ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/entertain/212860
เผลอแป๊บเดียว 12 ปีแล้ว กับหนังไทยที่คลาสสิกอย่าง “แฟนฉัน” ที่เคยสร้างความประทับใจในวันเก่า ภาพยนตร์ที่เป็นจุดเริ่มต้นบนเส้นทางบันเทิงของพวกเขา “แน็ค” ชาลี ไตรรัตน์, “แจ็ค” เฉลิมพลทิฆัมพรธีรวงศ์, “เกตต์” อัญญาฤทธิ์ พิทักษ์ติกุล, “อ๋อง” ธนา วิชยาสุรนันท์, หยก ธีรนิตยาธาร และ “ออฟ” อภิชาญ เฉลิมชัยนุวงศ์
“ทีมข่าวบันเทิงแนวหน้า” ได้โอกาสพูดคุยพร้อมหน้ากับทั้ง 6 หนุ่มอีกครั้ง เมื่อ “ต้อม” ยุทธเลิศ สิปปภาค มีโปรเจกท์สำคัญ ภาพยนตร์ปลุกวิญญาณ ผีบุปผา ใน “บุปผาอาริกาโตะ” หนังหลอน สยอง ขำ ที่วางโปรแกรมเข้าฉาย 5 พฤษภาคมนี้
วันแรกที่กลับมาเจอกัน?
ออฟ : ห่างกันไป 12 ปีก็มีเขินๆ กันบ้างครับ ประมาณ2 นาที (หัวเราะ) คือหนังเรื่องอื่นจะมีการเวิร์กช็อป ให้มาทำความรู้จักกันก่อน แต่พี่ต้อม ผู้กำกับฯ อยากให้เกิดความเรียล ความเป็นตัวเราจริงๆ บอกไม่ต้องมีเวิร์กช็อป ให้เจอกันเลย เจอแบบเพื่อนๆ เจอกัน ครั้งแรกที่เจอกัน ก็เจอกันที่สนามบินเลยครับ พร้อมถ่ายทันที พวกเราก็จะเกร็งๆกันนิดหนึ่ง ไม่ได้เจอนาน ไม่รู้ว่าจะคุยกันรู้เรื่องไหม
แน็ค : ก่อนหน้านี้ เรียกว่าแทบจะไม่ได้ติดต่อกันเลยครับมีแต่น้อยมาก เพราะแต่ละคนก็ห่างหายกันไปทำในสิ่งที่แต่ละคนตั้งใจไว้
พอเจอกันที่สนามบิน?
เกตต์ : ทุกอย่างอัตโนมัติขึ้นมาเองครับ เพื่อนสมัยเด็กที่ไม่ได้เจอกันนาน พอมาเจอกัน ก็ใช้เวลาแค่แป๊บเดียวเท่านั้น เราก็คุยกันเจี๊ยวจ๊าวเหมือนเดิม
แจ็ค : เราแบบ “เฮ้ย! เป็นไงบ้างวะ” จบครับ
ออฟ : เราต้องการแค่คำทักทาย ที่เหลือเดี๋ยวมันก็ไหล พลิ้วเหมือนเดิม
เนื้อหาของหนังที่ดึงทั้งหมดกลับมาเจอกัน?
เกตต์ : ตามเนื้อเรื่องคือเรารู้จักกันมาก่อน แล้วก็ไปถ่ายเอ็มวีให้พี่แน็คที่ญี่ปุ่น แล้วตัวละครก็เป็นตัวของเราเองที่ไปช่วยเพื่อนถ่ายเอ็มวีที่ญี่ปุ่นครับ
แน็ค : เนื้อเรื่องเริ่มจากผมเป็นนักดนตรี มีเพลงที่อยากถ่ายทำเอ็มวี ก็เลยเชิญชวนเพื่อนที่อยู่ในชีวิตจริง ไปช่วยถ่ายเอ็มวีที่ญี่ปุ่นหน่อย เราก็คาดหวังว่าเอ็มวีจะถ่ายได้แบบราบรื่น แต่พอไปถึงเราได้เจอเหตุการณ์อะไรต่างๆ ที่ทำให้มีอุปสรรคมากมาย
เริ่มภารกิจถ่ายทำ?
