‘Ethical Jewelry’ เทรนด์ใหม่ในวงการเครื่องประดับ ไม่ได้วัดกันที่กะรัต แต่วัดที่ ‘ความโปร่งใส’

‘Ethical Jewelry’ เทรนด์ใหม่ในวงการเครื่องประดับ ไม่ได้วัดกันที่กะรัต แต่วัดที่ ‘ความโปร่งใส’

‘Ethical Jewelry’ เทรนด์ใหม่ในวงการเครื่องประดับ ไม่ได้วัดกันที่กะรัต แต่วัดที่ ‘ความโปร่งใส’

วันจันทร์ ที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 06.00 น.

ในอดีต “คุณค่า” ของเครื่องประดับมักถูกตัดสินจากมูลค่า น้ำหนักกะรัต ความหายาก และความประณีตสวยงาม แต่ในยุคที่ผู้คนหันมาใส่ใจเรื่องจริยธรรมและความยั่งยืนของโลกมากขึ้น ผู้บริโภครุ่นใหม่เริ่มตั้งคำถามถึงแหล่งที่มาของวัตถุดิบ กระบวนการผลิต ความโปร่งใสทางธุรกิจ ตลอดจนสวัสดิการและค่าแรงที่เป็นธรรมต่อแรงงาน เพื่อสร้างระบบนิเวศในห่วงโซ่อุปทานให้เป็นมิตรต่อสังคมและสิ่งแวดล้อม คุณค่าเหล่านี้เริ่มได้รับการใส่ใจเดินทางมาถึงในวงการเครื่องประดับ และนำไปสู่เทรนด์ซึ่งถูกเรียกว่า Ethical Jewelry หรือ เครื่องประดับเชิงจริยธรรม ที่กำลังกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ในวงการแฟชั่นของโลก พร้อมเปลี่ยนนิยามของคำว่า ‘มูลค่า’ ไปสู่ “ความหรูหราที่ตรวจสอบได้” (traceable luxury)

Ethical Jewelry เมื่อความโปร่งใสมีค่ากว่ากะรัต

เพราะอุตสาหกรรมอัญมณีเป็นหนึ่งในห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อนและตรวจสอบได้ยากที่สุดในโลก เนื่องจากทำให้เกิด “ต้นทุนที่ซ่อนเร้น” ที่ผู้บริโภคอาจมองไม่เห็น ไม่ว่าจะเป็นผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมจากการทำเหมืองที่ไม่รับผิดชอบ การเอาเปรียบแรงงาน หรือการละเมิดสิทธิมนุษยชน เช่น กรณี blood diamond หรือ “เพชรสีเลือด” ที่ถูกใช้เป็นแหล่งเงินทุนสนับสนุนการทำสงคราม ความโปร่งใส (Transparency) จึงเป็นหัวใจสำคัญที่ช่วยให้ผู้บริโภคสามารถตรวจสอบแหล่งที่มาของอัญมณี ได้อย่างชัดเจน และมั่นใจว่าสินค้าที่เลือกซื้อไม่ได้เกี่ยวข้องกับการทำลายสิ่งแวดล้อมหรือการละเมิดสิทธิใดๆ

‘Ethical Jewelry’ จึงเป็นแนวทางใหม่ของอุตสาหกรรม ที่ยึดหลักธรรมาภิบาลในทุกขั้นตอน ตั้งแต่การจัดหาวัตถุดิบที่ตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceable Sourcing) การดูแลแรงงานอย่างเป็นธรรม (Fair Labor Practices) การผลิตที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม (Eco-Conscious Production) ไปจนถึงการดำเนินธุรกิจด้วยความโปร่งใสและรับผิดชอบต่อสังคม (Good Governance) ซึ่งสะท้อนคุณค่าที่ลึกซึ้งกว่าความงามภายนอก

อย่างไรก็ตาม การอ้างว่าเป็น ‘Ethical Jewelry’ โดยไม่สามารถแสดงหลักฐานที่ตรวจสอบได้จริง อาจกลายเป็นเพียงการตลาดที่บิดเบือนได้ (Greenwashing) อุตสาหกรรมอัญมณีและเครื่องประดับทั่วโลกจึงต้องร่วมกันสร้าง “มาตรฐานกลางด้านความโปร่งใสและการตรวจสอบย้อนกลับ” เพื่อความเชื่อมั่นและความยั่งยืนอย่างแท้จริง โดยในปัจจุบันมีหลายระดับโลกที่กำหนดเกณฑ์ด้านธรรมาภิบาล จริยธรรม และความยั่งยืน เช่น CIBJO, RJC และ GIT Standard เพื่อให้มั่นใจว่าทุกกระบวนการตั้งแต่เหมืองแร่จนถึงกล่องเครื่องประดับ โปร่งใส ตรวจสอบได้ และไม่เบียดเบียนใคร

