ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 29 ธ.ค. 2559 05:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/819542

ปี 2559 คงถือเป็นปีที่ไม่มีผู้นำคนใดจะมีอิทธิพลมากที่สุดในโลกเท่ากับ วลาดิเมียร์ ปูติน ประธานาธิบดีแห่งรัสเซียไปได้ จนนิตยสารฟอร์บส์ยกให้ปูติน ผู้นำคนดังของรัสเซีย เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดในโลกประจำปี 2559 และเป็นปีที่ 4 ติดต่อกัน ในขณะที่ชาวรัสเซียและชาวโลกได้ยินชื่อปูตินในฐานะเป็นประธานาธิบดีรักษาการแทนอดีตประธานาธิบดีขี้เมา ‘บอริส เยลต์ซิน’ มาตั้งแต่ปี 2542 สมัยรัสเซียทำสงครามปราบกบฏแบ่งแยกดินแดนแคว้นเชชเนียโน่นแล้ว
หนำซ้ำโลกยังต้องจับตามากขึ้น สมกับคำที่ว่าอนิจจัง ไม่เที่ยง อะไรก็เกิดขึ้นได้ทั้งนั้น เพราะใครจะไปคาดคิดว่า ปูติน และโดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ กลับมาเกิดอาการ ถูกโฉลก รักใคร่กันดี ผิดแผกแตกต่างไปสายสัมพันธ์ที่เฉยชากับประธานาธิบดีบารัค โอบามา ที่กำลังจะโบกมืออำลาตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐฯ 2 สมัยในเดือนมกราคม ที่จะถึงนี้ แถมทรัมป์ กับปูติน ยังสนิทสนมถึงขนาดหน่วยข่าวกรองและทำเนียบขาวออกมาโวยปูตินเป็นคนสั่งการ ให้ทีมแฮกเกอร์มือฉมัง ‘แฮก’ เจาะข้อมูลระบบคอมพิวเตอร์เพื่อช่วยให้ทรัมป์ชนะเลือกตั้งเหนือนางฮิลลารี คลินตัน กันเลยทีเดียว

*ฟอร์บส์ ยกปูติน นำพารัสเซียแผ่อิทธิพลเหนือโลก
ปูติน อดีตสายลับเคจีบีในวัย 64 ปี นับวันจะยิ่งเก่งและแกร่ง จนนิตยสารฟอร์บส์ ยกเหตุผลที่เลือกให้ปูติน เป็นบุคคลที่ทรงอิทธิพลมากที่สุดของโลก ประจำปี 2559ว่า เนื่องจากเขามีบทบาทอย่างยิ่งต่อเรื่องราวต่างๆ ในประเทศรัสเซีย โดยเฉพาะการนำพาประเทศรัสเซีย เข้าไปมีอิทธิพลต่อสงครามกลางเมืองในซีเรีย ไปจนถึงการเลือกตั้งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ
ถ้าจำกันได้ปี 2557 จุดยืนที่แข็งแกร่งของปูติน ในการสนับสนุนกบฏแบ่งแยกดินแดนในแคว้นโดเนสก์และลูฮานสก์ ทางภาคตะวันออกของยูเครน ถึงแม้ทำให้รัสเซียโดนสหรัฐฯและชาติตะวันตกประณามเสียงขรม แต่ปูตินก็ไม่สน เพราะได้ใจชาวยูเครนที่พูดภาษารัสเซียที่อยากจะไปอยู่ใต้’ชายคา’ของรัสเซียมากกว่า ขณะที่ ปูติน ยังเดินหน้าผนวกแคว้นไครเมียที่เต็มใจจะแยกตัวจากยูเครนเข้าเป็นส่วนหนึ่งของรัสเซียเมื่อเดือนมีนาคม 2558ไปอย่างสะดวกโยธิน

