
‘ปชน.’จี้รัฐบาลปกป้องทรัพยากรของชาติและสุขภาพของคนไทยจาก‘สารพิษข้ามแดน’ในแม่น้ำไทย
วันจันทร์ ที่ 17 พฤศจิกายน พ.ศ. 2568, 14.31 น.
‘ปชน.’จี้รัฐบาลปกป้องทรัพยากรของชาติและสุขภาพของคนไทยจาก‘สารพิษข้ามแดน’ในแม่น้ำไทย เสนอจัดงบเร่งความถี่ในการตรวจ-เปิดเวทีนานาชาติเจรจา
17 พฤศจิกายน 2568 ที่ทำการพรรคประชาชน อาคารอนาคตใหม่ นายพริษฐ์ วัชรสินธุ โฆษกพรรคประชาชน กล่าวถึงการติดตามการแก้ไขปัญหาของรัฐบาลกรณีสารพิษในแม่น้ำ ว่าตอนนี้ปัญหาเรื่องสารพิษในแม่น้ำกกแม่น้ำสาย รุนแรง เรื้อรัง กว้างขวาง ขึ้นเรื่อยๆ ความรุนแรงนั้นเห็นได้จากน้ำประปาเพื่ออุปโภคบริโภค ตอนนี้ 18 หมู่บ้านในเชียงรายตรวจพบตะกั่วเกินมาตรฐาน และ 4 หมู่บ้านในเชียงรายตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐาน ในด้านการเกษตร ข้าวนาปีที่ใช้น้ำจากแม่น้ำดังกล่าวเริ่มเก็บเกี่ยวแล้ว แต่รัฐบาลยังไม่รู้เลยว่าข้าวที่ใช้น้ำเหล่านั้นมีสารปนเปื้อนหรือไม่ เพราะยังไม่มีการตรวจข้าว ส่วนมิติการท่องเที่ยว ธุรกิจท่องเที่ยวที่เกี่ยวข้องกับแม่น้ำ โดยเฉพาะแม่น้ำกกที่มีประเพณีกับลุ่มน้ำมากมาย ก็ต้องปิดตัวลง
นับถึงวันนี้ สารพิษในแม่น้ำกกและแม่น้ำสายเป็นปัญหาที่เรื้อรังมาเกิน 1 ปี แต่ยังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างมีประสิทธิภาพ ปัญหายังลุกลามกว้างขวางไปถึงแม่น้ำโขงและแม่น้ำสาละวิน ที่เป็นปลายทางของแม่น้ำสายอื่นแล้ว โดยแม่น้ำโขงที่จังหวัดภาคอีสาน มีการตรวจพบสารหนูเกินมาตรฐานเกือบ 2 เท่า
ปัญหานี้เป็นปัญหาที่ “ไทยไม่ได้ก่อ แต่คนไทยต้องรับกรรม” จากต้นตอที่คาดว่ามาจากเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน ข้อเสนอของพรรคประชาชน เราเรียกร้องให้รัฐบาลยกระดับการดำเนินการ 2 อย่างคู่ขนานกัน คือระดับภายในประเทศ และ ระดับระหว่างประเทศ
ระดับภายในประเทศ ต้องป้องกันและแก้ไขผลกระทบต่อประชาชน ด้วยการ (1) จัดสรรงบประมาณเพื่อคงความถี่ในการตรวจสารในแม่น้ำ ซึ่งล่าสุดกรมควบคุมมลพิษลดความถี่ในการตรวจลง 4 เท่า จาก 2 ครั้งต่อเดือนเป็น 1 ครั้งต่อ 2 เดือน (2) จัดสรรงบประมาณเพื่อตรวจข้าว ที่กำลังเก็บเกี่ยวและส่งให้ผู้บริโภค (3) หาแหล่งน้ำทดแทนให้ประชาชนที่ได้รับผลกระทบ (4) เปิดเผยข้อมูลอย่างชัดเจนต่อสาธารณะ ให้ประชาชนตระหนักถึงปัญหาโดยไม่ตระหนกเพราะการที่ไม่รู้ข้อมูลจากภาครัฐ
ระดับระหว่างประเทศ ต้องแก้ปัญหาที่ต้นตอ นั่นคือเหมืองแร่ในประเทศเพื่อนบ้าน ผ่านเวทีเจรจาระดับนานาชาติ ด้วยการ
(1) ไทยต้องเสนอตัวเป็นเจ้าภาพในการประชุมพหุภาคีเพื่อแก้ปัญหาดังกล่าว โดยต้องมีเมียนมา-ลาว ซึ่งเป็นประเทศต้นน้ำ และจีนที่ครองตลาดแร่ของโลก โดยเฉพาะแร่หายาก เข้าร่วมด้วย โดยใช้เวทีนี้แลกเปลี่ยนข้อเสนอ ให้ได้ข้อสรุปเกี่ยวกับแผนปฏิบัติการ และศึกษาว่าจะใช้กฎหมายของประเทศใดได้บ้างเพื่อแก้ปัญหามลพิษที่แหล่งกำเนิดในประเทศนั้นๆ
(2) รัฐบาลไทยควรหารือกับรัฐบาลจีนในระหว่างการเยือนจีน เพื่อนัดถกเจรจาพหุภาคี ไทย-ลาว-เมียนมา-จีน โดยอ้างถึงแผนปฏิบัติการของศูนย์ความร่วมมือด้านสิ่งแวดล้อมล้านช้าง – แม่โขง (Lancang-Mekong Environmental. Cooperation Center: LMEC) เกี่ยวกับเรื่องการจัดการมลพิษในแม่น้ำ และหารือการบังคับใช้กฎระเบียบในการบริหารจัดการและตรวจสอบห่วงโซ่การทำเหมืองที่ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม
“ดังนั้น หากรัฐบาลรักชาติจริง รัฐบาลต้องทำงานหนักและเร็วกว่านี้ในการปกป้องแม่น้ำและทรัพยากรธรรมชาติของชาติที่กำลังถูกคุกคามจากสารพิษ ที่ถูกปล่อยให้ไหลเข้าในไทยจากต่างประเทศและกำลังส่งผลกระทบอย่างร้ายแรงต่อสุขภาพของคนในประเทศ” นายพริษฐ์ กล่าว