หยก : ผมตื่นเต้นมากครับ พอรู้ว่าจะได้ไปถ่ายทำที่ญี่ปุ่น พอรู้ว่าจะไปถ่ายที่เมือง “นิเซโกะ” ก็รีบเสิร์ชหาข้อมูล เพราะไม่เคยได้ยินมาก่อนโอ้โห…เมืองเป็นเมืองสกี หิมะขาวสวยมากเลย ใจก็คิดว่าคงไม่สวยเท่าในรูปหรอก แต่พอเรานั่งเครื่องไปถึง สิ่งที่เห็น ผมว่าทุกคนประทับใจเหมือนกับผม เพราะว่าเมืองนี้สุดยอดมาก เขามีชื่อเรียกว่า snow powderคือหิมะเหมือนกับแป้งเลยครับ เหมือนที่เราเห็นในรูปเลย (ออฟ : เป็นหิมะที่กระโดดใส่แล้วนุ่มครับ เหมือนเป็นเบาะเลย) ลองชิมนี่ละลายในปาก
เลยครับ
เกตต์ : พวกเรายังไม่มีใครเคยไปเมืองนี้มาก่อน เป็นเมืองเฉพาะสำหรับคนเล่นสกี ไม่ใช่เมืองท่องเที่ยว เพราะฉะนั้น เป็นครั้งแรกของทุกคนที่ได้ไปที่นั่น
อ๋อง : ครั้งแรกของผมที่ได้ไปต่างประเทศเลยครับ
ใช้เวลาถ่ายทำที่ญี่ปุ่น?
แน็ค : ครึ่งเดือนครับ
ออฟ : เหมือนได้ไปร่วมใช้ชีวิตกันอีกครั้ง ตื่นมาก็เจอหน้ากัน พวกเราสนุกกับการถ่ายทำมากครับ
วีรกรรม?
ออฟ : ช่วงนั้นพี่แจ็คเขาลดน้ำหนักอยู่ แล้วคนอ้วนเวลาลดน้ำหนักก็จะขี้หงุดหงิด โมโหหิว แล้วเวลาที่เขาโมโหหิวเขาก็จะมาลงกับน้องๆ
แจ็ค : น้องๆ พอเห็นว่าผมโมโห ก็จะหยิบปลาดิบยัดใส่ปากก็จะอารมณ์ดีขึ้นมาครับ (หัวเราะ)
เกตต์ : เราใช้พลังงานเยอะ อยู่ในห้องร้อนๆ ออกไปเจอหิมะหนาวๆ ร่างกายก็ต้องปรับ แล้วเดินเข้าเดินออกบ่อยมาก
แน็ค : แจ็คมีไปวิ่งกลางหิมะออกกำลังกายด้วย แต่วิ่งเสร็จแล้วกลับมากินขาหมู (หัวเราะ)
ออฟ : มีชวนน้องๆ ไปวิ่งด้วยครับ แต่ไม่มีใครไป (หัวเราะ)
นอกจากถ่ายทำกับพักผ่อน ได้ออกนอกเส้นทางกันบ้างไหม?
ออฟ : ที่พอจะไปได้ ก็มีแต่แฟมิลี่มาร์ทแถวนั้นครับ หรือไม่ก็เดินเล่นดูความสวยงามของเมืองเขา ไปออนเซ็นบ้าง
ทำงานกับต้อม-ยุทธเลิศ?
ออฟ : พี่เขาเป็นผู้กำกับที่เจ๋งมากครับ
เกตต์ : เราไม่เคยเจอซูเปอร์แมน ก็ได้เจอ เขาถ่ายเอง ทำเอง กำกับเอง ตัดต่อเอง โหดมาก
ออฟ : แล้วพี่ต้อมเป็นคนที่มีไอเดียตลอดเวลา เขาจะเปิดโอกาสให้นักแสดงร่วมคิดบทไปกับเขา อยากเล่นมุขไหน เพิ่มอะไร เขาพร้อมจะปรับเปลี่ยน เพื่อทำให้หนังดียิ่งขึ้น มุขสดตลอดเวลา และที่เห็นว่าได้แก้ผ้ากันก็ไอเดียของพี่แจ็คนี่แหละครับ
แจ็ค : เรื่องของเรื่องคือผมมองหนังพี่ต้อมไม่ค่อยมีแนวโป๊ๆเลย เราก็ถามว่ากลุ่มพวกเราจะมีเลิฟซีนไหม พี่ต้อมก็บอกว่า “เออดีๆ” ก็เลยให้เราแก้ผ้าเลย ผมไม่น่าไปพูดเลยตอนนั้น(หัวเราะ)
ฉากประทับใจ?