* เรียกเสียงปรบมือลั่นสภา ไม่ต้องการเป็นศัตรูกับชาติใด
ประธานาธิบดีปูติน ได้กล่าวสุนทรพจน์ระหว่างการแถลงนโยบายและผลงานประจำปีต่อสมาชิกรัฐสภา หรือสภาดูมา ที่ทำเนียบเครมลิน ในกรุงมอสโก เมื่อต้นเดือนธันวาคม ที่ผ่านมาว่า รัสเซียต้องการปรับปรุงความสัมพันธ์กับรัฐบาลสหรัฐฯ (ยุคโดนัลด์ ทรัมป์)ให้ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน เพราะตอนนี้ความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติ ตกต่ำย่ำแย่ไปอยู่ระดับต่ำสุด นับตั้งแต่ยุคสงครามเย็น
ปูติน พูดชัดว่า รัฐบาลรัสเซียจะเป็นพันธมิตรกับรัฐบาลชุดใหม่ของสหรัฐฯ พร้อมทั้งจะผลักดันให้ทั้งสองประเทศร่วมมือกันต่อสู้กับกลุ่มก่อการร้ายสากลกลุ่มต่างๆ ปูตินชี้ว่า การฟื้นฟูความสัมพันธ์ระหว่าง 2 ชาติมหาอำนาจให้กลับมาแน่นแฟ้นดังเดิมถือเป็นเรื่องสำคัญ เพื่อให้ประเทศชาติสามารถเดินหน้าความร่วมมือต่างๆ ในรูปแบบทวิภาคีในการแก้ปัญหาระดับโลกและระดับภูมิภาคได้อย่างมีประสิทธิภาพ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกัน
*แฝงความกร้าว ไม่ยอมให้แทรกแซงกิจการภายในประเทศ
ถึงแม้ถ้อยแถลงของปูติน ถึงทิศทางนโยบายของประเทศในปีใหม่ คือการจะหวนมาสานสัมพันธ์กับสหรัฐฯ ภายใต้การนำของโดนัลด์ ทรัมป์ และยังต้องการฟื้นฟูความสัมพันธ์กับหลายชาติ แต่ปูตินยังคงย้ำว่า จะไม่ยอมให้ความสัมพันธ์ดังกล่าวมาละเมิดสิทธิภายในประเทศ และรัสเซียจะต้องเป็นผู้ชี้ชะตาอนาคตของประเทศด้วยตนเอง

*โจทย์ใหญ่ สหรัฐฯ-รัสเซีย คือ สงครามกลางเมืองในซีเรีย
นอกจากนโยบายต่างประเทศที่รัสเซียจะหวนกลับมาจับมือกับรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งคงทำให้สถานการณ์ตึงเครียดระหว่างประเทศระหว่างรัสเซียกับสหรัฐฯคลี่คลายลงแล้ว ปูติน คงต้องบรรลุข้อตกลงกับทรัมป์ ถึงบทบาทต่อสงครามกลางเมืองในซีเรียในอนาคต เพราะทุกวันนี้ ชาวโลกทราบกันดีว่า รัฐบาลประธานาธิบดีบารัค โอบามา ให้การหนุนหลังฝ่ายกบฏต่อต้านรัฐบาลประธานาธิบดีบาชาร์ อัล อัสซาด แห่งซีเรีย ขณะที่ รัฐบาลปูติน สนับสนุนรัฐบาลประธานาธิบดีอัสซาด โจมตีทางอากาศถล่มโจมตีฝ่ายกบฏ และได้ชัยที่เมืองอเลปโปแล้วเมื่อช่วงต้นเดือนธันวาคม ที่ผ่านมา สามารถขับไล่ฝ่ายกบฏออกไปจากด้านตะวันออกของเมืองได้สำเร็จ หลังยึดครองมานานกว่า 4 ปี

