ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/203734
23 ก.พ. 59 ที่กรมชลประทาน ปากเกร็ด นายสุเทพ น้อยไพโรจน์ อธิบดีกรมชลประทาน เปิดเผยว่า ผลจากการประชุมสัมมนาวิชาการในวันนี้ เพื่อนำไปศึกษาออกแบบอุโมงค์ส่งน้ำที่มีความยาวมาก ใช้วางท่อใต้ดินผันน้ำแม่น้ำโขง-เลย ชี-มูล มีสองเส้นทางให้เลือกว่าเส้นทางใดจะเกิดประโยนช์ต่อคนในพื้นที่ภาคอีสาน 24 จ.และความเป็นไปได้ของโครงการเกิดความคุ้มทุนมากที่สุด โดยเส้นทางแรกใช้ระยะทาง54 กม.และเส้นทางที่สองใช้ระยะทาง 85 กม. เป็นโครงการที่ได้สอบถามความต้องการมาแล้วซึ่งประชาชนต้องการน้ำมากโดยเฉพาะช่วงฤดูแล้ง และพื้นที่เกษตร โครงการนี้จะทำให้มีปริมาณน้ำมาหล่อเลี้ยงถึง 2 พันล้านลบ.ม. ซึ่งมีผู้เชี่ยวชาญจากต่างประเทศ มีอังกฤษ ออสเตรเลีย จีน ญี่ปุ่น เกาหลี และไทยเข้าร่วม โดย จะมีการใช้แบบจําลองคณิตศาสตร์ที่ใช้ในการศึกษาชลศาสตร์อุโมงค์ที่มีความยาวมากว่าน้ำจะไหลตามแรงโน้มถ่วงได้หรือไม่ และมีผลกระทบกับแม่น้ำโขงอย่างไร โดยจะนำข้อมูลนี้ให้กับคณะกรรมการลุ่มน้ำโขง พิจารณาด้วย ซึ่งระยะเวลาศึกษาความเป็นไปได้ของโครงการ ศึกษาด้านผลกระทบสิ่งแวดล้อม หรืออีไอเอ โดยกระบวนการทั้งหมดใช้ระยะเวลา 5 ปี จึงเริ่มลงมือได้ก่อสร้างได้
“ขณะนี้เร่งแก้ปัญหาเรื่องน้ำกินน้ำใช้ มีโครงการนำร่อง ผันน้ำจากห้วยหลวง มาลงเติมเขื่อนอุบลรัตน์ กำลังเร่งดำเนินการติดตั้ง ประตูน้ำ เครื่องสูบน้ำชั่วคราวเพื่อช่วยหน้าแล้งเร่งด่วน”

นายสมเกียรติ ประจำวงษ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารโครงการ กรมชลประทาน กล่าวว่า ต้องศึกษาให้เกิดความชัดเจนเพราะการออกแบบอุโมงค์ส่งน้ำขนาดใหญ่กว้าง10 เมตร รับแรงโน้มถ่วงและลดแรงเสียดทาน ซึ่งขุดฝั่ง ลึกลงใต้ดิน ไม่น้อยกว่า20-40เมตร ขณะนี้กำลังทดสอบทางกายภาพ โดยใช้โมเดลของหลายประเทศ แต่ประเทศจีนมีอุโมงค์ส่งน้ำใต้ดินยาวมากที่สุดในโลก เป็น100 กม. เพื่อให้แก้ไขข้อสงสัยว่า ทำแล้วน้ำไหลจริงไหม ใช้น้ำแม่โขงเท่าไหร่ เพราะ เงินลงทุนสูงมาก โครงการนี้ได้เริ่มมีแนวคิดเมื่อ30ปีที่แล้วสมัยรัฐบาลชาติชาย ชุณหวัณ แต่เป็นระบบสูบน้ำด้วยไฟฟ้าทั้งหมดซึ่งใช้งบมหาศาลจึงเปลี่ยนมาเป็นใช้พลังงานตามแรงโน้มถ่วงของโลกในการส่งน้ำ
“ใช้งบศึกษา90 ล้านบาท ในโครงการบริหารจัดการน้ำโขง เลย ชี มูล ตามแรงโน้มถ่วงของโลก สามารถส่งน้ำให้พื้นที่20 ล้านไร่ และเชื่อมกับระบบสูบอีก 10 ล้านไร่ โดยจะต้องใช้อุโมงค์ที่มีความยาวมากในการผันน้ำจากปากแม่น้ำเลย อ.เชียงคาน จ.เลย ทำประตูกักเก็บน้ำตรงปากน้ำศรีสองรัก มีการทำแผนเส้นทางวางท่ออุโมงค์ส่งน้ำไว้สองเส้น ประเมินว่าใช้งบ1-2 แสนล้านบาท ซึ่งใช้น้ำจากลำน้ำสาขาของแม่น้ำโขง ที่ความสูง 210 เมตรจากระดับน้ำทะเลปานกลาง เพื่อกระจายน้ำผ่านคลองส่งน้ำให้กับพื้นที่การเกษตรภาคอีสานบน อีสานกลาง และอีสานใต้ โดยจะมีโครงการขุดคลองใหม่รับน้ำจากอุโมงค์ มาเชื่อมกับแม่น้ำมูล-ชี ความยาว 2 พันกม.ความกว้าง 200-250 เมตร จะเป็นโครงการต่อเนื่อง อาจจะเห็นว่าใช้งบสูงมากแต่ถ้าเทียบกับใช้งบเท่ากับรถไฟฟ้าเส้นเดียวก็คุ้มค่าที่จะลงทุนทำระบบน้ำให้กับคนอีสาน ได้ทำการเกษตรได้มั่นคง แก้ไขการขาดแคลนน้ำเมื่อชีวิตความเป็นอยู่ดีขึ้น ลดการอพยพย้ายถิ่นไปทำงานที่อื่นได้ ซึ่งการศึกษาในเบื้องต้นเชิงวิศวกรรม จะแล้วเสร็จภายใน31 ธ.ค.59 “นายสมเกียรติ กล่าวและว่าโครงการนี้ ใช้ข้อมูลศึกษาครบ นำเสนอรัฐบาลมั่นใจว่า ทำแล้วไม่เสียใจ ในปีนี้รัฐบาลให้เริ่มทำก่อนใช้น้ำจากห้วยหลวง เป็นหลัก โดยขออนุมัติ ครม.ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท

สำหรับโครงการผันน้ำแม่น้ำสาละวิน จากผลการศึกษา มี 19 เส้นทางที่สามารถเชื่อมลุ่มน้ำลาสะวิน เติมเขื่อนภูมิพล ที่ยังมีช่องว่างรับน้ำได้ 2-4 พันล้านลบ.ม. ซึ่งมีระยะทางสั้นที่สุด 20 กม. จากแม่น้ำเมย มาเติมเขื่อน ภูมิพล สร้างประตูตรงปากแม่น้ำใช้งบไม่มาก ประมาณ 3-4 หมื่นล้าน แต่ ขึ้นอยู่กับประเทศเมียนมาด้วย จึงต้องมาพิจารณาอีกเส้นทางใช้น้ำจากลำ น้ำยวม อยู่ฝั่งไทย ระยะทาง 60 กม. ใช้งบ5-6 หมื่นล้าน ในโครงการศึกษาเบื้องต้นเมื่อ10ปีกว่ามาแล้ว
นายสมเกียรติ กล่าวถึงสถานการณ์ภัยแล้ง ว่าจะรุนแรงที่สุดช่วงเดือนเม.ย. ขณะนี้ความต้องการใช้น้ำมีเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง พื้นที่ 584 อำเภอ เป็นจุดเสี่ยง ขาดแคลนนน้ำ ในการเกษตร และรักษาระบบนิเวศ การแก้ไข เบื้องต้นใช้รถขนน้ำไปแจก ขุดบ่อบาดาล

“จากนี้ความต้องการใช้น้ำมากขึ้น แต่น้ำกินน้ำใช้การันตีว่ามีถึงเดือนมิถุนายน พื้นที่น่าห่วงคือกรุงเทพ เพราะเป็นจุดปลายสุดในการรับน้ำ จำเป็นอย่างยิ่งควบคุมการใช้ให้เป็นตามแผน นับวันความต้องการมากขึ้น แต่ในช่วงเดือนเมษายน การประปาควรมีแผนสำรองไว้ด้วย ส่วนกรมชลฯได้ดูแลวางแผนจัดการส่งน้ำ ในแม่น้ำเจ้าพระยา แม่น้ำป่าสัก หากปล่อยเขื่อน ภูมิพล สิริกิติ์ มาแถวจ.กำแพงเพชร อาจดักสูบจะหายกลางทาง “นายสมเกียรติ กล่าว
ทั้งนี้ความคืบหน้าการก่อสร้างเขื่อนแม่วงค์ อยู่ในขั้นตอนของคณะกรรมการผู้ชำนาญด้านพัฒนาแหล่งน้ำ (คชก. )พิจารณาอีกรอบถึงความเหมาะสม