เช็ครายละเอียดที่นี่! ครม.เคาะแพ็กเกจท่องเที่ยว เริ่ม 29 ต.ค.นี้

เช็ครายละเอียดที่นี่! ครม.เคาะแพ็กเกจท่องเที่ยว เริ่ม 29 ต.ค.นี้

เช็ครายละเอียดที่นี่! ครม.เคาะแพ็กเกจท่องเที่ยว เริ่ม 29 ต.ค.นี้

วันอังคาร ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 14.39 น.

เมื่อวันที่ 21 ตุลาคม 2568 ที่ทำเนียบรัฐบาล นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติเห็นชอบมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ซึ่งมีด้วยกัน 5 มาตรการย่อย เพื่อกระตุ้นให้นักท่องเที่ยวไทย หันกลับมาเที่ยวในประเทศเพิ่มขึ้นในช่วงที่เหลือของปี 2568 ต่อเนื่องถึงปี 2569 โดยให้ความสำคัญกับการท่องเที่ยวเมืองรอง รวมทั้งการจูงใจให้ภาคเอกชนปรับปรุงโรงแรมที่พักและแหล่งท่องเที่ยวผ่านกลไกภาษี

สำหรับมาตรการกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ ประกอบด้วย 5 มาตรการย่อย ได้แก่

1.มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว

2.มาตรการภาษีสำหรับนิติบุคคล เพื่อสนับสนุนการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ

3.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาของภาครัฐ ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 (Front Load)

4.มาตรการขยายระยะเวลา การปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ

5.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุง โรงแรมที่พัก

สำหรับมาตรการต่างๆ มีรายละเอียดดังนี้

1.มาตรการภาษีสำหรับบุคคลธรรมดาเพื่อสนับสนุนการท่องเที่ยว ให้บุคคลธรรมดา นำค่าที่พักในโรงแรม ค่าที่พักโฮมสเตย์ไทย หรือค่าที่พักในสถานที่พัก ที่ไม่เป็นโรงแรม และค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568 ในการเดินทางท่องเที่ยวในประเทศ สามาถนำมาหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายจำนวน ไม่เกิน 20,000 บาท ตามจำนวนที่จ่ายจริง ดังนี้

(1.1) ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบกระดาษหรือในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) ไม่เกิน 10,000 บาท

(1.2) ค่าที่พักหรือค่าบริการของร้านอาหารที่จ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม และได้รับใบกำกับภาษีแบบเต็มรูป ที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice) เท่านั้น เพิ่มจากข้อ (1.1) ได้อีกจำนวนไม่เกิน 10,000 บาท

สำหรับการท่องเที่ยวเมืองรอง ประกอบด้วย จังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง 55 จังหวัด และพื้นที่บางอำเภอในจังหวัด 15 จังหวัด สามารถหักลดหย่อนค่าใช้จ่ายตามข้อ (1.1) หรือข้อ (1.2) ได้ 1.5 เท่า ของจำนวนที่จ่ายจริง (ลดหย่อนได้สูงสุด 30,000 บาท)

2.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนนิติบุคคลการจัดอบรมสัมมนาภายในประเทศ ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ได้จ่ายค่าห้องสัมมนา ค่าห้องพัก ค่าขนส่ง หรือรายจ่ายอื่น ที่เกี่ยวข้องกับการอบรมสัมมนาภายในประเทศที่จัดให้แก่ลูกจ้าง และค่าบริการของผู้ประกอบธุรกิจนำเที่ยว ตามกฎหมายว่าด้วยธุรกิจนำเที่ยวและมัคคุเทศก์เพื่อการอบรมสัมมนานั้น ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 15 ธันวาคม 2568

โดยจ่ายให้แก่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่มและได้รับในกำกับภาษีแบบเต็มรูปที่อยู่ใน รูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Tax Invoice), เว้นแต่ค่าขนส่งจะจ่ายให้แก่ผู้มิใช่ผู้ประกอบการจดทะเบียนภาษีมูลค่าเพิ่ม ก็ได้ แต่ต้องได้ใบรับที่อยู่ในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ (e-Receipt) สามารถหักรายจ่ายดังกล่าวได้ดังนี้

(1) หักรายจ่ายได้ 2 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนาที่จัด ในจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรอง

(2) หักรายจ่ายได้ 1.5 เท่าของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง สำหรับการอบรมสัมมนา ที่จัดในท้องที่อื่นนอกจากท้องที่ตามข้อ (1)

(3) ในกรณีที่การจัดอบรมสัมมนาครั้งหนึ่ง ๆ เกิดขึ้นในท้องที่ตามข้อ (1) และข้อ (2)

ต่อเนื่องกัน ให้หักรายจ่ายที่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดตามข้อ (1) หรือข้อ (2) แล้วแต่กรณี และให้หักรายจ่ายที่ไม่สามารถแยกได้โดยชัดแจ้งว่าเกิดขึ้นในท้องที่ใดได้ 1.5 เท่าของรายจ่าย ตามที่จ่ายจริง

