
‘สมาคมผู้เลี้ยงสุกร’เตือนรัฐบาลอย่านำเข้า‘หมูอเมริกา’แลกดีลภาษี หวั่นทุบ‘หมูไทย’ตายทั้งระบบ
วันอังคาร ที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2568, 14.17 น.
‘สมาคมหมู’ย้ำจุดยืนไม่เปิดตลาดนำเข้าเนื้อหมูสหรัฐ ส่งสัญญาณเตือนรัฐบาลต้องไม่ใช้การเปิดตลาดเนื้อหมูเป็น‘ดีล’แลกการลดภาษีกับสหรัฐอเมริกา ย้ำแม้อ้างเพื่อนำมาผลิตอาหารสัตว์ก็ไม่ควรเพราะโอกาสหลุดออกสู่ตลาดบริโภคสูง สร้างความเสียหายรุนแรงต่อ‘ภาคปศุสัตว์’ ส่งผลกระทบต่อสุขภาพ‘ผู้บริโภค’
8 กรกฎาคม 2568 นายสิทธิพันธ์ ธนาเกียรติภิญโญ นายกสมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติระบุถึงการที่สหรัฐอเมริกาประกาศเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทย 36% ซึ่งจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 สิงหาคม นี้ ทำให้มีความเป็นไปได้สูงที่จะต้องเจรจากันอีกครั้ง โดยยังไม่ทราบว่า รัฐบาลจะเปิดตลาดให้มีการนำเข้าเนื้อ ชิ้นส่วน และเครื่องในหมูจากสหรัฐฯ ตามที่สหรัฐฯ แสดงความต้องการมานานแล้วหรือไม่
อย่างไรก็ตาม ขอเน้นย้ำว่า หากรัฐบาลยอมให้นำเข้า จะเป็นการทำลายเกษตรกรผู้เลี้ยงสุกร รวมถึงตลอดห่วงโซ่เนื่องจากซึ่งต้นทุนการผลิตสุกรของสหรัฐฯ ต่ำมาก เมื่อนำเข้ามาจะตีตลาดภายในประเทศจนเกษตรกรต้องล้มละลายและไม่ควรถูกใช้เป็นเครื่องต่อรองบนโต๊ะเจรจาการค้าระหว่างประเทศ เพราะเป็นสินค้าเกษตรที่มีต้นทุนสูง กำไรต่ำ และเกี่ยวพันโดยตรงกับความมั่นคงทางอาหารของประเทศ ผู้เลี้ยงสุกรไทยไม่สามารถแข่งขันได้อย่างเป็นธรรม
นายสิทธิพันธ์ กล่าวว่า นอกจากนี้ยังเสี่ยงต่อการเปิดประตูให้โรคระบาดสัตว์และโรคอุบัติใหม่ เช่น โรคไข้หวัดหมู ซึ่งไม่เคยพบในไทย เข้ามาสร้างความเสียหายต่อระบบปศุสัตว์ ที่ปัจจุบันมีมาตรฐานการป้องกันโรคสัตว์ในระดับสากลและได้รับการยอมรับจากนานาชาติ
อย่างไรก็ตามอีกหนึ่งข้อกังวลสำคัญ คือ ประเทศผู้ส่งออกอย่างสหรัฐฯ ยังอนุญาตให้ใช้สารเร่งเนื้อแดงในกลุ่ม Beta-agonist ที่ไทยสั่งห้ามใช้โดยเด็ดขาด แม้จะมีการอ้างว่า อยู่ในระดับปลอดภัยต่อสุขภาพ แต่หากบริโภคในปริมาณมาก อาจทำให้หัวใจเต้นเร็ว ความดันโลหิตสูง ปวดศีรษะ และมือสั่น โดยมีรายงานทางวิทยาศาสตร์ว่า สารนี้สะสมในเครื่องในได้มากกว่าในเนื้อสุกร แม้จะนำมาผลิตอาหารสัตว์ก็ยังเสี่ยงที่จะหลุดรอดออกจากระบบมาสู่ตลาดบริโภค
“สมาคมผู้เลี้ยงสุกรแห่งชาติขอเรียกร้องให้รัฐบาลทบทวนแนวทางการเจรจา หยุดแนวคิดเปิดตลาดเนื้อหมูและสินค้าเกษตรที่เปราะบาง พร้อมหันไปพิจารณาสินค้าอุตสาหกรรมอื่นที่สามารถแข่งขันได้จริง เพื่อรักษาเสถียรภาพเศรษฐกิจฐานราก ส่งเสริมอาหารปลอดภัย และสร้างความมั่นคงทางอาหารในระยะยาวด้วย” นายสิทธิพันธ์ กล่าว