
13 ก.ค. 2568 04:58 น.
เกมบีบ “ทักษิณ” โดดอุ้ม “อิ๊งค์” ยื้ออำนาจเพื่อไทย : เศรษฐกิจคับขัน การเมืองตีบตัน
สะท้านศาสนจักร สะเทือนศรัทธาพุทธศาสนิกชนอย่างรุนแรง
ภาพปรากฏการณ์ย้อนแย้งที่เกิดขึ้นตรงกับมหกรรม “วันพระใหญ่” พาดหัวไม้ข่าวยักษ์หนังสือพิมพ์ฉบับเช้าวัน “อาสาฬหบูชา” วันที่ 10 กรกฎาคม 2568
“เซ่นคลิปเสพ “สีกากอล์ฟ” สึก 2 พระ–อีก 3 โกยแนบ”
ประจานพฤติการณ์แสบทรวงพระสงฆ์ยุคเอไอ ปรากฏ การณ์โป๊ะแตกในหมู่พระผู้ใหญ่ ล้วนแล้วแต่พระราชาคณะ ชั้นราช ชั้นเทพ ระดับ “เจ้าคุณ” วัดดังใน กทม. เจ้าอาวาสพระอารามหลวง เจ้าคณะจังหวัดใหญ่
นับรวมแล้วเกินกว่า 10 รูปที่อยู่ในข่ายต้องสงสัย
ภูมิรู้พระปริยัติธรรม เปรียญธรรม 6 เปรียญธรรม 7 เปรียญธรรม 9 ตำแหน่งใหญ่โตในการปกครองของหมู่คณะสงฆ์
แต่หลงสีกาคนเดียวกัน ก่อเหตุฉาวมั่วผู้หญิงติดบ่วงเป็นพวง
หลักฐานเป็นคลิปจะจะในโทรศัพท์สมาร์ทโฟนของสีกา 80,000 ภาพ จับได้แบบคาหนังคาเขา โดนตำรวจไล่ล่าจับศึก ใช้วิธีกดดันให้จำนนโดยสภาพ จำใจต้องยอมลาสิกขาต่อหน้าเจ้าหน้าที่ บางคนสึกแล้วหนี หรือหนีไปสึก
ต้องอาบัติปาราชิกทางธรรม ลุ้นคดีทางโลก ซิกแซ็กทุจริตเงินวัดหรือไม่
กลายเป็นรอยด่างประวัติศาสตร์วงการสงฆ์ไทยในรอบหลายสิบปี ณ วัน “อาสาฬหบูชา” วันสำคัญแห่งการเกิดพระสงฆ์องค์แรกสาวกองค์พระศาสดา
ต้องมาโดนพระสาวกยุคเอไอปี 2568 ทำแปดเปื้อนพระพุทธศาสนา
“ศาสนจักร” อันเป็นที่พึ่งทางใจกลับต้องวุ่นวาย หลักยึดเหนี่ยวคลอนแคลนอย่างหนัก ในสถานการณ์ “อาณาจักร” ก็ใกล้เกิดกลียุค ตามเงื่อนไขสถานการณ์สับสนอลหม่านทั้งด้านการเมืองและเศรษฐกิจ
“The Perfect Storm” วิกฤติพายุสมบูรณ์แบบจ่อพัดกระหน่ำเมืองไทย
หลังได้รับแจ้ง “ข่าวร้าย” จากทำเนียบขาว กรุงวอชิงตัน ดี.ซี. “คาวบอย” โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา ร่อนจดหมายดิจิทัลฯผ่านสื่อออนไลน์ จั่วหัวถึง “ผู้มีอำนาจ” ในราชอาณาจักรไทย
ระบุให้เตรียมจ่าย “ภาษีตอบโต้” ในอัตราร้อยละ 36
ตั้งด่านไถสินค้าส่งออกจากไทยแบบเต็มเพดาน ตัวเลขเดียวกับกัมพูชา สูงเป็นลำดับต้นในกลุ่มอาเซียน น้อยกว่าแค่ลาวกับเมียนมา
แม้จะแบะท่าตามมารยาท “ทรัมป์” ตบหัวแล้ว
ลูบหลัง ทีมไทยแลนด์ยังมีช่องในการเจรจาร่วมมืออนาคตในทางยาวๆ
แต่ตามรูปการณ์ที่ไม่น่าจะเคลียร์ทันในเงื่อนเวลา “เดดไลน์” สั้นๆ
ณ จุดที่นายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกฯและ รมว.คลัง หัวขบวนทีมไทยแลนด์ ที่ตีตั๋วเครื่องบินเปล่าฟาวล์กลับมา เพิ่งส่งข้อเสนอใหม่กลับไปให้สหรัฐฯพิจารณา หัวหมุนเรียกระดมฝ่ายที่เกี่ยวข้องประชุมกันฉุกละหุก
ขลุกๆขลักๆ ไม่วายกั๊กงาน กันท่า เหยียบตาปลากันอุตลุด