3.มาตรการเร่งรัดการเบิกจ่ายค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนาประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 (Front Load) ส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ และ อปท.เร่งรัดการเบิกค่าใช้จ่ายด้านการฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ในส่วนของการพัฒนาบุคลากรของหน่วยงานไม่น้อยกว่าร้อยละ 60 ของวงเงินฝึกอบรม ประชุม สัมมนา ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มกราคม 2569 โดยให้พิจารณา ดำเนินการในเมืองท่องเที่ยวภายในประเทศโดยเฉพาะจังหวัดท่องเที่ยวเมืองรองเป็นลำดับแรก

นอกจากนี้ ยังกำหนดให้การขับเคลื่อนมาตรการดังกล่าวเป็นหนึ่งในตัวชี้วัดผลการปฏิบัติราชการ (KPI) ประจำปีงบประมาณ พ.ศ.2569 ของหัวหน้าส่วนราชการ รัฐวิสาหกิจ (เฉพาะรัฐวิสาหกิจ ที่ดำเนินงานตามปีงบประมาณ) และ อปท.โดยขอความร่วมมือกรมส่งเสริมการปกครองท้องถิ่น ประสาน อปท.พิจารณาจัดการอบรมสัมมนาในท้องถิ่นอื่น และให้รายงานผลการเบิกจ่ายดังกล่าวต่อคณะกรรมการ ติดตามเร่งรัดการเบิกจ่ายงบประมาณและการใช้จ่ายภาครัฐ พร้อมทั้งกระทรวงการคลัง โดย กรมบัญชีกลาง จะพิจารณาทบทวนความเหมาะสมของอัตราค่าเช่าที่พักและค่าอาหารสำหรับการจัดฝึกอบรม ในประเทศเพื่อให้สอดคล้องกับภาวะเศรษฐกิจในปัจจุบัน

4.มาตรการภาษีเพื่อสนับสนุนการปรับปรุงโรงแรมที่พัก ให้บริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่ประกอบกิจการโรงแรม สามารถหักรายจ่ายการต่อเติม เปลี่ยนแปลง ขยายออก หรือทำให้ดีขึ้นซึ่งทรัพย์สินที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ (โดยไม่ใช่เป็นการซ่อมแซมให้คง สภาพเดิม) 2 เท่า ของรายจ่ายตามที่จ่ายจริง ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2568 ถึงวันที่ 31 มีนาคม 2569

สำหรับทรัพย์สิน ที่เกี่ยวเนื่องกับกิจการ ประกอบด้วย

(1) อาคารถาวรที่มีไว้ใช้ในการประกอบกิจการโรงแรม

(2) เครื่องตกแต่งหรือเฟอร์นิเจอร์ที่เป็นส่วนประกอบและยึดติดกับอาคารตาม (1) เป็นการถาวร

โดยให้หักรายจ่ายเท่าแรกเป็นค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สินตามปกติ และทยอยหัก รายจ่ายเท่าที่ 2 เป็นระยะเวลา 20 รอบระยะเวลาบัญชีในจำนวนที่เท่ากันทุกปี โดยเริ่มตั้งแต่รอบระยะเวลา บัญชีที่ได้เริ่มหักค่าสึกหรอและค่าเสื่อมราคาของทรัพย์สิน

นอกจากนี้ รัฐบาลได้เตรียมแหล่งเงินสำหรับรองรับการปรับปรุงโรงแรมที่พัก โดยธนาคารออมสิน ซึ่งอยู่ระหว่างเสนอคณะรัฐมนตรีเพื่อพิจารณาต่อไป

5.มาตรการขยายระยะเวลาการปรับลดอัตราภาษีสำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ขยายเวลาปรับลดอัตราภาษีตามมูลค่าจากร้อยละ 10 เป็นร้อยละ 5 ออกไปอีก 1 ปี โดยมีผลบังคับใช้ ตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2569 สำหรับกิจการบันเทิงหรือหย่อนใจ ประเภทที่ 17.01 อาทิ ไนต์คลับ ดิสโกเธค ผับ บาร์ ค็อกเทลเลาจน์ เป็นต้น

ทั้งนี้ กระทรวงการคลังโดยกรมสรรพสามิตได้มีการบูรณาการ ร่วมมือกรมการปกครองให้นำผู้ประกอบการมาจดทะเบียนสถานประกอบการเพื่อขยายฐานภาษีสรรพสามิตต่อไป

นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) ระบุว่า มาตรการด้านภาษีทั้งหมด จะช่วยกระตุ้น GDP ไตรมาส 4/2568 ได้ 0.04% คาดว่าจะสูญเสียรายได้ประมาณ 5,000 ล้านบาท และเมื่อรวมกับมาตรการเพิ่มเงินให้ผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ และโครงการคนละครึ่งพลัส คาดว่าจะกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่มได้ 0.3 – 0.4%

Leave a comment