
กทม.เตือนพาน้องหมาจดทะเบียนฝังชิปทุกตัวภายใน 10 ม.ค.69
วันพฤหัสบดี ที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2568, 13.06 น.
กทม.ย้ำ! คนกรุงพาน้องหมา-แมวจดทะเบียนสัตว์เลี้ยงทั้งเดิม-ใหม่ ต้องขึ้นทะเบียนฝังชิปทุกตัว
วันที่ 4 ธ.ค.68 รศ.ทวิดา กมลเวชช รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร กล่าวภายหลังการประชุมหัวหน้าหน่วยงานของกรุงเทพมหานคร ครั้งที่ 12/2568 ถึงการเตรียมการใช้ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ พ.ศ. 2567 ว่า กรุงเทพมหานครจะกำกับใช้กฎหมายนี้ในเดือนมกราคม 2569 จึงขอชวนกรุงเทพฯ ให้นำน้องหมาน้องแมวมาขึ้นทะเบียนฝังชิป โดยสัตว์เลี้ยงเดิมที่เลี้ยงมาก่อนหน้าไม่จำกัดจำนวน ไม่ว่าจะเกินจำนวนหรือไม่ก็ตาม ขอให้ขึ้นทะเบียนฝังชิปทุกตัว ส่วนสัตว์ใหม่ที่จะเลี้ยงหลังวันที่ 10 มกราคม 69 เราจะเริ่มจำกัดจำนวน และก็ต้องขึ้นทะเบียนฝังชิปทุกตัว
ประชาชนสามารถมาขอขึ้นทะเบียนฝังชิปได้ที่คลินิกสัตวแพทย์ของกทม. ทั้ง 8 แห่ง โดยในเดือนมกราคมนี้จะเพิ่มอีก 2 รวมเป็น 10 แห่ง ส่วนถ้าใครมีคุณหมอที่ดูแลน้องหมาน้องแมวอยู่แล้วถ้าอยากไปที่คลินิกเอกชนก็สามารถไปได้แต่จะมีค่าใช้จ่ายในการฝังชิพ และนำตัวเลขมาขึ้นทะเบียนในระบบของกทม. ขอให้ทุกคนจดทะเบียนสัตว์เลี้ยงของท่าน ทั้งนี้ รองผู้ว่าฯ กทม. ย้ำว่า สัตว์เลี้ยง หมา-แมว เดิมที่เลี้ยงไว้ก่อนหน้ากฎหมายใหม่ เกินจำนวนได้ แต่ขอให้เจ้าของไปขึ้นทะเบียนฝังชิพทุกตัว
สำหรับข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง การควบคุมการเลี้ยงหรือปล่อยสัตว์ พ.ศ. 2567 สืบเนื่องจากนโยบายผู้ว่าฯกทม. ที่เกี่ยวกับสัตว์เลี้ยง ได้แก่ P137 ขึ้นทะเบียนตลอดช่วงชีวิต เพื่อเป็นการป้องกันการปล่อยทิ้งสัตว์ที่มีเจ้าของเป็นสัตว์จรจัด และ P138 จัดระเบียบสัตว์จร แก้ปัญหาผ่านการจัดการอย่างเป็นระบบ โดยการควบคุมการเพิ่มจำนวนสัตว์ ป้องกันโรคพิษสุนัขบ้า และหาบ้านใหม่ให้สัตว์จร ลดการซื้อสัตว์ใหม่มาเลี้ยง
โดยข้อบัญญัติฯนี้ ประกาศในราชกิจจานุเบกษา เมื่อวันที่ 15 ม.ค.68 มีผลบังคับใช้เมื่อพ้นกำหนด 360 วัน นับแต่วันประกาศในราชกิจจานุเบกษาเป็นต้นไป หรือวันที่ 10 ม.ค.69 กำหนดให้กรุงเทพมหานครเป็นเขตควบคุมการเลี้ยงสัตว์หรือปล่อยสัตว์ ดังนี้ 1.สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม 2.สัตว์ปีก 3.สัตว์น้ำ 4.สัตว์ครึ่งบกครึ่งน้ำ 5.สัตว์เลื้อยคลาน 6.สัตว์มีพิษหรือสัตว์ดุร้าย ทั้งนี้ การเลี้ยงสัตว์ตามข้อ 1-5 ดังกล่าว ซึ่งเกินกว่าจำนวนที่กำหนด เพื่อประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ให้เป็นไปตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครว่าด้วยกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
