืองวันนี้ ประเทศไทยจะไม่มีวันเปลี่ยน'

‘หมอสุรพล’ชี้ทางออก!!! ‘ถ้าไม่เปลี่ยนวัฒนธรรมพลเมืองวันนี้ ประเทศไทยจะไม่มีวันเปลี่ยน’

วันจันทร์ ที่ 30 มิถุนายน พ.ศ. 2568, 18.54 น.

เมื่อวันที่ 30 มิถุนายน 2568 ศาสตราจารย์เกียรติคุณ นายแพทย์สุรพล อิสรไกรศีล นายกราชบัณฑิตยสภา และที่ปรึกษาคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ได้เผยแพร่บทความเรื่อง“ถ้าไม่เปลี่ยนวัฒนธรรมพลเมือง ประเทศไทยจะไม่มีวันเปลี่ยน” โดยมีเนื้อหาดังนี้

ผมได้รับเชิญไปเป็นประธานเปิดงานสัมมนาทางวิชาการ เรื่อง การพัฒนาธรรมาภิบาลในสังคมไทย เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน พ.ศ.2568 ที่มหาวิทยาลัยบูรพา ผมได้มีโอกาสวิเคราะห์ถึงสถานการณ์ปัจจุบันของประเทศไทย ว่าเรามาถึงจุดนี้ได้อย่างไร และเราจะมีจุดเปลี่ยนให้ประเทศเราดีขึ้นได้อย่างไร

“เราเปลี่ยนรัฐบาลมาแล้วหลายครั้ง เปลี่ยนนายกรัฐมนตรีมาแล้วกว่าสามสิบคน เรามีรัฐธรรมนูญมาแล้ว 20 ฉบับ มีรัฐประหารที่ประสบความสำเร็จถึง 13 ครั้ง แต่เรายังไม่สามารถเปลี่ยนประเทศให้ดีขึ้นจริง เพราะเรายังไม่เคยเปลี่ยนคนไทยให้เป็น พลเมืองที่มีวินัย มีหิริโอตตัปปะ และมีจิตสาธารณะ ”

ประเทศไทยวนเวียนอยู่กับวัฏจักรของความหวังและความผิดหวังทางการเมืองมานานแม้จะเปลี่ยนการปกครองเป็นระบอบประชาธิปไตย มาตั้งแต่ปีพ.ศ.2475 เกือบจะครบร้อยปีแล้ว แต่มาตรวัดความเจริญของประเทศ ไม่ว่าจะเป็นความยุติธรรม ความเท่าเทียม หรือคุณภาพของผู้นำ กลับไม่พัฒนาตาม

คำถามสำคัญที่เราต้องกล้าถามคือ : เรากำลังพยายามแก้ไขโครงสร้างของประเทศโดยไม่เคยเปลี่ยน “เนื้อใน” ของพลเมืองเลยหรือไม่?

หัวใจของปัญหา คือ วัฒนธรรมคนไทยไม่เอื้อต่อประชาธิปไตย

เรามีกฎหมาย แต่ไม่มีใครเคารพ

เรามีค่านิยมสังคมชอบเอาตัวรอด

เราส่งลูกหลานไปโรงเรียน แต่ไม่เคยสอนให้รักส่วนรวม

สิ่งที่เราขาดซึ่งเป็นรากฐานที่สำคัญ คือ “วัฒนธรรมพลเมือง” ไม่ใช่ความรู้ทางการเมือง แต่คือจิตสำนึกของคน คนธรรมดาทุกคนที่พร้อมจะทำสิ่งถูกต้องแม้ไม่มีใครเห็น และพร้อมที่จะเสียสละเพื่อส่วนรวม แม้ไม่มีผลตอบแทน

คำตอบใหม่ หิริโอตตัปปะ วินัย และจิตสาธารณะ

การเปลี่ยนประเทศ ไม่สามารถเกิดจากการแก้รัฐธรรมนูญฉบับใดฉบับหนึ่ง หรือ เกิดจากการเลือกตั้งหรือเกิดจากการเปลี่ยนแปลงตัวผู้บริหารระดับสูง ถ้าเราอยากได้ผู้นำที่ดีมีความซื่อตรง มีประเทศที่มั่นคง ต้องเปลี่ยนจากข้างในของพวกเราทุกคน ต้องปลูกฝังคุณธรรมร่วมทั้งชาติโดยเฉพาะ

– หิริโอตตัปปะ ความละอาย และเกรงกลัวต่อการทำบาป ทำความผิด แม้ไม่มีใครจับได้

– วินัย ความรับผิดชอบ ต่อตนเองและสังคม ไม่ทำตามใจตนโดยละเลยผลกระทบ

– จิตสาธารณะ ความเต็มใจที่จะร่วมมือช่วยเหลือ และเสียสละเพื่อส่วนรวม

หากคนไทยส่วนใหญ่มีทั้งสามสิ่งนี้เราจะไม่ต้องพึ่งกฎหมายที่สลับซับซ้อน หรือ ผู้นำที่แข็งกร้าว แต่ประเทศไทยจะเปลี่ยนได้ด้วยพลังของพลเมืองอย่างแท้จริง