*ปูติน-ทรัมป์ ‘แมน ออฟ เดอะ เยียร์ 2016’
ในขณะที่ ประธานาธิบดีปูติน โดดเด่นมายาวนานต่อเนื่องหลายปีแล้ว ตอนนี้ โดนัลด์ ทรัมป์ ว่าที่ประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ ก็กำลังมาแรงสุดๆ ขณะที่จะทำพิธีสาบานตนเข้ารับตำแหน่งประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯในวันที่ 20 มกราคม ที่จะถึงนี้ โดย ไทม์ นิตยสารทรงอิทธิพลในสหรัฐฯ ได้ยกทรัมป์เป็นบุคคลแห่งปี 2559 เฉือนเอาชนะฮิลลารี คลินตัน ที่ตามมาเป็นที่ 2 โดยแนนญี่ กิ๊บส์ บรรณาธิการฝ่ายบริหารของไทม์ เผยในรายการทูเดย์โชว์ทางสถานีโทรทัศน์เอ็นบีซีด้วยว่า สาเหตุที่เลือกทรัมป์ เป็นบุคคลแห่งปี 2559 เพราะเป็นคนตรงไปตรงมา ไม่อ้อมค้อม สามารถดันตัวเองจากมหาเศรษฐีนักธุรกิจจากนิวยอร์ก ‘ม้านอกสายตา’ จนได้รับเลือกเป็นตัวแทนของพรรครีพับลิกัน และชนะเลือกตั้งเมื่อวันที่ 8 พ.ย.ได้เป็นประธานาธิบดีคนใหม่ของสหรัฐฯ อย่างพลิกล็อกช็อกโลก
และสิ่งที่ชาวอเมริกันและชาวโลกกำลังจับตาต่อไป คือการมาของทรัมป์ จะทำให้สหรัฐฯเปลี่ยนแปลงไปมากน้อยแค่ไหน และจะทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศของสหรัฐฯกับชาติยักษ์ใหญ่ของเอเชีย อย่างจีนออกมาในทิศทางใด หลังจากตอนนี้พากันโล่งอกที่ทรัมป์ จับมือกับปูติน ชาติมหาอำนาจที่บาดหมางกับรัฐบาลโอบามาจนทำให้สหรัฐฯกับรัสเซียอยู่ในภาวะตึงเครียดมากที่สุดนับตั้งแต่ยุคสงครามเย็น
*จัสติน ทรูโด นายกฯหล่อแห่งปี 2559
ท่ามกลางสถานการณ์โลกที่ตกอยู่ในความตึงเครียดในหลายภูมิภาค บวกกับภัยจากกลุ่มก่อการร้ายไอซิสที่เข่นฆ่าชีวิตผู้บริสุทธิ์อย่างต่อเนื่องมาตลอดทั้งปี 2558-59 และแล้ว จัสติน ทรูโด นักการเมืองหนุ่มหล่อชาวแคนาดา วัย 45 ปี บุตรชายของอดีตนายกรัฐมนตรีปิแอร์ เอลเลียตต์ ทรูโด ก็ทำให้บรรยากาศการเมืองในแคนาดาที่ดูนิ่งๆ เย็นๆ เหมือนกับสภาพอากาศในประเทศนี้ มีสีสันสดใสขึ้นมาทันที เมื่อทรูโด จากพรรคเสรีนิยม สามารถชนะเลือกตั้ง ได้เป็นนายกรัฐมนตรีคนที่ 23 ของแคนาดา ในช่วงปลายปี 2558

ทรูโด ไม่ใช่แค่ได้รับการบันทึกในฐานะเป็นนักการเมืองที่ก้าวขึ้นมาเป็นนายกรัฐมนตรีแคนาดาที่อายุน้อยที่สุดเท่านั้น แต่เขากำลังเป็นนายกรัฐมนตรีหนุ่มที่กำลังมาแรงในขณะนี้ ด้วยบุคลิกแบบสบายๆ ถอดเสื้อสูท พับแขนเสื้อเชิ้ตให้เห็นเป็นนิตย์ และยังแถลงข่าวอย่างเป็นกันเอง ด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มแจ่มใสเป็นมิตรต่อผู้คนอย่างยิ่ง ที่สำคัญ ทรูโด ยังประกาศตนเป็นนักเฟมินิสต์ตัวยง หรือคนที่ยึดว่าเพศทุกเพศ ไม่ว่าจะชายหรือหญิง มีความเท่าเทียมกัน…(ที่ใครฟังก็รู้สึกดี๊ดี…)