หยก : ซีนแก้ผ้านี่แหละครับ เพราะเชื่อว่ามีหลายๆ คนที่มีฟิลอยากแก้ผ้ากลางหิมะ ผมว่าผู้ชายส่วนใหญ่คิดนะ แล้วเราได้ไปทำจริงๆ ถึงมันจะหนาวจับใจ แต่สนุกมากครับ
ออฟ : ตอนแรกผมไม่ชอบนะครับ ที่ต้องแก้ผ้า แต่พอได้ลองก็สนุกดี เป็นฉากที่ได้ท้าทายตัวเองและเพื่อนๆ ทรหดแต่สนุกครับ
แจ็ค : อุณหภูมิ -8 แล้วเราไม่ได้ใส่รองเท้า เหยียบหิมะที่ละลายแฉะๆ เย็นๆ ผมเท้าชาไปหมดเลยครับ หนักถึงขนาดเป็นไข้กันก็มี
ก่อนหน้านี้มีกรุ๊ปไลน์กันไหม?
เกตต์ : ไม่มีครับ เป็นความน่ารักอย่างหนึ่งของกลุ่มแฟนฉัน ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา ไลน์มีมากี่ปีแล้วไม่รู้ แต่เราไม่เคยมีกรุ๊ปไลน์กันเลย (หัวเราะ) เจอกันบ้างแต่ก็ไม่เคยขอไลน์กัน จนมาปีที่ 12 นี่แหละ เราถึงเพิ่งได้ตั้งกรุ๊ปไลน์แฟนฉันขึ้นมา

ความเปลี่ยนแปลง?
ออฟ : ผมว่าทุกคนเป็นตัวของตัวเองหมดเลยครับ 12 ปีที่ผ่านมาทุกคนแสดงความเป็นตัวเองออกมาชัดเจนมากขึ้น
อัพเดตตัวตนในปัจจุบัน?
หยก : ตอนนี้ผมเรียนอยู่ที่คณะสถาปัตย์ จุฬาฯ ปี 4 ครับ ตั้งใจว่าจบแล้วจะลองทำงานเป็นสถาปนิก ส่วนอนาคตกำลังคิดอยู่ครับว่าจะเรียนต่อทางด้านไหน ถ้าเกิดทำงานแล้วไม่ชอบขึ้นมา ก็อาจจะไปโทด้านอื่นครับ เกี่ยวกับพวกด้านลงทุน หรืออสังหาริมทรัพย์ ที่เราสามารถเอาความรู้ที่เรียนมา ไปประยุกต์ใช้ได้ครับ
ออฟ : ผมเพิ่งเรียนจบปีที่แล้วครับ ด้านนิเทศฯโฆษณา จากเอแบค ปัจจุบันผมก็ทำงานด้านดิจิตอลเอเจนซี่ทางด้านโฆษณาอยู่ครับ คือด้วยความที่ผมชอบวงการโฆษณามาตั้งแต่ก่อนที่จะเลือกเรียนด้านนี้แล้ว แล้วพอเรียนจริงๆ ก็ใช่สิ่งที่เราอยากทำ และทำได้ เลยเลือกที่จะทำงานนี้ ส่วนงานแสดงก็ทำควบคู่กันไปครับ
เกตต์ : ผมทำงานในวงการครับ มีถ่ายละคร แล้วก็เรียนบริหารธุรกิจ ที่ชินวัตร ปี 3 ที่เลือกเรียนทางนี้ เพราะเป็นคณะที่สามารถใช้ได้ทุกอย่างในชีวิตประจำวัน แล้วก็เคยคิดกับเพื่อนว่าอยากทำสตูดิโอเล็กๆ เป็นคาเฟ่สตูดิโอ แต่ตอนนี้เรียนกับทำงานด้านการแสดงก่อนครับ