ถึงเวลา “ปลูกฝัง ไม่ใช่แค่ปฏิรูป”

เราต้องเริ่มต้นจากโรงเรียน ครอบครัว วัดและชุมชน ไม่ใช่แค่จากรัฐสภา หรือ กระทรวงใหญ่ๆ ต้องให้เด็กไทยได้เรียนรู้การเป็นพลเมืองดีไม่ใช่แค่เรียนแต่ความรู้ต้องให้ผู้นำประเทศมีจิตสำนึก ไม่ใช่แค่มีอำนาจ และต้องให้ประชาชนรู้สึกว่า “ประเทศไทยเป็นของเรา” ไม่ใช่ของใครคนใดคนหนึ่ง

ประเทศไทยไม่จำเป็นต้องเหมือนประเทศญี่ปุ่น เยอรมัน สิงคโปร์จีน หรือเกาหลีแต่เราต้อง “เป็นตัวของตัวเองที่มีคุณธรรม” ถ้าเรามีพลเมืองดีเราจะมีนักการเมืองที่ดีมีข้าราชการที่ซื่อตรง และมีชาติที่มั่นคงโดยไม่ต้องมีปฏิวัติอีกเลย

เปลี่ยนประเทศ เริ่มได้จากการเปลี่ยนตัวเรา

เปลี่ยนวัฒนธรรมพลเมือง เริ่มได้ตั้งแต่วันนี้

วัฒนธรรมพลเมือง ไม่ใช่ความดีงาม เชิงศีลธรรมส่วนบุคคล แต่หมายถึงระบบพฤติกรรม ความเชื่อและโครงสร้างที่ทำให้“คนธรรมดา” ตระหนักว่าตนเองคือ “เจ้าของประเทศ” และพร้อมที่จะ “รับผิดชอบต่อสังคมร่วมกัน”

การปลูกฝังวัฒนธรรมพลเมือง ต้องทำทั้งในระดับ

– จิตใจ – หิริโอตตัปปะ

– พฤติกรรม – มีวินัย จิตสาธารณะ

– โครงสร้าง – นโยบายและสถาบันที่ส่งเสริม

กลไกสำคัญ เริ่มต้นจากโรงเรียน ขยายสู่ระบบราชการและการเมือง

การเปลี่ยนแปลงต้องไม่เริ่มจากกฎหมาย แต่เริ่มจากเด็ก โดยจัดตั้งโครงการ “ วัฒนธรรมพลเมืองไทย ” โดยเลือกชุมชนต้นแบบ ให้มี

– หลักสูตร “ พลเมืองคุณภาพ ” สำหรับโรงเรียน

– โครงการ “ หิริโอตตัปปะ ” ในห้องเรียน

– การประเมินจิตสาธารณะผู้ที่จะเข้ารับราชการ

– การเปิดเผยพฤติกรรมจริยธรรมของนักการเมือง

ปัจจัยสู่ความสำเร็จ – ไม่ใช่แค่รัฐ แต่ต้องเป็น “ ชาติ”

– ภาคประชาชน ต้องมีส่วนร่วมในการเปลี่ยนแปลง

– ครูต้องเป็น “ผู้ปลูกจิตสำนึก” ไม่ใช่แค่สอนเนื้อหา

– พระภิกษุต้องกลับมาทำหน้าที่ฝึกหิริโอตตัปปะให้แก่ประชาชน

– สื่อมวลชนต้องเป็น “กระจกสะท้อนจริยธรรม” ของสังคม

– ผู้นำทางเศรฐกิจต้องมีจิตสาธารณะมากกว่าผลประโยชน์

ข้อเสนอเชิงนโยบาย

1. ตั้ง “สภาวัฒนธรรมพลเมืองแห่งชาติ” เป็นองค์กรอิสระ

2. บรรจุหัวข้อ “จิตสาธารณะ” และ “วินัยพลเมือง” ในระบบการประเมินบุคลากรของรัฐ

3. พัฒนาแบบทดสอบ “หิริโอตตัปปะ ทางพฤติกรรม” ในระบบการศึกษา

4. ใช้“จังหวัดต้นแบบ” เป็นสนามการเรียนรู้ร่วมรัฐ-ประชาชน

5. ประเมินผล ด้วยดัชนีความไว้ใจ ระดับความร่วมมือในชุมชน และอัตราการทุจริต

ไม่ใช่โครงสร้างทางการเมืองที่เปลี่ยนแปลงประเทศ แต่คือ “คนธรรมดาที่มีวัฒนธรรมพลเมือง” ที่จะทำให้ประเทศเปลี่ยนได้จริง

ถ้าไม่เปลี่ยนวัฒนธรรมพลเมืองวันนี้ประเทศไทยจะไม่มีวันเปลี่ยน

Leave a comment