
‘อนุทิน’ไลฟ์สด เตรียมหารือ‘ทรัมป์’ก่อนลงนามสันติภาพ ‘กัมพูชา’ยอมถอนอาวุธ-กู้ทุ่นระเบิด
วันอาทิตย์ ที่ 26 ตุลาคม พ.ศ. 2568, 07.20 น.
‘นายกฯ’เตรียมหารือ‘ทรัมป์’ ผลักดันการพิจารณาอัตราภาษี ขยายความร่วมมือการค้าความมั่นคง รวมถึงประเด็น‘สแกมเมอร์’
เมื่อเวลา 23.15 น.วันที่ 25 ตุลาคม 2568 (ตามเวลาท้องถิ่นกรุงกัวลาลัมเปอร์ ซึ่งเร็วกว่ากรุงเทพฯ 1 ชม.) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย เปิดเผยภายหลังการรับฟังบรรยายสรุปเกี่ยวกับการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง
นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงกำหนดการเข้าร่วมการพิธีเปิดการประชุมสุดยอดอาเซียน ครั้งที่ 47 และการประชุมสุดยอดที่เกี่ยวข้อง และการพบหารือกับประธานาธิบดีแห่งสหรัฐอเมริกา นายโดนัลด์ เจ ทรัมป์ ซึ่งไทยจะใช้โอกาสนี้ ในการลงนามในสัญญาทางการค้า การพิจารณาอัตราภาษี ความร่วมมือทางการค้า ความมั่นคง รวมถึงประเด็นเรื่องสแกมเมอร์ที่คาดว่าจะมีการพูดคุยกัน ซึ่งตนเองจะเชิญประธานาธิบดีทรัมป์เยือนไทยอย่างเป็นทางการ
นายกรัฐมนตรี กล่าวถึงการหารือกับประธานาธิบดีสหรัฐ ฯ แม้จะเป็นช่วงเวลาสั้น ๆ ประมาณ 5 นาที จะสร้างความคุ้นเคย เชื่อว่าจะได้หารือกับประธานาธิบดีทรัมป์ ในการประชุมผู้นำเขตเศรษฐกิจเอเปค ที่สาธารณรัฐเกาหลี ด้วยเนื่องจากไทยกับสหรัฐฯ มีตัวอักษรภาษาอังกฤษอยู่ติดกัน
“การร่วมลงนามในเอกสาร joint declaration ระหว่างไทยและกัมพูชา เพื่อกำหนดแนวทางการสร้างสันติภาพกับกัมพูชา ซึ่งการมาถึงจุดนี้ มีเงื่อนไขและข้อปฏิบัติที่ต่างฝ่ายต่างตกลงกัน แต่ในส่วนของการปฏิบัติจะต้องเริ่มจากฝ่ายกัมพูชาปฏิบัติตามเงื่อนไขสำคัญ 4 ข้อ ได้แก่ การถอนอาวุธหนัก การร่วมกันเก็บกู้ทุ่นระเบิด การปราบปรามสแกมเมอร์ และการแก้ปัญหาการรุกล้ำพื้นที่เขตแดน ซึ่งได้รับสัญญาณเชิงบวกจากฝ่ายกัมพูชาว่า เมื่อมีการลงนามแล้ว ทางฝ่ายกัมพูชาจะเริ่มดำเนินการตามเงื่อนไข 2 ข้อแรก โดยไทยจะเร่งดำเนินการในส่วนของไทยเช่นเดียวกัน เมื่อมั่นใจว่าต่างฝ่ายต่างปฏิบัติตามข้อผูกพันแล้ว ไทยก็จะส่งคืนเชลยศึก 18 คน โดยก่อนส่งคืนจะมีการตรวจสุขภาพ เพื่อเป็นเครื่องยืนยันว่าไทยปฏิบัติตามอนุสัญญาเจนีวา หลังจากนั้นจึงมาหาแนวปฏิบัติต่อกันเพื่อให้ความเป็นภัยต่อกันลดน้อยลง ทั้งนี้ การลงนามในครั้งนี้เป็นการลงนามต่อหน้านายกรัฐมนตรีมาเลเซีย ในฐานะประธานอาเซียน และสหรัฐฯ ในฐานะผู้ประสาน” นายกรัฐมนตรี กล่าว
สำหรับการประชุมอาเซียนในครั้งนี้ นายกรัฐมนตรีมุ่งหวังใช้ไมตรีอาเซียนในการแก้ปัญหาที่ไทยเผชิญอยู่ เพื่อสร้างความปลอดภัยให้กับพี่น้องประชาชนคนไทย และสามารถสร้างสันติภาพในภูมิภาคนี้ ตลอดจนการขยายการค้า เศรษฐกิจ ความมั่นคง และความร่วมมือต่าง ๆ กับประเทศในภูมิภาคนี้