‘กต.’ย้ำคลิปทหารเขมรลอบวางทุ่นระเบิดเป็นหลักฐานชั้นดีในการฟ้องภาคีออตตาวา

'กต.'ย้ำคลิปทหารเขมรลอบวางทุ่นระเบิดเป็นหลักฐานชั้นดีในการฟ้องภาคีออตตาวา

‘กต.’ย้ำคลิปทหารเขมรลอบวางทุ่นระเบิดเป็นหลักฐานชั้นดีในการฟ้องภาคีออตตาวา

วันพุธ ที่ 20 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 19.38 น.

‘กต.’อัปเดตสถานการณ์ไทย-กัมพูชา เรียกร้องเขมรหยุดบิดเบือนข้อเท็จจริง ย้ำคลิปลอบวางทุ่นระเบิดเป็นหลักฐานชั้นดีในการฟ้องภาคีออตตาวา

เมื่อวันที่ 20 ส.ค.2568 นายนิกรเดช พลางกูร อธิบดีกรมสารนิเทศและโฆษกกระทรวงการต่างประเทศ แถลงอัปเดตสถานการณ์ไทย -กัมพูชา ว่า ตามที่คณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว (IOT) ได้ลงพื้นที่ ซึ่งเป็นการลงพื้นที่วันนี้ (20 ส.ค.)นี้เป็นวันสุดท้ายของการลงพื้นที่ของคณะผู้สังเกตการณ์ชั่วคราว ซึ่งได้ เดินทางลงพื้นที่ จ. อุบลราชธานี  จ. ศรีสะเกษ และ จ. สุรินทร์ ตั้งแต่วันที่ 18 สิงหาคม ที่ผ่านมา โดยคณะ IOT ประกอบไปด้วยผู้ช่วยทูตฝ่ายทหารจาก 8 ประเทศ ประกอบไปด้วย ประเทศมาเลเซีย, บรูไน, สปป.ลาว, อินโดนีเซีย, เมียนมา, ฟิลิปปินส์, สิงคโปร์ และเวียดนาม โดยทางกองทัพได้จัดกำหนดการที่ครอบคลุมเพื่อให้คณะได้ทราบข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการละเมิดข้อตกลงหยุดยิงของกัมพูชา 

การขัดขวางการปฎิบัติการเก็บกู้ทุนระเบิดของศูนย์ปฏิบัติการทุ่นระเบิดแห่งชาติ ในห้วง 3 วันที่คณะ IOT ได้เดินทางไปสังเกตการณ์พื้นที่ช่องอาม้า ฐานกฤษณา และ ช่องจุ๊บตาโมก เพื่อสำรวจพื้นที่ที่ทางทหารไทยเหยียบกับระเบิดและได้ชมการปฎิบัติงานของหน่วยปฏิบัติการทุ่นระเบิดเพื่อนุษยธรรม ที่ฐานปราบศึก และยังได้เดินทางไปยังผามออีแดง จ. ศรีสะเกษ ซึ่งเป็นหนึ่งในแนวปะทะที่สำคัญ  นอกจากนี้ เมื่อเช้าวันนี้ คณะ IOT ยังได้เดินทางไปตรวจเยี่ยมสถานที่ควบคุมตัวเชลยศึกกัมพูชา จำนวน 18 คน รวมถึงสำรวจโรงพยาบาลพนมดงรัก ที่ได้รับผลกระทบจากการโจมตีอย่างไม่เลือกเป้าหมายของฝ่ายกัมพูชา สำหรับการลงพื้นที่บริเวณช่องอานม้า ทราบว่ามีเหตุการณ์ทหารกัมพูชาพยายามขัดขวางการสังเกตการณ์ของคณะ IOTและสื่อมวลชน ซึ่งฝ่ายไทยขอแสดงความผิดหวังอย่างยิ่งต่อการสร้างสถานการณ์ดังกล่าว ซึ่งสะท้อนถึงความไม่จริงใจของฝ่ายกัมพูชา ในการไม่ปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยื่น ฝ่ายไทยหวังเป็นอย่างยิ่งว่าการลงพื้นที่ครั้งนี้ จะทำให้คณะ IOTได้เห็นหลักฐานเชิงประจักษ์ด้วยตาตัวเองที่ไม่มีการจัดฉาก ซึ่งแสดงให้เห็นความโปร่งใสและความจริงใจของฝ่ายไทยในการปฏิบัติตามข้อตกลงหยุดยิงอย่างเคร่งครัด ต่างจากฝ่ายกัมพูชาที่พยายามจัดฉากเหตุการณ์และปล่อยข่าวบิดเบือนต่างๆออกมาอย่างต่อเนื่อง 

