ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/263407
วันอาทิตย์ ที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2560, 13.45 น.
2 เม.ย.60 พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรและสหกรณ์ เปิดเผยว่า ตามที่มีความกังวลกันว่าน้ำในเขื่อนลำตะคอง และเขื่อนอื่นๆ มีน้ำใช้การน้อย ฝนจากพายุฤดูร้อนเข้าเขื่อนไม่มากเกรงว่าจะมีไม่พอใช้ตลอดฤดูแล้งที่เหลืออยู่นั้น ตนขอให้ประชาชนอย่าตระหนกและเชื่อมั่นการบริหารจัดการน้ำ มีการวางแผนจัดสรรน้ำทั่วประเทศอย่างพอเพียงผ่านช่วงแล้งไปได้ และเตรียมปริมาณน้ำสำรองต้นฤดูฝนไว้รองรับถ้ามีฝนทิ้งช่วง ซึ่งเขื่อนลำตะคองมีปริมาณน้ำใช้การเทียบจากปี 59 ในเวลาเดียวกันมีน้ำ 68 ล้าน ลบ.ม.ขณะนี้มีน้ำ 63 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งต่างกันไม่มาก ส่วนเขื่อนลำพระเพลิง ปีก่อนมีน้ำ 56 ล้าน ลบ.ม.และปีนี้มีมากขึ้น 68 ล้าน ลบ.ม.จึงยืนยันว่าไม่น่าหวั่นวิตก เพราะมีน้ำเพียงพอใช้ตลอดฤดูแล้งแน่นอน ถึงแม้ฝนจะไม่ตกไปถึงเดือน ก.ย.ซึ่งคาดการณ์ปริมาณปล่อยน้ำจากเขื่อนลำตะคอง ในช่วง 3 เดือนต่อจากนี้ ประมาณ 28 ล้าน ลบ.ม.เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว หากฝนไม่ตกเลย ใช้น้ำจากเขื่อนลำตะคอง เพื่ออุปโภคบริโภคอย่างเดียวโดยงดส่งน้ำการเกษตร จะดูแลประชาชน 2 ล้านคน ได้ถึงวันที่ 1 พ.ย.60 รวมถึงสั่งให้กรมฝนหลวงและการบินเกษตร เร่งปฏิบัติการฝนหลวงเติมน้ำต้นทุนในเขื่อนมาต่อเนื่อง
ด้าน นายสุรสีห์ กิตติมณฑล อธิบดีกรมฝนหลวงฯ กล่าวว่า รมว.เกษตรฯ ให้เร่งปฏิบัติการเติมน้ำต้นทุน โดยล่าสุดปรับแผนทำฝนหลวงได้ย้ายหน่วยฝนหลวง จ.บุรีรัมย์ มาช่วย จ.นครราชสีมา เพื่อเร่งทำฝนหลวงเติมน้ำเขื่อน และสร้างความชุ่มชื้นบริเวณนี้ได้มากยิ่งขึ้น ทำให้มีฝนตกบริเวณเขื่อนลำตะคอง และเขื่อนลำพระเพลิง และศูนย์ฝนหลวงภาคอีสาน จ.อุดรธานี ทำฝนหลวง ช่วยพื้นที่เกษตร เพิ่มน้ำเขื่อนลำปาว ศูนย์ฝนหลวงภาคตะวันออก จ.จันทบุรี ทำฝนหลวงให้พื้นเกษตรในจังหวัดใกล้เคียง พื้นที่รับน้ำเขื่อนคลองสียัด และอ่างเก็บน้ำประแสร์ เพิ่มปริมาณน้ำใช้ในนิคมอุตสาหกรรมภาคตะวันออก และศูนย์ฝนหลวงภาคใต้ หน่วยฯ หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ทำฝนช่วยพื้นที่เกษตรและพื้นที่ลุ่มรับน้ำเขื่อนปราณบุรี ทั้งนี้ ได้การทำฝนหลวงที่ผ่านมามีฝนตกรวม 45 จังหวัด เพิ่มน้ำเข้าเขื่อน 71 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งได้ผลน่าพอใจ