ตามสัญญาณที่ “คาวบอยทรัมป์” ประกาศย้ำผ่านทรูธโซเชียลส่วนตัว ยืนกราน “มาตรการภาษีต่างตอบแทนแบบโหด” จะบังคับใช้ในวันที่ 1 สิงหาคมนี้ แน่นอน
ไม่มียืดระยะให้อีกต่อไป
โจทย์ “ยูจะให้อะไรกับสหรัฐฯ” ทีมไทยแลนด์คงจัดให้ไม่ทันใจ
ที่สำคัญตามเงื่อนไขสถาน การณ์ “ภูมิรัฐศาสตร์” ที่ไทยถูกสหรัฐฯและชาติตะวันตกตั้งแง่ใกล้ชิดกับจีนแผ่นดินใหญ่ อีกทั้งจังหวะเข้าด้ายเข้าเข็ม รัฐบาลไทยยังจ่อเข้าแจมกลุ่มประเทศ BRICS เป้าระแวงของสหรัฐฯ
มันยิ่งเสี่ยงทำให้ “คาวบอยทรัมป์” พาลหมั่นไส้ทุบหนักๆ
เอาเป็นว่า โดยสถานะของไทยแลนด์ในแนวรบสงครามภาษี “Reciprocal tariff” เมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนาม ที่ปิดดีลกับทำเนียบขาวไปแล้วที่ร้อยละ 20
ยังไงก็ยากที่อัตราภาษีกองเรือส่งออกไทยจะลดฮวบฮาบไปเท่ากัน
ตามรูปการณ์มันยากที่จะสกัดกั้นกลุ่มทุนข้ามชาติ
หรือแม้แต่นักลงทุนไทย จะย้ายโรงงาน โยกฐานการผลิตไป “กู๊ดมอร์นิ่ง เวียดนาม”
ต้องเตรียมรับสภาพการเลิกจ้างงาน คนตกงานตามมาในอนาคตอันใกล้
มันคือพายุใหญ่ที่ก่อตัวอย่างสมบูรณ์แบบ จ่อกระหน่ำกองเรือส่งออกของไทย ซ้ำวิกฤติเศรษฐกิจที่ลากไม่ขึ้น ในสถานการณ์ที่เครื่องยนต์ในการสร้างรายได้ของไทยเหลือเดินได้อยู่ไม่กี่ตัว
จะหวังพึ่งพาภาคการท่องเที่ยวที่เป็นเครื่องยนต์หลัก ก็กำลังสำลักน้ำมัน จากการหายไปของทัวร์จีน แหล่งช็อปปิ้งที่เคยคึกคัก เงียบเหงาเป็นป่าช้า
หรือแม้แต่จะงัดมุก “อัฐยายซื้อขนมยาย” มาแก้ขัดเฉพาะหน้า ด้วยการปัดฝุ่นโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” โปรฯสุดฮิตของอดีตรัฐบาล “ลุงตู่”
ทีมเพื่อไทยก็พลาดทำ “หมูหก” งานง่ายๆกลายเป็นเรื่องยาก
จากที่จะได้ทั้งกล่องได้ทั้งแต้ม รัฐบาลโดยกระทรวงการท่องเที่ยวฯ และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) ต้องโดนถล่มด่า เพราะบ้อท่าในการบริหารจัดการรองรับประชาชนขาเที่ยวจำนวนมาก ตั้งหน้าตั้งตารอ “กดจองสิทธิ”
ระบบล่มไม่เป็นท่า เพราะแอปพลิเคชันห่วย
สะท้อนภาวะ “ลนลาน” เชิงบริหารของรัฐบาลเพื่อไทยปั่นป่วนต่อเนื่อง ตามสภาพไม่ต่างจากเรือรั่วปะผุตั้งแต่หัวยันท้ายต้องเผชิญพายุกระหน่ำ ในจังหวะที่คณะรัฐมนตรีต้องรีบถอนสมอ มีมติให้ดึงเรื่อง พ.ร.บ.สถานบันเทิงครบวงจรฯออกจากสภา ชิ่งหนีภาวะเสียงปริ่มน้ำ รัฐบาล 256 ฝ่ายค้าน 239
ชักฟืนออกจากกองเพลิง ไม่กล้าเสี่ยงเข็นบ่อน “กาสิโน” ลุยไฟ
กับภาวะ “ภูมิต้านทาน” ตกต่ำมาอยู่ในขีดอันตราย ในสภาพ “นายกฯคนลูก” อย่าง น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกฯ กำลังตกหล่ม ติด “บ่วงบาศถอดถอน” ในศาลรัฐธรรมนูญ
