ต้องเก็บกระสุนไว้ยามจำเป็น! ‘ศิริกัญญา‘ ขอปรับลดงบฯภาพรวมลงอีก 50,000 ล้าน

ต้องเก็บกระสุนไว้ยามจำเป็น! ‘ศิริกัญญา‘ ขอปรับลดงบฯภาพรวมลงอีก 50,000 ล้าน

ต้องเก็บกระสุนไว้ยามจำเป็น! ‘ศิริกัญญา‘ ขอปรับลดงบฯภาพรวมลงอีก 50,000 ล้าน

วันพุธ ที่ 13 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 11.31 น.

ต้องเก็บกระสุนไว้ยามจำเป็น! ‘ศิริกัญญา‘ ขอปรับลดงบฯภาพรวมลงอีก 50,000 ล้าน ชี้สงครามการค้า ทำชาติตกอยู่ในภาวะ ‘3 เสี่ยง’ ทั้งด้าน ‘รายได้-รายจ่าย-และหนี้สาธารณะ’ 

13 ส.ค. 68 เมื่อเวลา 10.00 น. ที่รัฐสภา ในการประชุมสภาผู้แทนราษฎร ที่มีนายวันมูหะมัดนอร์ มะทา ประธานสภาผู้แทนราษฎร ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณาร่างพระราชบัญญัติ(พ.ร.บ.)งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 วงเงิน3.78 ล้านล้านบาท วาระ 2 – 3 ที่คณะกรรมาธิการ (กมธ.) วิสามัญฯ พิจารณาเสร็จแล้วเป็นวันแรก โดย น.ส.ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะกมธ.ฯ อภิปรายว่า ตนขอสงวนความเห็นในมาตรา 4 งบประมาณในภาพรวม ขอให้มีการปรับลดเพิ่มอีก 50,000 ล้านบาท เหลือ 3.73 ล้านล้านบาทซึ่งไม่ใช่เรื่องปกติที่เราอยากตัดลดงบประมาณเพิ่ม ในยามที่ประเทศอาจจะกำลังเผชิญกับวิกฤตคู่ ทั้งด้านเศรษฐกิจและการประทะตามแนวชายแดน และหวังว่าวิกฤตินี้จะจบในเร็ววัน ไม่ยืดเยื้อไปถึงงบสมัยหน้า การขอปรับงบในครั้งนี้ เพื่อให้เก็บกระสุนไว้ใช้ในยามจำเป็น โดยตลอดการอภิปราย คงได้ฟังว่ามีการจัดงบประมาณใดบ้างที่ซ้ำซ้อน ไม่จำเป็น แพง และงบใดที่มีการต้องตัดลดรีดไขมันออกชะลอหรือเลื่อนออกไปก่อนต้องจัดลำดับความสำคัญกันใหม่  จากวิกฤตที่จะเกิดกับสงครามการค้าที่จะมาถึง ที่จะทำให้การคลังของประเทศตกอยู่ในภาวะ 3 เสี่ยงทั้งด้านรายได้รายจ่าย และหนี้สาธารณะ 

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวต่อว่า ยกตัวอย่างข้อมูลจากสภาพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมว่า แนวโน้มเศรษฐกิจในปี 2568 ถึง2569 ที่มีการคาดการณ์ว่าจีดีพี จะโตอยู่ที่ 2.8% แต่ล่าสุดในปลายปี 2569 เหลือเพียงแค่ 1.6% ซึ่งแม้เราจะทราบอัตราภาษีแล้ว แต่ไม่ได้หมายความว่าตัวเลขจะดีขึ้น เพราะหลายวิจัยปรับเพิ่มจีดีพีปี 2568 จริง แต่ไม่มีวิจัยฉบับไหนที่ปรับเพิ่มจีดีพีในปี 2569 ส่วนการประมาณการรายได้ ปี 69 ถ้าจีดีพีปรับลดลง การจัดเก็บรายได้ก็ลดลงด้วย จากการประมาณการของสถิติการคลัง จากนั้น ถ้าจีดีพีลดลง 1.7% จะทำให้รายได้ลดลง 1.45% แต่เศรษฐกิจที่จะเกิดขึ้นเรื่องสงครามการค้าจะส่งผลต่อทุกประเทศทั่วโลก รวมถึงราคาน้ำมันที่ปรับลดลงก็จะส่งผลด้วย  ซึ่งจะทำให้เราจัดเก็บภาษีเงินได้ปิโตรเลียม ภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าน้ำมันลดลง 0.7% แค่ 2 ปัจจัยนี้จะทำให้รัฐจัดเก็บรายได้พลาดเป้าอาจจะเกือบ 64,000 ล้านบาท นี่เป็นเรื่องใหม่ที่อาจจะเกิดขึ้นในปี 2569 มาจากความผันผวนทางเศรษฐกิจจากสงครามการค้า 

