
คลี่มติ‘ศาลรธน.’ วินิจฉัยชัดๆ‘อิ๊งค์’ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
วันเสาร์ ที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2568, 08.35 น.
คลี่มติ‘ศาลรธน.’ วินิจฉัยชัดๆ‘อิ๊งค์’ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
30 สิงหาคม 2568 นายวัส ติงสมิตร นักวิชาการอิสระ อดีตผู้พิพากษาอาวุโสในศาลฎีกา และอดีตประธานกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ (กสม.) โพสต์ข้อความลงบนเฟซบุ๊ก ระบุว่า…
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้นายกแพทองธารพ้นจากตำแหน่ง
ในที่สุด วันแห่งประวัติศาสตร์การเมืองไทย คือวันที่ 29 สิงหาคม 2568 ก็เดินทางมาถึง หลังจากนี้อีกไม่กี่ชั่วโมง ก็จะผ่านพ้นไป อีกไม่กี่สิบปีข้างหน้า ผู้คนในสังคมไทยก็ค่อยๆ ลืมเลือนวันนี้ไป คงเหลือไว้แต่ความดีและความชั่วให้ผู้คนได้จดจำ
ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยด้วยมติ 6:3 ว่า นายกแพทองธารเห็นแก่ประโยชน์ส่วนตน ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ความเป็นรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัวตั้งแต่วันที่ศาลรัฐธรรมนูญมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี คือ วันที่ 1 กรกฎาคม 2568
รัฐมนตรีทั้งคณะต้องพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ แต่ต้องอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ เว้นแต่นายกแพทองธารจะอยู่ปฏิบัติหน้าที่ต่อไปไม่ได้ (ต้องห้ามตามาตรา 168 (1) ตอนท้าย)
ผู้เขียนมีข้อสังเกตและความเห็นต่อคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญดังนี้
1) หากอ่านคำวินิจฉัยคดีนี้ให้ละเอียดจะพบว่า
ตุลาการทั้ง 9 เห็นว่า แพทองธารฝ่าฝืนมาตรฐานจริยธรรม โดย 6 เสียงเห็นว่า ฝ่าฝืนอย่างร้ายแรง ส่วนอีก 3 เสียงเห็นว่า ฝ่าฝืนไม่ร้ายแรง
ในฝ่ายตุลาการเสียงข้างมาก 6 เสียง มี 4 เสียงเห็นว่า แพทองธารขาดทั้งความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ และฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรง ขณะที่อีก 2 เสียงเห็นว่า ฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอย่างเดียว ไม่ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์
2) ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยในตอนท้ายว่า การกระทำของแพทองธารที่ขอความเห็นใจจากสมเด็จฮุน เซน ไม่ใช่เทคนิคการเจรจาตามที่กล่าวอ้าง แต่เป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยขาดความรอบคอบและระมัดระวัง
เมื่อแพทองธารมีประโยชน์ส่วนตนคือคะแนนนิยมและเสถียรภาพของรัฐบาลเข้ามาเกี่ยวข้องกับการปฏิบัติหน้าที่ แพทองธารกลับไม่คำนึงถึงและยึดถือผลประโยชน์ของประเทศชาติเป็นที่ตั้ง
การกระทำดังกล่าวเป็นการลดทอนหรือทำให้เสียหายซึ่งเกียรติภูมิและเกียรติของนายกรัฐมนตรีและประเทศไทย ทำให้ประชาชนขาดความภาคภูมิใจและความไว้วางใจในนายกรัฐมนตรีซึ่งเป็นผู้นำของประเทศ มีลักษณะเป็นการไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ และถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเหนือกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ
ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่า แพทองธารฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงหลายข้อ เช่น ข้อ 6 (ไม่พิทักษ์รักษาไว้ซึ่งเกียรติภูมิและผลประโยชน์ของชาติ) ข้อ 7 (ถือเอาประโยชน์ส่วนตัวเหนือกว่าประโยชน์ของประเทศชาติ) และข้อ 8 (ไม่ปฏิบัติหน้าที่ด้วยความซื่อสัตย์สุจริต)
เมื่อวินิจฉัยเช่นนี้ จึงต้องถือว่า แพทองธารขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 160 (4) อยู่ในตัว จะกลายเป็นฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงตามมาตรา 160 (5) อย่างเดียว โดยไม่ขาดความซื่อสัตย์สุจริตเป็นที่ประจักษ์ตามความเห็นของตุลาการ 2 เสียง ได้อย่างไร
วัส ติงสมิตร
นักวิชาการอิสระ