สำหรับในเขตกรุงเทพมหานคร เป็นเขตห้ามเลี้ยงสุนัขและแมวเกินจำนวนที่กำหนด ดังนี้ 1.พื้นที่อาคารชุดหรือห้องเช่าตั้งแต่ 20 ตร.ม. แต่ไม่เกิน 80 ตร.ม. เลี้ยงได้ไม่เกิน 1 ตัว 2.พื้นที่อาคารชุดหรือห้องเช่าตั้งแต่ 80 ตร.ม. ขึ้นไป เลี้ยงรวมกันได้ไม่เกิน 2 ตัว 3.เนื้อที่ดินไม่เกิน 20 ตร.ว. เลี้ยงรวมกันได้ไม่เกิน 2 ตัว 4.เนื้อที่ดินตั้งแต่ 20 ตร.ว. แต่ไม่เกิน 50 ตร.ว. เลี้ยงรวมกันได้ไม่เกิน 3 ตัว 5.เนื้อที่ดินตั้งแต่ 50 ตร.ว. แต่ไม่เกิน 100 ตร.ว. เลี้ยงรวมกันได้ไม่เกิน 4 ตัว 6.เนื้อที่ดินตั้งแต่ 100 ตร.ว. เลี้ยงรวมกันได้ไม่เกิน 6 ตัว
หากเจ้าของสัตว์ที่เลี้ยงสัตว์เกินกว่าจำนวนที่กำหนดไว้ ก่อนวันที่ข้อบัญญัติฯ บังคับใช้ หรือก่อนวันที่ 10 ม.ค.69 ให้แจ้งต่อสำนักงานเขต ภายใน 90 วันนับแต่วันที่ข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครใช้บังคับ หรือภายในวันที่ 9 เม.ย.69 หากไม่แจ้งและมีผู้ร้องเรียน เขตจะเข้าไปตรวจ ตักเตือน พร้อมแนะนำให้ปฏิบัติตามข้อบัญญัติ กรณีเลี้ยงสุนัขและแมวเกินกว่าจำนวนที่กำหนด เพื่อประกอบกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ (ฟาร์มสัตว์ ร้านจำหน่ายสัตว์เลี้ยง คาเฟ่สัตว์เลี้ยง ร้านอาบน้ำตัดขนสัตว์ โรงแรมสัตว์) ให้เป็นไปตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครว่าด้วยกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ
เจ้าของสุนัขและแมว นำสัตว์ไปจดทะเบียน ออกบัตรประจำตัว และฝังไมโครชิป ด้วยตนเองหรือมอบอำนาจให้ผู้อื่นไปทำการแทน โดยยื่นคำขอจดทะเบียนต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ณ หน่วยงานที่รับจดทะเบียน สำนักงานสัตวแพทย์สาธารณสุข สำนักอนามัย และสำนักงานเขต
ส่วนการนำสุนัขหรือแมวออกนอกสถานที่เลี้ยงต้องปฏิบัติ ดังนี้ 1.แสดงบัตรประจำตัวสุนัขหรือแมว เมื่อเจ้าพนักงานเรียกตรวจ 2.ใช้สายจูงที่แข็งแรงและจับสายจูงตลอดเวลา หรือใช้ กระเป๋า คอก กรง หรืออุปกรณ์อื่นที่เหมาะสม เพื่อป้องกันมิให้เป็นอันตรายต่อคนหรือสัตว์อื่น กรณีเป็นสุนัขควบคุมพิเศษ เช่น พิทบูลเทอร์เรีย บูลเทอร์เรีย สเตฟฟอร์ดเซอร์บูลเทอร์เรีย รอทไวเลอร์ ฟิล่าบราซิลเลียโร ต้องใช้อุปกรณ์ครอบปาก ใช้สายจูงที่มั่นคงแข็งแรงและจับสายจูงห่างจากคอสุนัขไม่เกิน 50 ซม.ตลอดเวลา 3.ห้ามบุคคลอายุต่ำกว่า 15 หรือเกินกว่า 65 ปี นำสุนัขควบคุมพิเศษออกนอกสถานที่เลี้ยง
ผู้ใดฝ่าฝืนข้อบัญญัติกรุงเทพมหานครนี้ มีโทษตาม พ.ร.บ.การสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม หากฝ่าฝืนตามมาตรา 29 ต้องระวางโทษปรับไม่เกิน 25,000 บาท)