นายนิกรเดช ได้อัพเดทการดำเนินการ ในกลไกทวิภาคี และพหุภาคี  ว่า ตนขอยืนยันว่า ประเทศไทย ยังคงมุ่งมั่นที่จะแก้ไขปัญหากับกัมพูชาโดยสันติ ผ่านกลไกทวิภาคีที่มีอยู่  ได้แก่กลไก อาร์บีซี  จีบีซี และ เจบีซี ล่าสุดเมื่อวันที่ 15-16 สิงหาคม ที่ผ่านมา กองบัญชาการป้องกันชายแดน จ. จันทบุรี และ จ.ตราด ของไทย และภูมิภาคทหารที่3 ของกัมพูชา ได้จัดประชุมอาร์บีซีสมัยวิสามัญ ที่ จ. ตราด แต่เป็นที่น่าเสียดายที่ฝ่ายกัมพูชา ยังคงบ่ายเบี่ยงไม่ตอบรับที่จะหารือ 2 ประเด็นสำคัญ ที่เป็นข้อเสนอของฝ่ายไทย  คือ 1. การเก็บกู้ทุ่นระเบิด และ  2. การปราบปราม ออนไลน์สแกม  อย่างไรก็ดี ไทยยังคงพร้อมที่จะเข้าร่วมการประชุมต่างๆในกรอบ อาบีซี ที่กำลังจะเกิดขึ้นตลอดช่วงสัปดาห์นี้ และสัปดาห์หน้าอีก 3 รายการ  และ ในกรอบ จีบีซี ในเดือนหน้า โดยไทยจะยังคงผลักดันความร่วมมือการเก็บคู่ระเบิด ซึ่งเป็นประเด็นเร่งด่วนอย่างต่อเนื่อง และหวังว่าฝ่ายกัมพูชาจะเข้าร่วมการหารือในกรอบดังกล่าวด้วยความจริงใจและสุจริตใจเช่นเดียวกัน 

ในส่วนของการดำเนินการในกรอบพหุภาคี ในเรื่องการรอบวางทุระเบิดสังหารบุคคลของฝ่ายกัมพูชา รัฐบาลไทยก็ทำเต็มที่และทำอย่างต่อเนื่องมาโดยตลอด โดยมีหนังสือถึงประธานการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาออสตาวา ครั้งที่ 22 (ญี่ปุ่น) รวมแล้วทั้งสิ้น 4 ฉบับ นับตั้งแต่ทหารไทยประสบเหตุเหยียบกับระเบิดครั้งแรก เมื่อวันที่ 16 ก.ค.2568 ต่อมาเมื่อวันที่ 30 ก.ค.2568 เอกอัครราชทูตผู้แทนถาวรไทย ประจำสหประชาชาติ ที่นครเจนีวา ได้เข้าร่วมการประชุมเพื่อชี้แจงข้อเท็จจริงและรายละเอียดเกี่ยวกับการละเมิดอนุสัญญาออสาวาของกัมพูชา ต่อคณะกรรมการปฏิบัติตามอนุสัญญา และจะเข้าพบหารือกับคณะกรรมการอีกครั้งหนึ่ง ในวันที่ 22 สิงหาคม 2568 นี้ เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงและหลักฐานเพิ่มเติมของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด เพื่อเรียกร้องให้กัมพูชายุตติการละเมิดพันธกรณีและแสดงความรับผิดชอบในฐานะรัฐภาคีอนุสัญญา  

นายนิกรเดช กล่าวอีกว่า ล่าสุด ตามที่กองทัพได้ออกมาเผยแพร่คลิปวิดีโอ เมื่อเช้าวันนี้(20ส.ค.) และภาพถ่ายทหารกัมพูชากำลังวางทุ่นระเบิดในไทย ขอให้พี่น้องประชาชนมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ตรวจสอบทั้งหมดจะถูกนำไปประกอบเป็นหลักฐานฟ้องกัมพูชาได้อย่างดี ในกรอบอนุสัญญาออสตาวา ที่กระทรวงการต่างประเทศ กำลังดำเนินการอยู่ เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงและหลักฐานเพิ่มเติมของเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นทั้งหมด  

