ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/203956
ปัจจุบันแม้ว่าสถาบันพยากรณ์สภาพภูมิอากาศทั้งระดับนานาชาติและในประเทศหลายสำนัก ต่างพยากรณ์ว่าสถานการณ์ภัยแล้งจะเริ่มเบาบางลง เนื่องจากอิทธิพลเอลนีโญ่ลดลงโดยคาดการณ์ว่ากลางเดือนพฤษภาคม 2559 จะเข้าสู่ฤดูฝนตามปกติ
แต่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ตลอดจนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องภายใต้ศูนย์อำนวยการเฉพาะกิจแก้ไขปัญหาวิกฤติภัยแล้งระดับชาติ ปี 2558/59 ก็ยังไม่นิ่งนอนใจ ยังคงเดินหน้ามาตรการช่วยเหลือเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากภัยแล้ง ทั้ง 8 มาตรการ รวมถึงวางแผนเตรียมความพร้อมรับมือสถานการณ์ภัยแล้งต่อเนื่อง เพราะหากฝนไม่ตกในช่วงเดือนพฤษภาคมนี้ สถานการณ์ภัยแล้งอาจรุนแรงกว่าที่คาดการณ์ไว้
จากการประเมินสถานการณ์น้ำในปี 2559 พบว่า ปริมาณความต้องการใช้น้ำของประเทศไทยภายใต้สถานการณ์ปกติอยู่ในระดับ 15,487 ล้านลูกบาศก์เมตร ปริมาณน้ำใช้การได้ของประเทศมีอยู่ประมาณ 20,733 ล้านลูกบาศก์เมตร โดยเฉพาะภาคการเกษตร ซึ่งมีประมาณ 6 ล้านครัวเรือน และมีพื้นที่ทำการเกษตรประมาณ 149 ล้านไร่ ที่มีความต้องการใช้น้ำในปริมาณ ร้อยละ 75 ของความต้องการทั้งหมด
อย่างไรก็ดี ที่ผ่านมา กระทรวงเกษตรฯ โดย พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ได้ร่วมบูรณาการงานกับหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องมาโดยตลอด ไม่ว่าจะเป็น กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และกระทรวงกลาโหม เตรียมแผนการช่วยเหลือผู้ประสบภัยแล้งในเรื่องน้ำเพื่ออุปโภคบริโภค และสร้างแหล่งน้ำ รวมทั้งสร้างความเข้าใจถึงสถานการณ์น้ำที่มีจำกัด โดยให้ทุกคนตระหนักและใช้น้ำทุกหยดอย่างรู้คุณค่ามากที่สุด
โดยล่าสุด กระทรวงเกษตรฯ ได้มีการขับเคลื่อนเรื่องการให้ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวสถานการณ์ภัยแล้ง สถานการณ์น้ำในเขื่อนหลัก ตลอดจนมาตรการช่วยเหลือต่างๆ ให้กับเกษตรกรในทุกพื้นที่ได้เข้าถึงข้อมูลเหล่านี้อย่างทั่วถึงและรวดเร็ว ผ่านคณะกรรมการขับเคลื่อนนโยบายกระทรวงเกษตรและสหกรณ์แบบเบ็ดเสร็จ หรือ Single Command เพื่อเตรียมความพร้อมให้กับเกษตรกร โดยเฉพาะชาวนาที่ส่วนใหญ่จะเริ่มปลูกข้าวนาปี ในช่วงเดือนพฤษภาคม รวมทั้ง ต้องมีการลงพื้นที่สำรวจข้อมูลปัญหาของเกษตรกร ว่ามาตรการหรือโครงการแก้ปัญหาภัยแล้งที่ดำเนินการอยู่นี้ยังสอดคล้องกับสถานการณ์ปัจจุบันหรือไม่ เนื่องจากสถานการณ์มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลาจึงต้องปรับให้เข้ากับความต้องการของเกษตรกรและสภาพความเป็นจริงด้วย เพื่อนำข้อมูลเหล่านี้รายงานกลับมาที่กระทรวงเกษตรฯ เพื่อเสนอต่อรัฐบาล นำไปสู่การแก้ไขปัญหาได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
และจากการเก็บตัวอย่างและประเมินผลแบบเร่งด่วน RRA (Rapid RuralAppraisal) ของสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร(สศก.) พบว่า เกษตรกรในพื้นที่ลุ่มน้ำเจ้าพระยาที่ประสบปัญหาภัยแล้ง มีความพึงพอใจมาตรการที่ 4 มากที่สุดคือ มาตรการเสนอโครงการพัฒนาอาชีพตามความต้องการของหมู่บ้าน ชุมชนเพื่อบรรเทาผลกระทบภัยแล้ง เนื่องจากเป็นความต้องการของเกษตรกรโดยตรงที่ต้องการให้กระทรวงเกษตรฯหรือภาครัฐช่วยแก้ปัญหา ส่วนความพึงพอใจลำดับถัดมา มาตรการที่ 2 คือ มาตรการชะลอหรือขยายระยะเวลาชำระหนี้ที่เกษตรกรมีภาระหนี้กับสถาบันการเงินเกษตรกรเห็นว่ามาตรการดังกล่าวช่วยลดภาระในการชำระหนี้คืนให้ยืดระยะเวลาออกไปได้ รองลงมาเป็นมาตรการที่ 1 คือ มาตรการส่งเสริมความรู้และการสนับสนุนปัจจัยการผลิตเพื่อลดรายจ่ายในครัวเรือน ที่มีการสนับสนุนปัจจัยการผลิต พันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ ที่สามารถนำไปประกอบอาชีพทดแทนการปลูกข้าวนาปรังที่ไม่สามารถปลูกได้ เป็นต้น
อย่างไรก็ตาม หากผู้ใช้น้ำทุกกลุ่มหรือทุกคนในประเทศไทย สามารถปรับปรุงประสิทธิภาพการใช้น้ำทั้งหมดให้ลดลงและประหยัด รวมถึงยับยั้งการรั่วไหลของน้ำ ได้เพียง ร้อยละ 5-10 ก็จะทำให้ได้น้ำคืนมาถึง ร้อยละ 7.5 ซึ่งมากกว่าน้ำที่ต้องการอุปโภคบริโภคทั้งปีเสียอีก……หากทำได้เช่นนี้“ภัยแล้ง” ก็จะไม่ใช่สิ่งที่น่ากลัวอีกต่อไป