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวอีกว่า เรามีปัญหาการจัดเก็บรายได้เข้ารัฐบาลมาต่อเนื่องอย่างยาวนาน เราจะจัดเก็บภาษีได้15% ของจีดีพี ซึ่งต่ำกว่าหลายประเทศที่เป็นประเทศในกลุ่มเดียวกันกับเรา ปี 2567 รายได้ภาษีตกเป้าเกือบ 80,000 ล้านบาท แต่ท้ายที่สุดก็มีปตท. วายุภักษ์ และกองฉลาก ให้ปันผลได้เพิ่ม จะสังเกตได้ว่ารายได้จากรัฐวิสาหกิจเพิ่มขึ้น25.4% ถือเป็นเดอะแบกที่ทำให้เราสามารถปิดหีบปี 2567 ได้ เช่นเดียวกับในปี 2568 ใน 9 เดือนแรกรายได้ภาษีตกเป้าไป 6.8 หมื่นล้านบาท แม้ว่าจะมีการมีแผนปฏิรูปโครงสร้างภาษี ที่จะประกาศช่วงเดือนกันยายน ซึ่งขณะนี้ยังไม่เห็น ตนเองก็อยากทราบจากประธานกรรมาธิการเหมือนกัน ว่าจะมีแนวทางอย่างไร เพราะปัญหาเดิม ๆ ทั้งการจัดเก็บภาษีรถยนต์ที่มีแนวโน้มลดลงจากการที่คนใช้รถยนต์ไฟฟ้า หรือการจัดเก็บภาษียาสูบ ที่ใช้อัตราใหม่ และไม่สามารถเก็บได้เหมือนเดิมอีกต่อไป ถือเป็นความเสี่ยงสำคัญด้านรายได้ที่เราต้องเจอในปี 2569

น.ส.ศิริกัญญา กล่าวว่า ขณะที่ความเสี่ยงด้านรายจ่ายปี 69 จะต้องมีงบเพื่อฟื้นฟู พยุง และกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ไม่ได้มีการเตรียมการไว้งบกลางในการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังคงอยู่ที่ 25,000 ล้านบาทเท่าเดิม ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงหรือแปรเพิ่มเข้ามาในส่วนนี้ ทั้งที่ในปี 68 ที่ไม่มีวิกฤตดีกว่าเกือบ 200,000 ล้านบาท กองทุน FTA ช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบ ไม่ได้มีการปรับงบแต่อย่างใด และกองทุนส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศได้งบประมาณเพิ่มขึ้น 5 ล้านบาท ซึ่งแทบจะทำไม่ได้ในช่วงที่เกิดวิกฤต ถือเป็นความเสี่ยงด้านรายจ่ายที่จะทำให้เรากดดันให้เราไม่มีงบประมาณเหลือจ่ายไปใช้ในการฟื้นฟูเศรษฐกิจ ส่วนความเสี่ยงด้านหนี้สาธารณะ ขณะนี้กำลังจะชนเพดานอยู่แล้ว พื้นที่ทางการคลังของเราเหลือไม่มากแล้ว ปัจจุบันเหลือแค่ 64% ที่เราคิดว่าน่าจะพอไหว แต่สิ้นปีงบ 68 จะเหลือที่ 66% ส่วน ปี 69 ถ้ากู้ตามที่วางแผนไว้หนี้สาธารณะต่อจีดีพีจะขึ้นไปถึง 69% อันเนื่องมาจากว่าจีดีพีของเราที่กำลังถดถอยลงเรื่อย ๆ ทำให้สัดส่วนที่สาธารณะต่อจีดีพีกำลังจะชนเพดานในปี 2569 จึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเราต้องปรับงบประมาณในส่วนนี้ เพื่อไปเป็นส่วนสมทบในส่วนหน้า และต้องมีการขยายเพดานหนี้สาธารณะให้เกิน 70% ของจีดีพีและอาจจะต้องมีการออก พ.ร.บ. หรือพรก. เงินกู้เพื่อมาพยุงเศรษฐกิจในปี 2569  เพราะถ้าดูจากยอดปรับลดของ ปี69 ในการเกลี่ยงบประมาณใหม่ ไม่ได้เป็นไปตามนั้นเลย ตลอดการพิจารณาที่ผ่านมาปรับงบลดไปได้เพียง 8,900 ล้านบาท และถูกนำไปให้กับงบประมาณที่ควรจะขอมาตั้งแต่เริ่ม ไม่ว่าจะเป็นการใช้หนี้ให้กับรถไฟฟ้าสายสีส้ม การจัดประชุม World Bank IMF  เงินประกันสังคม ซึ่งเป็นเงินที่ควรเตรียมไว้ล่วงหน้าแล้ว 

“ซึ่งงบ ปี 69 ดูไม่รู้สึกรู้สาเหตุเลยว่ามีวิกฤตรออยู่ ต่างจากช่วงวิกฤต โควิด-19 ที่งบเคยไปถึงกว่า 30,000 ล้านบาทดิฉันไม่อยากปรับลดงบประมาณในช่วงที่เกิดวิกฤตเศรษฐกิจ แต่เราจำเป็นที่จะต้องเก็บกระสุน ถ้าการจัดงบประมาณในครั้งนี้ ไม่ได้ตอบโจทย์เพื่อช่วยให้ประเทศรอดพ้นจากสงครามการค้าได้ เราต้องปรับลดงบประมาณในครั้งนี้ เพื่อเก็บพื้นที่ทางการคลังเอาไว้ใช้เมื่อเกิดวิกฤตจริง“ น.ส.ศิริกัญญา กล่าว

Leave a comment