‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ติง‘รัฐบาลไทย’อืดเจรจาภาษีสหรัฐฯ หวั่น‘เวียดนาม’ได้ดีลดีกว่า ทำคุยยาก

‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ติง‘รัฐบาลไทย’อืดเจรจาภาษีสหรัฐฯ หวั่น‘เวียดนาม’ได้ดีลดีกว่า ทำคุยยาก

‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ติง‘รัฐบาลไทย’อืดเจรจาภาษีสหรัฐฯ หวั่น‘เวียดนาม’ได้ดีลดีกว่า ทำคุยยาก

วันพุธ ที่ 9 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 11.36 น.

‘ผู้นำฝ่ายค้าน’ติง‘รัฐบาลไทย’อืดเจรจาภาษีสหรัฐฯ หวั่น‘เวียดนาม’ได้ดีลดีกว่า ทำคุยยาก ชงแนวทาง ‘วิน-วิน’เปิด‘เสรีธนาคาร-โทรคมนาคม’ 

เมื่อวันที่ 9 ก.ค.2568 เวลา09.45น. ที่รัฐสภา นายณัฐพงษ์ เรืองปัญญาวุฒิ สส.บัญชีรายชื่อ หัวหน้าพรรคประชาชน ในฐานะผู้นำฝ่ายค้านในสภาผู้แทนราษฎร ให้สัมภาษณ์ถึงการเจรจาภาษีทรัมป์ ซึ่งจะมีผลบังคับใช้ในวันที่ 1 ส.ค.นี้ว่าเป็นสิ่งที่พรรคประชาชน สื่อสารมาตลอดว่ารัฐบาลดำเนินการเจรจาช้าไป ซึ่งประเทศเวียดนามสามารถบรรลุข้อตกลงได้ก่อน เปิดการเข้าถึงอย่างเต็มรูปแบบและสามารถลดภาษี 0 % ให้กับสหรัฐอเมริกาได้ จึงทำให้ทางประเทศเวียดนามได้ดีลที่กว่า ซึ่งอยู่ที่อัตราภาษี 20 % จึงทำให้ไทยเจรจาภาษีกับรัฐบาลสหรัฐฯ ได้ยากขึ้น เพราะไม่ว่าจะเสนออะไรไปสหรัฐฯ ก็อาจอ้างได้ว่าประเทศเพื่อนบ้านของไทยให้ข้อเสนอที่ดีกว่า 

นายณัฐพงษ์ กล่าวต่อว่า มีอย่างหนึ่งที่อยากเห็นเป็นสิ่งที่รัฐบาลไทยควรเสนอไปด้วยซึ่งเป็นข้อเสนอที่ทั้งสหรัฐฯ และไทย วิน-วิน ทั้งคู่และได้ประโยชน์ทั้งคู่ก็คือการเปิดเสรีภาคบริการ เช่น ธนาคาร ธุรกิจโทรคมนาคม ซึ่งทั้ง 2 ภาคธุรกิจนี้ในประเทศไทยยังมีการผูกขาดและกระจุกตัวค่อนข้างสูงโดยเฉพาะในรายงานของ สำนักงานผู้แทนการค้าสหรัฐ (United States Trade Representative) หรือ USTR ที่ระบุค่อนข้างชัดเจนว่า สหรัฐฯ ยังมีการดำเนินธุรกิจต่าง ๆ เหล่านี้ค่อนข้างยากในประเทศไทยอยู่ ดังนั้นหากมีการเปิดเสรีในภาคธนาคารหรือภาคโทรคมนาคม สหรัฐฯก็ได้ประโยชน์ในเรื่องของตลาดที่มีการแข่งขันมากขึ้น

เมื่อถามถึงช่วงเวลาที่ค่อนข้างบีบเค้น จะเจรจาอย่างไรให้เสียเปรียบน้อยที่สุด นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า จดหมายที่ทางนายโดนัล ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ส่งกลับมาให้ไทย และระบุไว้ว่าอัตราภาษีจะมีการบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคมและช่วงนี้ยังเป็นช่วงที่ไทยยังมีหน้าต่างหรือช่องทางในการเจรจาเพื่อลดอัตราภาษีจาก 36 % ให้ลงยังคงมีอยู่ ดังนั้นข้อเสนอที่ไทยจะเสนอให้กับสหรัฐอเมริกาต้องเป็นข้อเสนอที่น่าสนใจจริง ๆ และเป็นข้อเสนอที่สหรัฐฯ แสดงออกว่ามีความสนใจในประเทศไทยหากดีพอก็เชื่อว่าผลการเจรจาคงไม่ได้แตกต่างออกไป 

เมื่อถามว่าตัวเลขใดที่จะสามารถปิดดีลกับสหรัฐฯได้ นายณัฐพงษ์ กล่าวว่า เรื่องนี้อาจจะไม่สามารถให้ตัวเลขเฉพาะเจาะจงได้ เพราะต้องลงไปดูในรายละเอียดสินค้าในสินค้าหนึ่งว่าไทยมีความได้เปรียบหรือ เสียเปรียบกับประเทศคู่แข่งการค้าระหว่างไทยกับสหรัฐหรือประเทศนั้น ๆ กับสหรัฐอเมริกา ถ้าจะให้ตอบในหลักการก็คืออัตราภาษีที่มีการเหลื่อมล้ำกัน ย่อมส่งผลในเรื่องของความสามารถในการแข่งขัน ดังนั้นเมื่อดูในรายละเอียดก่อนที่รัฐบาลจะยื่นข้อเสนออะไรไปยังสหรัฐฯ การกลับมาพูดคุยกับผู้ประกอบการในภาคธุรกิจต่าง ๆ ก่อนเป็นสิ่งที่สำคัญที่สุด 

Leave a comment