
‘รุ่งเรือง’ ขอทำหน้าที่ให้คุ้มค่าภาษีประชาชน ด้าน ‘อ้น ทิพานัน’ เล็งผลักดัน ‘กม.เด็ก’
วันพุธ ที่ 10 กันยายน พ.ศ. 2568, 11.39 น.
‘รุ่งเรือง’ ขอทำหน้าที่ให้คุ้มค่าภาษีประชาชน เน้นตรวจสอบถ่วงดุล ด้าน ‘อ้น ทิพานัน’ เล็งผลักดัน ‘กม.เด็ก’ รากฐานสำคัญที่จะเติบโตเป็นกำลังหลักพัฒนาชาติ
วันที่ 10 กันยายน 2568 ที่รัฐสภา นายรุ่งเรือง ทิพยศิริ สส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และน.ส.ทิพานัน ศิริชนะ สส.บัญชีรายชื่อ พรรครวมไทยสร้างชาติ เข้ารายงานตัวต่อสำนักงานเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร โดยมี น.ส.ศุภพรรัตน์ สุขพุ่ม รองเลขาธิการสภาผู้แทนราษฎร และน.ส.ปิยะธิดา อินทวารี ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานกลาง ให้การต้อนรับ
โดยนายรุ่งเรือง กล่าวภายหลังการรายงานตัวว่า รู้สึกดีใจที่ได้กลับมาทำหน้าที่ สส. อีกครั้งในรอบ 20 ปี หลังจากเคยดำรงตำแหน่งเมื่อปี 2544 ก่อนจะถูกคดีทางการเมืองทำให้ห่างหายจากเวทีการเมืองกว่า 10 ปี โดยครั้งนี้จะทำหน้าที่ในฐานะฝ่ายค้าน มุ่งติดตามและตรวจสอบนโยบายที่รัฐบาลใหม่จะแถลงต่อรัฐสภา พร้อมทั้งเตรียมแสดงความคิดเห็นด้านเศรษฐกิจและกฎหมายที่จะเข้าสู่การพิจารณา
เมื่อถามถึงเงื่อนไขที่รัฐบาลอาจยุบสภาภายใน 4 เดือน นายรุ่งเรือง กล่าวว่า เป็นอำนาจฝ่ายบริหาร ตนจะทำงานอย่างเต็มที่ตามโอกาสที่มี พร้อมย้ำว่าจะทำหน้าที่ให้คุ้มค่ากับเงินภาษีประชาชน โดยเน้นบทบาทการตรวจสอบถ่วงดุล เสนอแนะแนวทางที่เป็นประโยชน์ และพร้อมร่วมงานในคณะกรรมาธิการ โดยเฉพาะด้านเศรษฐกิจและการเงิน ซึ่งตนเคยทำรายงานเศรษฐกิจรายไตรมาสเสนอต่อรัฐบาลมาก่อน และยืนยันว่าจะทำหน้าที่อย่างสุดความสามารถหากได้รับโอกาส
ด้านน.ส.ทิพานัน กล่าวว่า การเป็นสส. ถือเป็นเกียรติและเป็นอีกก้าวหนึ่งของชีวิต เพราะ สส. คือผู้แทนประชาชนที่มีหน้าที่ทำงานด้านนิติบัญญัติ ซึ่งเป็นหนึ่งใน 3 เสาหลักสำคัญของประเทศ การออกกฎหมายที่ถูกต้องและการบังคับใช้อย่างจริงจัง จะช่วยขับเคลื่อนคุณภาพชีวิตของประชาชนและการพัฒนาประเทศได้อย่างยั่งยืน สำหรับประเด็นที่สนใจเป็นพิเศษ คือ กฎหมายด้านเด็กและเยาวชน รวมถึงกฎหมายด้านสิ่งแวดล้อม เนื่องจากทั้งสองเรื่องมีผลต่ออนาคตของประเทศ โดยเด็กคือรากฐานสำคัญที่จะเติบโตเป็นกำลังหลักพัฒนาชาติ ขณะที่สิ่งแวดล้อม เช่น ดิน น้ำและอากาศ ล้วนส่งผลโดยตรงต่อสุขภาพของประชาชนในทุกช่วงวัย โดยย้ำว่า ต้องทำให้กฎหมายเหล่านี้ทันสมัยใช้ได้จริง และเกิดประโยชน์สูงสุดต่อสังคม โดยเฉพาะการส่งเสริมและคุ้มครองเด็กในฐานะอนาคตของชาติ