ลุ้น “รอด” หรือ “ร่วง” ในคดี “คลิปร้อน” ออดอ้อน “อังเคิลฮุน เซน” บอกทหารไทยเป็นฝ่ายตรงข้าม
ยึดตามตัวเลขเอกฉันท์ 9 ต่อ 0 รับไว้พิจารณา ประกอบกับมติเสียงข้างมาก 7 ต่อ 2 สั่ง “แพทองธาร” หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกฯ อัตราต่อรองในวงการเซียนการเมือง อ้างอิงอ๋องกฎหมาย
ราคาไหลไปอยู่ฝ่าย “ร่วง” แทงได้น้อยกว่าฝั่งเต็ง “รอด”
และตามจังหวะที่สอดรับกันเป็นคำตอบว่าหนักหนาสาหัสแค่ไหน โดยเงื่อนไขสถานการณ์ “เศรษฐกิจคับขัน” ที่ตีคู่ขนานมากับสภาวการณ์ “การเมืองตีบตัน” สภาพกดดันผู้นำรัฐบาลคนสุดท้องตระกูลชินวัตร บีบรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
ถึงจุดที่ “นายกฯตัวพ่อ” ต้องเสี่ยงกระโดดออกจากที่ “ซุ่มโป่ง” หลบคดี “วีไอพี ชั้น 14”
นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯในตำนาน จำใจยอมเสี่ยงคมหอก คมฉมวก ยั่วสหบาทา “อุ้มลูกสาว” ฝ่าวิบาก ฮึด ยื้อลากอำนาจทีมเพื่อไทย
ตามสไตล์โคตรเซียนการตลาด มุกเก่ง ตีปี๊บอีเวนต์ผ่านสื่อโครมคราม
ด้วยฟอร์มของ “นายใหญ่” ผู้เป็น “ศูนย์กลางจักรวาล” พลังอำนาจรัฐบาลผสมพรรคเพื่อไทย “ทักษิณ” โผล่มาทีต้องเป็นกระแสฮือฮา
เป้าหมายหลักคือเกมยึดพื้นที่ข่าวครองหน้าสื่อ
และก็ตามคาดหมาย “นายใหญ่” ใช้เวทีอีเวนต์ ตั้งใจมาเคลียร์ช็อตคลิปร้อนที่ “อิ๊งค์” พลาดท่าตกหล่ม “ฮุน เซน” กลายเป็น “หนูน้อยหมวกแดง” ที่ถูกจิ้งจอกเฒ่าเจ้าเล่ห์หลอกกัดเป็นแผลเหวอะหวะฉกรรจ์
“ทักษิณ” ยืนยันเป็นนัยป้องลูกสาวไม่ได้เดียงสา พลาดท่าโดยลำพัง หรือไปแอบทำโดยพลการ แต่มีมวยเก๋าของทีมเพื่อไทยประกบหลายคน
แต่ไม่คาดคิด มิตรรักที่หลงคบมานานจะตลบหลังกันได้
ที่แน่ๆจับทางได้ “ทักษิณ” อาการเหมือนรับสภาพ “อิ๊งค์” ไปต่อลำบาก แบไต๋ เปิดไพ่ในมือล่วงหน้า ดัน “ชัยเกษม นิติสิริ” แคนดิเดตนายกฯในบัญชีเพื่อไทยที่เหลือรับไม้ลุยไฟต่อ หรือไม่ก็ “ยุบสภา” ล้มกระดาน
แต่ทุกช็อตคือต้องมีพรรคเพื่อไทยอยู่ในสมการฝ่ายถืออำนาจ
ที่พลาดไม่ได้กับอารมณ์ลึกๆ “ทักษิณ” ยังคงมั่นอกมั่นใจในความเป็น “มิสเตอร์ไทยแลนด์” ฮีโร่ตลอดกาลที่คนไทยขาดเขาไม่ได้ แบบที่ประกาศตัวเองจำเป็นต้องเสือก เพราะถ้าไม่ ส.ท.ร.ใครจะกู้เศรษฐกิจโคตรยาก
ถ้าไม่บังเอิญ มาถึงวันนี้ ได้เกิดคำถามตามมามากมาย
ตามสภาพแบบที่เถียงไม่ออก ที่ผ่านมา 2 ปี รัฐบาลเพื่อไทยยังไม่เห็นทำอะไรได้เป็นชิ้นเป็นอัน อย่างที่ “นายใหญ่” คุยฟุ้งซี้ปึ้ก “ทรัมป์” ก็เห็นๆเพิ่งโดนเรียกเก็บภาษีแบบกระอัก
“ทักษิณ” ส.ท.ร.กับรัฐบาลลูกน้อง แอบหลังลูกสาวมาตลอด ไม่ยักมีอะไรดีขึ้น นอกจากคุยเขื่อง
หลงอยู่กับเรื่องเก่าๆ ขายแต่ความยิ่งใหญ่ในครั้งอดีต.
“ทีมการเมือง”
คลิกอ่านคอลัมน์ “วิเคราะห์การเมือง” เพิ่มเติม