
‘รมช.ศธ.’แจงสว. โรงเรียนแนวชายแดนไทย-กัมพูชา เปิดการสอน-ปิดศูนย์พักพิงแล้ว
วันจันทร์ ที่ 18 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 15.39 น.
‘รมช.ศึกษาธิการ’แจงสว.‘โรงเรียนตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชา’เปิดการสอน-ปิดศูนย์พักพิงแล้ว ยันพร้อมรับมือสถานการณ์ไม่คาดฝันทุกมิติ เปิดคอร์สเรียนเสริม-ปรับระบบการเรียนให้ตอบสนองผู้เรียน เยียวยาจิตใจครู-นักเรียน
18 สิงหาคม 2568 ที่รัฐสภา ในการประชุมวุฒิสภา มีพล.อ.เกรียงไกร ศรีรักษ์ รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ทำหน้าที่ประธานการประชุม พิจารณากระทู้ถามของนายปริญญา วงษ์เชิดขวัญ สมาชิกวุฒิสภา(สว.) สอบถามรมว.ศึกษาธิการเรื่อง แนวทางการจัดการศึกษาให้กับนักเรียนในพื้นที่อพยพจากปัญหาภัยการสู้รบไทย – กัมพูชา และนโยบายในอนาคต หากเกิดเหตุการณ์วิกฤตที่ผู้เรียนไม่สามารถเข้าเรียนได้ปกติรวมถึงแผนดูแลนักเรียนหลังจากการสู้รบจบลง
น.ส.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รมช.ศึกษาธิการ ชี้แจงกระทู้แทน รมว.ศึกษาธิการว่า สถานการณ์แนวชายแดนไทย-กัมพูชา จำนวน 7 จังหวัด มี 4 จังหวัดที่สถานการณ์มีความเข้มข้น แต่ได้เข้าสู่สถานการณ์ปกติแล้ว ทำให้วันนี้มีการเปิดการเรียนการสอนทุกแห่ง รวมถึงปิดศูนย์พักพิงในทุกพื้นที่ แต่ก็เตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ที่ไม่คาดฝันในทุกมิติสำหรับแผนแนวทางการปฏิบัตินั้น เรายืนยันว่ามีรองรับอยู่แล้ว ทั้งในกรณีภัยสงคราม และภัยพิบัติ จะมีการปรับปรุงรายวิชาหลัก และรายวิชาบูรณาการ มุ่งไปที่การพัฒนาทักษะชีวิต กำหนดการบ้านที่จำเป็น เพื่อนำมาเป็นเครื่องมือในการเทียบผลคะแนน และยืดหยุ่นการเรียนการสอน ให้ความสำคัญในรูปแบบอื่น ๆ เข้ามาจัดการเรียนการสอน เพราะเคยผ่านสถานการณ์โควิด-19 มาแล้ว ทั้งการเรียนออนไลน์ การเรียนในห้องเรียน และการเรียนตามความต้องการของตนเอง รวมถึงการชดเชยเวลาเรียนด้วยในกรณีที่มีความจำเป็นด้วย
รมช.ศึกษาธิการ กล่าวต่อว่า ในส่วนข้อกังวลสำหรับนักเรียนมัธยมศึกษาตอนปลาย ที่เตรียมเลือกเข้าสู่มหาวิทยาลัยนั้น ได้จัดการส่งเสริมการเรียนการสอนหลายรูปแบบ และยังได้ยื่น Portfolio กิจกรรมที่เด็กได้เข้าไปมีส่วนในศูนย์พักพิงต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็น ทั้งการเป็นจิตอาสา และการช่วยเหลือบุคคลอื่น อย่างไรก็ตามถึงแม้สถานการณ์ชายแดนจะเริ่มสงบลง มีโรงเรียนเปิดตามปกติ แต่กระทรวงศึกษาธิการได้เตรียมมาตรการเยียวยาจิตใจครู ฟื้นฟูใจเด็กจากเหตุปะทะในครั้งนี้ โดยร่วมกับกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่จะเข้าไปในพื้นที่ ดูแล และสำรวจจิตใจ เพื่อฟื้นฟูจิตใจให้นักเรียนกลับมาสู่สภาวะปกติมากขึ้น เพื่อป้องกันสภาวะสุ่มเสี่ยงความซึมเศร้าในอนาคต
รมช.ศึกษาธิการ กล่าวด้วยว่า ส่วนข้อกังวลเด็กจะหลุดออกจากระบบการศึกษาหรือไม่นั้น เป็นหน้าที่ของกรมส่งเสริมการเรียนรู้ กระทรวงศึกษาธิการ ที่ขณะนี้ กระทรวงศึกษาธิการ กำลังดำเนินการอยู่ ซึ่งจากสถานการณ์โควิด-19 ที่ผ่านมา ยอมรับว่า มีเด็กหลุดออกจากระบบการศึกษาจำนวนมาก แต่หลังจากนั้นมีการติดตาม จนล่าสุดเหลือยอดผู้หลุดออกจากระบบการศึกษาราว 900,000 ราย