
เปิดภาพ‘ทักษิณ’ รถราชทัณฑ์มุ่งหน้าเข้าเรือนจำคลองเปรม
วันอังคาร ที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2568, 17.43 น.
ราชทัณฑ์ย้าย‘ทักษิณ’จากเรือนจำพิเศษกรุงเทพฯ เข้าเรือนจำกลาง‘คลองเปรม’คุมขังเรือนจำความมั่นคงสูง ‘ทักษิณ’อมยิ้ม พร้อมโชว์ยกนิ้วโป้งให้สื่อบันทึกภาพ อุบตอบทุกคำถาม
เมื่อเวลา 17.10 น. วันที่ 9 ก.ย.68 ที่เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ถนนงามวงศ์ วาน แขวงลาดยาว เขตจตุจักร กทม. ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ได้มีขบวนรถตู้เรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร สีขาว จำนวน 3 คัน คันแรก ทะเบียน 1 นฉ 1576 กรุงเทพมหานคร คันที่สอง ทะเบียน 1 นง 7412 กรุงเทพมหานคร และคันที่สาม ทะเบียน 1 นฉ 1977 โดยทั้งหมดได้เคลื่อนขบวนมุ่งหน้าไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม ซึ่งผู้สื่อข่าวได้พยายามเจาะจงไปที่รถตู้คันที่สอง ทะเบียน 1 นง 7412 กรุงเทพมหานคร เนื่องจากเป็นรถตู้คันที่นายทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี นั่งกลับมายังเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหา นครในช่วงกลางวัน ปรากฏว่าผู้สื่อข่าวได้พยายามวิ่งติดตามรถตู้คันดังกล่าวเพราะเห็นว่ามีการเปิดกระจก และเห็นเป็นนายทักษิณ ชินวัตร นั่งติดข้างกระจก สวมเสื้อสีฟ้า กางเกงขาสั้นสีดำ ของเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นสีเสื้อสำหรับผู้ต้องขังเด็ดขาดที่ศาลมีคำพิพากษาถึงที่สุดแล้ว
โดยเมื่อเห็นเช่นนั้นผู้สื่อข่าวจึงได้พยายามตะโกนสอบถามนายทักษิณว่า “มีอะไรอยากจะพูดกับสังคมหรือไม่” ปรากฏว่านายทักษิณไม่ได้ตอบคำถาม แต่หันมามองผู้สื่อข่าว พร้อมมีรอยยิ้มเล็กน้อยบนใบหน้า และเมื่อถามต่อว่ามีอะไรอยากจะบอกกับคนไทยหรือไม่ รวมทั้งเมื่อถามต่อว่าตอนนี้มีกำลังใจดีหรือไม่ ปรากฏว่านายทักษิณไม่ได้ตอบคำถามเช่นเดียวกัน แต่มีการยกนิ้วโป้งข้างขวาขึ้นให้ผู้สื่อข่าวบันทึกภาพ พร้อมอมยิ้มเล็กเล็กน้อย จากนั้นขบวนรถได้รีบเคลื่อนตัวมุ่งหน้าไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม ทำให้ผู้สื่อข่าวต้องยุติการวิ่งติดตามสัมภาษณ์ นอกจากนี้ ยังมีรถตู้ ยี่ห้อ Mercedes-Benz สีเทา ทะเบียน 7 กอ 559 กรุงเทพมหานคร ซึ่งเป็นรถของครอบครัวตระกูลชินวัตร ได้ขับติดตามไปห่าง ๆ
ทั้งนี้ ผู้สื่อข่าวรายงานเพิ่มเติมว่า การย้ายตัวนายทักษิณชินวัตรจากเรือนจำพิเศษกรุงเทพมหานครไปยังเรือนจำกลางคลองเปรม โดยไม่ได้เลี้ยวเข้าทัณฑสถานโรงพยาบาลราชทัณฑ์อย่างที่สื่อมวลชนเข้าใจนั้น เนื่องมาจากว่าเรือนจำกลางคลองเปรมถือเป็นเรือนจำความมั่นคงสูงสุด 1 ใน 5 แห่งของประเทศไทย สำหรับนักโทษเด็ดขาด (คดีถึงที่สุดแล้ว) ส่วนจะมีความคืบหน้าอย่างไรนั้น รอทางกรมราชทัณฑ์ชี้แจงอีกครั้ง







