
‘ศรีสุวรรณ’ ร้อง ป.ป.ช.เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง ‘ภูมิธรรม’ เหตุทูลเกล้าฯ ยุบสภาโดยไม่มีอำนาจ
วันพุธ ที่ 3 กันยายน พ.ศ. 2568, 18.13 น.
“ศรีสุวรรณ” ร้อง ป.ป.ช.เอาผิดจริยธรรมร้ายแรง “ภูมิธรรม” เหตุทูลเกล้าฯ ยุบสภาโดยไม่มีอำนาจ
วันที่ 3 กันยายน 2568 ที่สำนักงานคณะกรรม การป้องกันการทุจริต(ป.ป.ช.) นายศรีสุวรรณ จรรยา ผู้นำองค์กรรักชาติ รักแผ่นดิน ได้เดินทางด่วนมายื่นคำร้องต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) เพื่อขอให้ไต่สวนสอบ สวนนายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมน ตรี ที่ออกมาแถลงยอมรับว่าได้ยื่นพระราชกฤษฎีกาทูลเกล้าฯยุบสภาไปตั้งแต่เมื่อวาน (2 ก.ย.) ทั้งๆที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งเข้าข่ายฝ่าฝืนรัฐธรรมนูญและฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่าง ร้ายแรงหรือไม่ และส่งเรื่องไปยังศาลฎีกาหรือศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง เพื่อพิจารณาเอาผิดการกระทำดังกล่าวว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญและกฎหมายหรือไม่ต่อไป
นายศรีสุวรรณ กล่าวว่า หลังจากศาลรัฐธรรมนูญได้วินิจฉัยว่า น.ส.แพทองธาร ชินวัตร นายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงเฉพาะตัว นับแต่วันที่ศาลสั่งหยุดปฏิบัติหน้าที่ 1 ก.ค.2568 และเมื่อความเป็นรัฐมนตรีของนายกรัฐมนตรีสิ้นสุดลงแล้ว ครม.ต้องพ้นจากตำแหน่งทั้งคณะ จากนั้นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร และพรรคการเมืองต่างๆ จึงได้มีความพยายามยามที่จะดำเนินการรวมตัวกันเพื่อสนับสนุนบุคคล ซึ่งพรรคการ เมืองมีมติว่าจะเสนอให้สภาผู้แทนราษฎรเพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบแต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามมาตรา 88 ของรัฐธรรมนูญ 2560 และสำนักงานเลขาธิ การสภาผู้แทนฯ ก็ได้กำหนดวันที่จะประชุมสภาเพื่อเลือกนายกรัฐมนตรีคนใหม่แล้ว
“การที่พรรคประชาชนที่มีจำนวน ส.ส.มากที่สุดในสภาฯ ไม่สนับสนุนพรรคเพื่อไทย ทำให้นายภูมิธรรมเลือกที่จะทูลเกล้าฯขอยุบสภาผู้แทนฯ ทั้งๆที่สภาผู้แทนมิได้มีความผิดใดๆ และการเลือกตั้งใหม่โดยที่ยังไม่ครบวาระจะทำให้ต้องสูญเสียเงินภาษีประชาชนไปในการจัดการเลือกตั้งหลายพันล้านบาท เพียงเพื่อให้พรรคพวกตนเองยังคงมีอำนาจในการรักษาการรัฐบาลต่อไปเท่านั้น ซึ่งการไม่สามารถใช้อำนาจยุบสภาได้นั้น มีนักวิชาการ ผู้รู้ อดีตผู้พิพากษา ตุลาการ รวมทั้งเลขาธิ การกฤษฎีการได้ออกมายืนยันมากมายว่าทำไม่ได้ แต่ก็ยังฝ่าฝืนที่จะกระทำ พฤติกรรมดังกล่าว นอกจากจะเป็นการปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบตาม ป.อ.มาตรา 157 และขัดต่อมาตรา 3 และมาตรา 6 ของรัฐธรรมนูญ 2560 แล้ว ยังถือได้ว่าเป็นการกระทำที่อาจเป็นที่ระคายเคืองเบื้องพระยุคลบาทได้ รวมทั้งเป็นการฝ่าฝืนมาตรฐานทางจริยธรรมอย่างร้ายแรงอีกด้วย” นายศรีสุวรรณ กล่าว