
‘อัษฎางค์’ หนุนแนวคิด ‘อนุทิน’ ขยายอายุเกษียณเป็น 65 ปี ชี้สอดคล้องเทรนด์โลก
วันจันทร์ ที่ 6 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 13.38 น.
6 ต.ค. 68 นายอัษฎางค์ ยมนาค นักวิชาการอิสระ โพสต์เฟซบุ๊กแสดงความคิดเห็นสนับสนุนแนวคิดของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี ที่เสนอให้ปรับอายุเกษียณราชการจาก 60 ปี เป็น 65 ปี โดยมองว่าเป็นแนวทางที่เหมาะสมกับสภาพสังคมปัจจุบัน ซึ่งมีอายุขัยเฉลี่ยยืนยาวขึ้น และช่วยลดปัญหาการขาดแคลนแรงงานมีทักษะในระบบ
โดยข้อความระบุว่า “หลายประเทศทั่วโลกได้ปรับอายุเกษียณขึ้นมานานแล้ว เช่น ออสเตรเลีย ที่ไม่มีการบังคับให้ประชาชนต้องเกษียณอายุการทำงาน โดยกำหนดเพียงเกณฑ์อายุรับเงินบำนาญจากรัฐที่ 67 ปี ทั้งยังมีระบบกองทุนเงินสะสมจากนายจ้าง (Superannuation) เพื่อรองรับชีวิตหลังเกษียณ
การปรับอายุเกษียณในออสเตรเลียดำเนินการอย่างค่อยเป็นค่อยไปตั้งแต่ปี 1909 เริ่มจากกำหนดอายุเกษียณผู้ชายที่ 65 ปี และทยอยปรับเพิ่มจนถึง 67 ปีในปี 2023 เพื่อให้สอดคล้องกับอายุขัยที่สูงขึ้นและความมั่นคงทางการเงินของระบบบำนาญ โดยหลังเกษียณประชาชนจะได้รับเงินจาก 2 แหล่ง คือ เงินบำนาญผู้สูงอายุ (Age Pension) และกองทุนสะสมจากนายจ้าง
อัษฎางค์ให้เหตุผลว่า เทคโนโลยีและการแพทย์ที่ก้าวหน้าทำให้คนในยุคปัจจุบันสามารถทำงานได้ยาวนานกว่าเดิม หากยังคงเกษียณที่อายุ 60 ปี อาจต้องใช้ชีวิตต่อไปอีก 20–30 ปีโดยไม่มีรายได้ ซึ่งสร้างภาระต่อทั้งบุคคลและระบบเศรษฐกิจโดยรวม
เขายังชี้ว่า การขยายอายุเกษียณเป็นแนวทางที่สอดคล้องกับหลายประเทศ เช่น ญี่ปุ่น เยอรมนี และจีน ที่เผชิญสังคมผู้สูงวัยเช่นเดียวกัน และได้ปรับอายุเกษียณเพื่อรักษาสมดุลกำลังแรงงานและเสถียรภาพของระบบบำนาญ
อย่างไรก็ตามอัษฎางค์เห็นว่า แนวคิดของนายอนุทินในการขยายอายุเกษียณเป็น 65 ปี เป็นก้าวสำคัญที่สอดคล้องกับเทรนด์โลก และเป็นการปรับตัวของไทยให้ทันกับโครงสร้างประชากรที่เปลี่ยนไป ช่วยให้บุคลากรมีประสบการณ์ได้ทำงานต่อเนื่อง พร้อมรักษาความมั่นคงทางเศรษฐกิจและสังคมในระยะยาว