แนวคิดนี้จึงไม่ได้เป็นเพียงอุดมคติอีกต่อไป แต่เป็น “มาตรฐานใหม่ของความงาม” ที่ผู้บริโภครุ่นใหม่ทั่วโลกให้ความสำคัญ โดยเฉพาะกลุ่ม Conscious Consumers ที่เชื่อว่าความงดงามควรมาพร้อมความถูกต้อง 1 จากรายงาน McKinsey ระบุว่า ภายในปี 2025 ปัจจัยด้านจริยธรรมและความยั่งยืนจะมีอิทธิพลต่อการตัดสินใจซื้อเครื่องประดับมากถึง 20–30% ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่า ผู้บริโภคยินดีจ่าย “ราคาพรีเมียม” เพื่อความมั่นใจในความรับผิดชอบของแบรนด์ นี่จึงเป็นเหตุผลที่แบรนด์ระดับโลกอย่าง Chopard, Tiffany & Co., Cartier, Pandora, Bulgari และ Gucci ต่างประชาสัมพันธ์ว่าจะทำธุรกิจภายใต้มาตรฐานจริยธรรมและความยั่งยืน เพื่อยืนยันว่า “ความสวยงามที่แท้จริง” ไม่ได้วัดจากกะรัตเพียงอย่างเดียว แต่คือความงามที่มาพร้อมความรับผิดชอบ

Ethical Jewelry ในประเทศไทย

ในประเทศไทย กระแส Ethical Jewelry เริ่มชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ หลายแบรนด์อัญมณีและดีไซเนอร์รุ่นใหม่หันมาให้ความสำคัญกับการตรวจสอบที่มาของวัตถุดิบ การใช้วัสดุรีไซเคิล หรือแม้แต่การเลือกใช้ใบรายงานผลการวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน จาก GIT Standard เพื่อช่วยให้ผู้บริโภคมั่นใจว่าเครื่องประดับหรือร้านค้าที่ได้รับรองนั้น มีระบบมาตรฐานการตรวจสอบ การมีธรรมาภิบาล และความโปร่งใสในการบริหารจัดการธุรกิจอย่างแท้จริง

นายสุเมธ ประสงค์พงษ์ชัย ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและพัฒนาอัญมณีและเครื่องประดับแห่งชาติ (GIT) กล่าวว่า “ประเทศไทยเป็นหนึ่งในศูนย์กลางการผลิตและส่งออกอัญมณีและเครื่องประดับชั้นนำของโลก มีจุดแข็งด้านฝีมือ ความประณีต และดีไซน์ที่ได้รับการยอมรับจากนานาชาติ อีกทั้งอุตสาหกรรมอัญมณีถือเป็นหนึ่งในเสาหลักทางเศรษฐกิจของประเทศ 2 ด้วยมูลค่าการส่งออกเป็นอันดับ 3 และมีแรงงานกว่า 1 ล้านคนในภาคการผลิตในยุคที่โลกให้ความสำคัญกับ Traceability และ Ethical Sourcing ประเทศไทยจำเป็นต้องยกระดับ “ระบบมาตรฐานธรรมาภิบาลและความโปร่งใส” เพื่อให้ความงามของอัญมณีและเครื่องประดับไทยไม่เพียงโดดเด่นและเชื่อถือในคุณภาพ หากคือการวางรากฐานอนาคต และต่อยอดความเชื่อมันและความเป็นผู้นำของไทยในอุตสาหกรรมอัญมณีระดับโลกอย่างยั่งยืน”

สำหรับการขับเคลื่อนการดำเนินงานครั้งนี้ GIT ได้เข้ามามีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนผู้ประกอบการไทย โดยเฉพาะกลุ่ม SMEs ให้สามารถยกระดับธุรกิจของตนเองสู่มาตรฐานสากลผ่านโครงการ “GIT Standard” ซึ่งทำหน้าที่เสมือน “แผนที่นำทาง” ในการสร้างระบบธรรมาภิบาลที่โปร่งใสและตรวจสอบได้ตลอดห่วงโซ่อุปทาน ตั้งแต่การยกระดับห้องปฏิบัติการ การจัดตั้งระบบบริหารภายใน การประเมินและจัดการความเสี่ยง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ซื้อทั่วโลก รวมถึงเดินหน้าผลักดันผู้ประกอบการสู่มาตรฐาน Responsible Jewellery Council (RJC) เพื่อยกระดับความยั่งยืนและความเชื่อมั่นให้สามารถแข่งขันในตลาดโลกได้ โดยปัจจุบันมีผู้ประกอบการ SMEs เข้าร่วมแล้วกว่า 40 ราย สะท้อนถึงความตื่นตัวของอุตสาหกรรมไทยที่พร้อมปรับตัวสู่ยุคใหม่แห่งความโปร่งใสอย่างแท้จริง

Leave a comment