
อำนาจจำกัดของนายกรัฐมนตรีรักษาการกับทางออกที่เป็นไปได้
วันพฤหัสบดี ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 15.20 น.
ผลการศึกษา: อำนาจจำกัดของนายกรัฐมนตรีรักษาการ กับ ทางออกที่เป็นไปได้
โดย ผู้ช่วยศาสตราจารย์ ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้ง ซูเปอร์โพล
สถานะ “นายกรัฐมนตรีรักษาการ” ไม่ใช่เพียงตำแหน่งที่ถูกออกแบบไว้ในเชิงเทคนิคทางรัฐธรรมนูญ แต่สะท้อนจุดเปราะบางของโครงสร้างการเมืองไทย ซึ่งเมื่อเกิดสุญญากาศอำนาจ ก็เผยให้เห็นถึงความไม่พร้อมของระบบในการรับมือกับสถานการณ์ความไม่แน่นอนทางการเมือง
ในยามที่ประเทศไม่มีนายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็ม แต่กลับมีภาระมากมายต้องเร่งตัดสินใจทั้งนโยบายเศรษฐกิจ ความมั่นคง การต่างประเทศ และความไว้วางใจจากประชาชน ซึ่งไม่อาจใช้ “สถานะรักษาการ” มารองรับภาระระดับประเทศได้อย่างมั่นคง ส่งผลให้ประชาชนมีปฏิกิริยาแบ่งออกเป็น 3 กลุ่มหลัก
- กลุ่มที่วิตกกังวล มองว่ารัฐขาดทิศทาง
- กลุ่มที่ไม่ไว้วางใจ หวั่นว่าอำนาจจะถูกใช้เพื่อรักษาอำนาจเก่า
- กลุ่มที่เรียกร้องให้เดินหน้า ไม่ต้องการให้ประเทศวนเวียนอยู่กับกลไกการเมืองที่ไม่ตอบสนองประชาชน
แม้รัฐธรรมนูญจะระบุขอบเขตไว้กว้าง แต่ในทางปฏิบัติ นายกรัฐมนตรีรักษาการมักถูกจำกัดบทบาทจากความกลัวจะถูกตีความว่าล้ำเส้น ส่งผลให้ประเทศเสี่ยงสูงต่อการติดหล่มทางการเมืองอย่างรุนแรง
ทางออกระยะสั้นที่เป็นไปได้
- เร่งสร้างความชัดเจนจากศาลรัฐธรรมนูญ เพื่อคลี่คลายความคาราคาซัง และคืนความมั่นใจให้สังคม
- ตั้งรัฐบาลเฉพาะกิจหรือผู้นำคนกลางที่ได้รับฉันทามติ เพื่อประคับประคองประเทศผ่านช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อทางการเมืองอย่างมั่นคง
- ยุบสภา เลือกตั้งใหม่ ปล่อยให้ประชาชนเป็นผู้กำหนดอนาคตของประเทศอย่างเปิดเผย
มุมมองของพรรคการเมืองหลักในสมการนี้
- พรรคภูมิใจไทย อาจผลักดันทางสายกลาง ใช้ความยืดหยุ่นทางการเมืองเพื่อคงบทบาทตัวแปรสมดุลในรัฐบาลใหม่ที่พรรคภูมิใจไทยมีโอกาสสูงในการเป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล ขยายฐานเสียงเพิ่มในภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคใต้และภาคกลาง
- พรรคประชาชน กำลังมาแรงจากกระแสประชาชน ต้องการเลือกตั้งใหม่เร็วที่สุด เพื่อเพิ่มที่นั่งและเป็นพรรคแกนนำอันดับต้น ๆ
- พรรคเพื่อไทย เผชิญโจทย์ศรัทธา ต้องประคองสถานะผ่านวิกฤต พร้อมยื้อเวลาเพื่อสร้างผลงานเด่นโดยไม่เสียฐานเสียงเดิมในภาคอีสานและภาคเหนือ
- พรรครวมไทยสร้างชาติ เน้นบทบาทพิทักษ์เสถียรภาพรัฐ พยายามชูภาพผู้นำที่ต่อสู้กับสุญญากาศอำนาจ
ถึงเวลาปฏิรูป “ระบบสำรองของรัฐ”
“ความมั่นคงทางรัฐธรรมนูญและความมั่นคงของชาติ” เปรียบได้กับระบบความปลอดภัยที่ต้องมีจุดสำรองเสถียรเมื่อระบบหลักล่ม
หนึ่งในจุดเสี่ยงทางการเมืองไทยที่ยังไม่มี “ระบบสำรอง” ที่เหมาะสม ก็คือสถานะ “นายกรัฐมนตรีรักษาการ” ซึ่งเมื่อขาดความชัดเจนทางกฎหมายส่งผลให้มีการตีความแตกต่างกันไป อาจก่อให้เกิดสุญญากาศทางอำนาจ และอาจกลายเป็น “ความท้าทาย” ทางการเมืองของสังคมไทยที่วนเวียน
ระบอบประชาธิปไตยที่ทำงานได้แท้จริงควรจะไม่คลุมเครือและไม่สะดุดเมื่อผู้นำหยุดทำงาน ต้องมีความยืดหยุ่นในการรับมือกับภาวะไม่แน่นอน พร้อมทั้งจำกัดอำนาจเพื่อไม่ให้ล้ำเส้นไปสู่การใช้สถานะรักษาการเพื่อสืบทอดอำนาจโดยขาดฉันทามติ
ถึงเวลาแล้วหรือยัง…ที่เราจะมี “รัฐธรรมนูญฉบับที่ไม่เพียงยึดโยงกับนิติธรรม แต่ยังยึดโยงกับความไว้วางใจของประชาชน” เพื่อให้กติกาใหม่สะท้อนเจตจำนงของประชาชนทั้งประเทศ ควบคู่กับการรักษาความมั่นคงของชาติอย่างแท้จริง
ผศ.ดร.นพดล กรรณิกา ผู้ก่อตั้ง ซูเปอร์โพล