แจ็ค : ผมอยากเป็นผู้กำกับอย่างเดียวเลยครับ ถ้ามีโอกาสก็อยากลองดู คือถ้าวันหนึ่งงานเบื้องหน้าเราไม่มี เราก็ยังทำเบื้องหลังได้ (ออฟ : เขาเคยกำกับเรื่องสั้นด้วยนะครับ แล้วเอาผมไปเล่น เป็นโปรเจกท์ที่พี่แจ็คเขาได้ลงมือเป็นผู้กำกับจริงๆ เขาตั้งใจกว่าแสดงอีกนะ (หัวเราะ) ได้เห็นภาพเขาในมุมนั้นแล้วแปลกตาดีครับ ดูจริงจังมาก)
แน็ค : ผมอยากฝากเรื่องของดนตรีครับ อยากฝากให้เปิดใจรับฟังผมร้องเพลง เพราะตอนนี้ผมกำลังทำงานด้านดนตรีอยู่ครับ (เกตต์ : หนังเรื่องนี้พี่แน็คก็ร้องเพลงเองด้วยครับ) คือตอนแรกผมเริ่มจากทำเพลงอินดี้ ตอนนี้เริ่มเปลี่ยนแนว มาทำเพลงตลาด อยากให้ลองฟังกันดูครับ อย่าติดภาพว่าเป็นนักแสดงมาร้องเพลง (ไปเรียนด้านเพลงมาจริงจังหรือว่ายังไง?) ไม่ได้เรียนเลยครับ หัวดื้อ ไม่ชอบให้คนสอน และก็ไม่ได้อยากรู้ทฤษฎีด้วย อยากเอาความพยายามของเราเองออกมา ผมแต่งทั้งเนื้อร้องทำนองเองหมดทุกชิ้น คิดงานเองหมด ผมไม่ได้เก่งอะไร แต่ผมอยากคิดเองทั้งหมด รวมถึงเอ็มวี ภาพด้วย (ปล่อยมากี่เพลงแล้วคะ?) ก่อนหน้านี้ปล่อยทางยูทูบแล้วก็ลบไป เพลงต่อไปที่จะปล่อยมา จะทำแบบจริงจังแล้วครับชื่อเพลง “จะรออยู่ตรงนี้” เรื่องราวของผู้ชายคนหนึ่งที่รอผู้หญิงคนหนึ่งอยู่โดยที่ไม่ได้บอกสาเหตุว่าเขาหายไปเพราะอะไร (แต่งเพลงจากชีวิตจริงรึเปล่า ?) ไม่ครับ ผมไม่ได้เป็นคนที่เอาชีวิตจริงมาแต่งเพลง แต่งแบบที่ว่าเพลงนี้อยากให้เป็นยังไงก็แต่งอย่างนั้นครับ
อ๋อง : ผมทำงานแฮนด์เมดขายอยู่ครับ แล้วก็ทำงานศิลปะด้วย ไม่รู้เหมือนกันว่าหลงเสน่ห์อะไรด้านนี้ ตั้งแต่เด็กแล้วครับ ดิ้นไม่หลุด เหมือนกับทำให้เรามีความเป็นคนขึ้น ลองคิดว่าถ้าไม่มีศิลปะ คนก็คงไม่ต่างจากสัตว์ป่า ที่ป่าเถื่อน แต่เมื่อคนเราเห็นอะไรที่สวยงาม มันจะทำให้คนเรามีความคิดหรืออารมณ์ที่เปลี่ยนไป (ทำงานแฮนด์เมดไปขายที่ไหนคะ?)
ขายตามถนนคนเดินทั่วไปครับ ที่ชลบุรี บ้านเกิดผม ก่อนหน้านี้ผมไปอยู่ที่เชียงรายมา 3 ปี ไปช่วยงานที่วัดอาจารย์เฉลิมชัย ก็ได้ความคิด การใช้ชีวิต และศิลปะจากอาจารย์มา และผมก็ทำงานมือขายตั้งแต่อยู่ที่โน่นแล้วครับ ตอนนี้กลับมาอยู่ที่ชลบุรีก็ทำในสิ่งที่ฝัน ที่ชอบต่อไปให้ดีที่สุด ฝากด้วยนะครับ ผมมีขายทางออนไลน์ด้วย เข้าไปดูที่เฟซบุ๊คแฟนเพจ 70shippie ได้เลยครับ
มุมมองต่อหนังไทย?
