ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/203592
22 ก.พ.59 นายรอยล จิตรดอน ผู้อำนวยการสถาบันสารสนเทศทรัพยากรน้ำและการเกษตร เปิดเผยว่า ในช่วงนี้ต้องเฝ้าระวังปัญหาน้ำเค็มรุกล้ำแม่น้ำเจ้าพระยา เนื่องจากมีคลื่นแรงในอ่าวไทยที่ได้รับอธิพลจากลมมรสุมตะวันออกเฉียงเหนือ และอยู่ในช่วงพระจันทร์เต็มดวงด้วย ส่งผลให้น้ำทะเลยกตัวสูง แต่อย่างไรก็ตาม หากกรมชลประทานสามารถควบคุมให้การระบายน้ำเป็นตามแผน ภาคเกษตรไม่เอาน้ำในระบบไปใช้ ก็จะผลักดันน้ำเค็มได้ไม่เข้าระบบประปา
ทั้งนี้ ต้องระวังน้ำเค็มไม่ให้รุกพืชด้วย ซึ่งพืชทนได้ประมาณ 2 กรัมต่อลิตร ก็ควรมีแผนสำรองป้องกันไว้ด้วย ซึ่งจากที่คาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ พื้นที่ขาดแคลนน้ำกินน้ำใช้ จะมี 6 – 7 แห่ง ที่มีปัญหา เช่น บางปะกง อุทัยธานี สุโขทัย ชัยภูมิ นครราชสีมา และภาคเหนือตอนบน โดยทุกภาคส่วนเตรียมแผนหาน้ำสำรองไว้ ในขณะนี้ยังเป็นตามแผน
“อยากให้ไปดูพื้นที่ จ.เพชรบูรณ์ ชุมชนต่างๆ ได้ขุดบ่อขุดสระไว้จำนวนมาก สามารถรับน้ำได้ 40 – 70% และช่วงแล้งได้ใช้น้ำจากแหล่งน้ำตนเอง ทำให้ประสบปัญหาน้อย เป็นตัวอย่างให้ประเทศได้ว่า ถ้าเราทำโครงการเล็กๆ อย่างนี้ให้ชุมชนจัดการ ฝ่ายรัฐสนับสนุน จะเกิดความยั่งยืน ทั้งลำน้ำป่าสัก ลำน้ำยม แก้ด้วยทำฝาย แต่ในจังหวัดภาคเหนือ มีปัญหาขาดแคลนน้ำเต็มไปหมด ภาคกลาง ไม่เคยทำที่กักเก็บน้ำเอง เพราะใช้น้ำจากเขื่อนเป็นหลัก พอฝนไม่ตกภาคเหนือ ป่าภาคเหนือก็เหลือน้อย ก็เกิดปัญหาไม่มีน้ำให้ใช้ ส่วนกรณีที่กรมชลประทานมีโครงการสูบน้ำจากแม่น้ำโขง มาลงห้วยหลวง ผันน้ำจากแม่น้ำสาละวิน มาเติมเขื่อนภูมิพล มีสองโครงการใช้น้ำจากลำน้ำในไทยเองด้วย ต้องใช้งบมากมายมหาศาล แต่ขณะนี้โครงการสูบน้ำด้วยท่อเข้าเขื่อนอุบลรัตน์ จากลำน้ำชี แค่ระยะสั้นๆ ใน จ.ข่อนแก่น หมดงบไปแล้ว 5 พันล้านบาท ตอนนี้ใช้ได้หรือไม่” นายรอยล กล่าว
นายรอยล กล่าวอีกว่า ภาวะแห้งแล้งครั้งนี้ เกิดกับภาคเกษตรไม่มีน้ำให้เพาะปลูก ซึ่งรัฐบาลก็ได้ใช้แผนช่วยเหลือเฉพาะหน้าไปแล้ว มีทั้งมาตการปรับเปลี่ยนจากข้าว เป็นปลูกพืชทนแล้ง จ้างงาน ขุดลอกคูคลอง ส่งเสริมปลูกพืชอื่น เป็นการหาทางออกแก้ไขให้กับเกษตรกร ส่วนจะได้ผลอย่างไร คาดการณ์ไว้ได้เป็นตามแผนหรือไม่ ทุกหน่วยงานต้องช่วยกันติดตาม เพราะงบประมาณแก้ภัยแล้งลงไปหมื่นๆ ล้าน และเท่าที่รู้ก็มีส่วนที่ไม่เป็นตามแผน จะแก้กันอย่างไรให้ทันการณ์
“สถานการณ์แล้งนี้เกิดตั้งแต่เดือน พ.ย.58 ซึ่งรู้ว่าส่งผลกระทบหนักภาคเกษตร เพราะโดนแล้งครั้งที่สองติดต่อกัน ต้องมาดูปรากฏการณ์เอลนีโญ หรือภาวะฝนน้อย น่าจะหยุดเดือน พ.ค.นี้ จากแบบจำลองทุกโมเดล จากสหรัฐฯ ยุโรป ญี่ปุ่น สรุปตรงกันว่า สภาพภูมิอากาศในแถบนี้จะเปลี่ยนกลับเป็นภาวะฝนปกติ ช่วงเดือน พ.ค.ปริมาณฝนระดับปกติ 1,455 มิลลิเมตร ซึ่งฤดูฝนจะมาปกติแล้วหลังจากที่เจอแล้งมาต่อเนื่อง ถือว่าเป็นโชคดี บรรเทาความเดือดร้อนด้านการเกษตรได้ จะมีปริมาณน้ำเหลือสะสมในเขื่อนใหญ่ 4 แห่ง โดยเขื่อนภูมิพล ใช้เวลาสะสมน้ำ 3 – 4 ปี ถึงจะได้ระดับปกติ เขื่อนศรีนครินทร์ ใช้เวลา 3 ปี เขื่อนสิริกิติ์ 2 ปีกว่า จะเต็มเขื่อน” นายรอยล กล่าว