ประเทศไทยเห็นว่าบทบาทที่สร้างสรรค์และความมุ่งมั่นในการกวาดล้างทุ่นระเบิดในอดีตที่กัมพูชากล่าวอ้าง ไม่ได้เป็นเครื่องประกันว่ากัมพูชาจะไม่ใช้ทุ่นระเบิดสังหารบุคคลอีกในปัจจุบันและในอนาคต ดังจะเห็นได้จากพฤติการณ์และหลักฐานที่ชัดเจนในการลักลอบเข้ามาวางทุ่นระเบิดในแผ่นดินไทย แสดงถึงความไม่จริงใจของกัมพูชา ซึ่งเป็นที่น่าผิดหวังอย่างยิ่ง

3.การบิดเบือนข้อมูลข่าวสารของกัมพูชา รวมถึงกรณีพื้นที่บริเวณบ้านหนองจาน จ. สระแก้ว เราคงเห็นการบิดเบือนข้อมูลข่าวสารและการนำเสนอข่าวปลอมของฝ่ายกัมพูชาอย่างต่อเนื่อง จึงขอให้พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนใช้วิจารณญาณในการรับข้อมูลข่าวสารต่างๆอย่างรอบคอบ เพื่อป้องกันการเข้าใจผิด 

ตัวอย่างล่าสุดในครั้งนี้ คือการกล่าวหาว่าฝ่ายไทยวางลวดหนามในพื้นที่อธิปไตยของกัมพูชา บริเวณบ้านหนองจาน จ. สระแก้ว ซึ่งกองทัพบกได้ออกมาชี้แจง และกระทรวงการต่างประเทศ ได้ออกแถลงการณ์ในเรื่องนี้ด้วยแล้วเช่นกัน อย่างไรก็ดีต้นขอใช้โอกาสนี้สร้างความเข้าใจที่ถูกต้องครั้งหนึ่ง ว่าพื้นที่บ้านหนองจาน  จ. สระแก้ว เดิมเคยเป็นพื้นที่พักพิงชั่วคราวของชาวกัมพูชาที่หนีภัยการสู้รบในอดีตเข้ามาในประเทศไทย และต่อมาฝ่ายกัมพูชาได้ขยายชุมชนออกไปถือเป็นการละเมิดบันทึกความเข้าใจ MOU 2543 โดยฝ่ายไทยได้คัดค้านและดำเนินการประท้วงการ นำเข้ามาในพื้นที่ของไทยมาโดยตลอด ประเทศไทยได้แสดงความอดกลั้นอย่างสูงสุดมาเป็นเวลาหลายปี และยึดมั่นในการดำเนินการอย่างสร้างสรรค์ในฐานะประเทศเพื่อนบ้านที่ดี แต่ฝ่ายกัมพูชากลับอาศัยประโยชน์จากการให้ความช่วยเหลือชาวกัมพูชากลุ่มนี้ของไทยในอดีต โดยใช้ประชาชนของตนมารุกล้ำดินแดนไทยอย่างไม่ชอบทำ อย่างผิดกฎหมาย แล้วถือเป็นการยั่วยุให้เกิดความตึงเครียด ซึ่งเป็นการกระทำที่ไม่เพียงแต่ขาดความจริงใจและยังสะท้อนถึงเจตณาร้ายที่แท้จริงของฝ่ายกัมพูชา 

ทั้งนี้ การวางลวดหนามในเขตไทยนั้นเป็นไปเพื่อปกป้องอธิปไตยของไทย เพื่อคุ้มครองความปลอดภัยของประชาชน เพื่อป้องกันมิให้มีการล่วงล้ำเพิ่มเติมจากฝ่ายกัมพูชา และเพื่อป้องกันการเข้ามาวางทุ่นระเบิดโดยใฝ่กัมพูชา ซึ่งการดำเนินการดังกล่าวไม่ขัดต่อข้อตกลงจากการประชุม จีบีซี ที่ผ่านมา ที่ทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะละเว้นการก่อสร้างหรือพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานทางทหาร หรือเสริมความมั่นคงของที่ตั้งทางทหารล้ำออกไปในนอกเขตฝ่ายของตน 

การนี้ ฝ่ายไทยขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชายุตติการบิดเบือนข้อเท็จจริง พร้อมแสดงความจริงใจและสุจริตใจในการแก้ไขความตึงเครียดโดยสันติวิธี  และเพื่อไม่ให้ความขัดแย้งดังกล่าวฝั่งรากลึกลงในจิตใจของประชาชนของทั้งสองฝ่าย

Leave a comment