แน็ค : เดี๋ยวนี้หนังเยอะมากครับ หนังไทยอยู่ได้ แต่ต้องดีจริงๆ เพราะเดี๋ยวนี้การถ่ายทำง่ายมาก ใครมีเงินนิดหน่อยก็สามารถถ่ายหนังได้แล้ว แต่จะทำเงินได้ไหม ขึ้นอยู่กับคุณภาพจริงๆ ต้องแข่งกันเยอะ
พอสมควร
ออฟ : หลายคนมองว่าหนังไทยหนีไม่พ้นเรื่องของ ตลก ผี แต่ในเรื่องบุปผาอาริกาโตะ แม้จะยึดความชอบของคนไทยในเรื่องนี้ แต่เราหยิบเอามาทำในรูปแบบใหม่ ผีหลอกกลางวันแสกๆ ตลกก็สอดแทรกสิ่งที่วัยรุ่นเข้าใจได้มากขึ้น อิงกับสถานการณ์ปัจจุบัน ผมรับรองว่าเป็นอีกเรื่องหนึ่งในรอบหลายปีที่คุ้มกับการดูครับ
แจ็ค : หนังไทยถ้าพูดตรงๆ ตอนนี้แย่ครับ ไม่มีใครกล้าลงทุน เพราะโลกดิจิตอลเข้ามาเยอะมาก ก็อยากเชิญชวนคนไทยทุกคนครับ ถ้ามีโอกาสช่วยกันสนับสนุนหนังไทย เพื่อที่หนังไทยจะได้ไม่หายไปไหนครับ
หยก : จริงๆ ผมเป็นคนดูหนังไม่เยอะครับ แต่ถ้าจะดูก็จะเป็นเรื่องที่สนใจจริงๆ หรือตามกระแสบ้าง ซึ่งส่วนใหญ่ก็จะเป็นหนังฝรั่งหมด แต่ตอนนี้เริ่มเห็นแนวโน้มของการพัฒนาขึ้นของหนังไทย มีบางเรื่องที่เหมือนจะไม่มีอะไร แต่พอได้ดูแล้ว ดีเกินคาดครับ ผมก็คิดว่าอนาคตน่าจะไปต่อได้ครับ หรืออนาคตอาจจะกลับมาฟีเวอร์เหมือนฟุตบอลไทยก็เป็นได้นะครับ
เกตต์ : ด้วยกระแสโซเชียล ทุกวันนี้คนเลยตัดสินใจที่จะดูหนังหรือไม่ดู จากกระแสโซเชียลก่อน ทั้งที่ความจริงเนื้อเรื่องอาจจะดี เราอาจจะชอบ แต่ด้วยมุมมองของคนอื่นที่เข้าไปอ่าน ทำให้รู้สึกไม่อยากดู หรือบางคนดูหนังซูมแล้วบอกว่าหนังไม่ดี ทั้งที่อรรถรสของหนังลักลอบถ่าย กับหนังในโรงคนละเรื่องกันเลย หนังไทยในโรงเจ๋งกว่าที่คุณคิดเยอะมากๆครับ อยากให้เปลี่ยนทัศนคติกัน ไม่ใช่ยึดแค่จากลมปากของคนอื่น ผมว่าหนังจะสนุกหรือไม่สนุกอยู่ที่คุณดูเองมากกว่าครับ
อ๋อง : ผมเป็นคนชอบดูหนังครับ แต่จะเลือกดูเฉพาะสิ่งที่ผมชอบ ผมเปิดรับทุกแนวทั้งหนังเกรดดี หนังนอกกระแส แต่ผมจะชอบหนังเรโทรมากกว่าครับ ยุคปี’69 หรือ 70 พวก God Father อะไรอย่างนั้นคนไทยชอบคิดอย่างหนึ่ง และสมัยเด็กๆ ผมก็คิดด้วยเหมือนกัน คือดูหนังไทยไม่คุ้ม เขาลงทุนนิดเดียว แต่หนังนอกเขาใช้ทุนเยอะ น่าจะคุ้มค่า แต่พอเราโตขึ้นมา เราได้รู้ว่าหนังฝรั่งที่ใช้ทุนต่ำ แต่กำไรเยอะก็มี ผมคิดว่าเราน่าจะเปิดใจดูที่เนื้อหาของเรื่องกัน และก็ขึ้นอยู่กับคุณภาพของหนังด้วย ว่าจะตอบโจทย์ผู้ชมได้มากแค่ไหน เราต้องเปิดใจให้กว้างครับ รวมถึงเลือกที่จะรับชมของลิขสิทธิ์เพื่อให้เกียรติผู้สร้างผู้ผลิต และเป็นกำลังใจให้เขาได้ทำผลงานที่ดีๆต่อไปด้วยครับ
ไม่ใช่แค่เด็กที่เพิ่งเริ่มโต แต่ทั้ง 6 หนุ่มกำลังเข้าสู่วัยผู้ใหญ่ อัพเดตชีวิตและมุมมองกันหลังห่างหาย ส่วนนอกเหนือจากนี้ พวกเขาบอกไปสนุกด้วยกันได้ใน “บุปผาอาริกาโตะ” ผลงานที่พวกเขาตั้งใจกลับมาเจอ และส่งต่อความสุขให้ผู้ชมอีกครั้งในรอบ 12 ปี!!