ขณะที่ นายทองเปลว กองจันทร์ รองอธิบดีกรมชลประทาน กล่าวว่า จากที่มีพายุฤดูร้อนเกิดขึ้นในช่วงวันที่ 13 – 30 มี.ค.มีฝนตกมากขึ้น โดยเฉพาะตอนบนของประเทศมีน้ำไหนเข้า 34 เขื่อนหลัก รวม 362 ล้าน ลบ.ม.โดยแยกเป็นภาคเหนือ 61 ล้าน ลบ.ม. , ภาคอีสาน 99 ล้าน ลบ.ม., ภาคกลาง 23 ล้าน ลบ.ม. , ภาคตะวันตก 34 ล้าน ลบ.ม. , ภาคตะวันออก 15 ล้าน ลบ.ม.และภาคใต้ 131 ล้าน ลบ.ม.ซึ่งมีปริมาณน้ำต้นทุนในช่วงฤดูแล้งนี้ จากเขื่อนทั่วประเทศ 43,915 ล้าน ลบ.ม.ร้อยละ 58 เป็นน้ำใช้การได้ 20,096 ล้าน ลบ.ม.ร้อยละ 39 มากกว่าปีก่อน รวม 7,473 ล้าน ลบ.ม.
อย่างไรก็ตาม การเพาะปลูกยังเป็นไปตามแผนจัดสรรน้ำในช่วงฤดูแล้ง กรมชลฯ จะส่งน้ำเข้าพื้นที่เกษตรเริ่มเพาะปลูกนาปี วันที่ 1 พ.ค.ได้ส่งหนังสือถึงปลัดกระทรวงมหาดไทย และผู้ว่าราชการ 22 จังหวัดลุ่มเจ้าพระยา ให้หน่วยงานต่างๆ ช่วยกันเร่งชี้แจงชาวนางดทำนารอบที่ 3 จากปัญหาชาวนาปลูกข้าวนาปรังรอบเกินเป้าหมายแผนข้าวครบวงจร กว่า 3 ล้านไร่ ได้ใช้น้ำเกินแผน 700 ล้าน ลบ.ม.เพื่อไม่ให้เกิดความเสียหายส่งผลกระทบแผนน้ำ จึงลดการระบายน้ำจาก 4 เขื่อน เหลือ 33 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน คือ เขื่อนภูมิพล 9 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนสิริกิติ์ 15 ล้าน ลบ.ม. , เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน 4.5 ล้าน ลบ.ม.และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ 4.5 ล้าน ลบ.ม.ตั้งแต่ 1 เม.ย. – 30 เม.ย.จากเดือน มี.ค.ระบายน้ำ 40 – 56 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน
นายทองเปลว กล่าวต่อว่า วางแผนการบริหารจัดการน้ำลุ่มเจ้าพระยา ในช่วงเดือน เม.ย.60 เนื่องจากได้มีข้าวรอเก็บเกี่ยวข้าวรอบ 2 เป็นจำนวนมากและเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ได้ปรับแผนการรับน้ำเข้าพื้นที่ตอนบนของลุ่มเจ้าพระยาใหญ่ตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ ขึ้นไป ในอัตรา 9.5 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ส่งน้ำเข้าพื้นที่ระบบชลประทานลุ่มต่ำรองรับน้ำหลาก สำหรับการเพาะปลูกข้าวนาปี 2560/61 รอบที่1 โครงการส่งน้ำยม – น่าน โครงการส่งน้ำพลายชุมพล และโครงการส่งน้ำเขื่อนนเรศวร จำนวน 2.65 แสนไร่ โครงการพัฒนาเกษตรพิษณุโลก โครงการส่งน้ำท่อทองแดง และชลประทานกำแพงเพชร รับน้ำเพื่อการอุปโภคบริโภคและรักษาระบบนิเวศเป็นครั้งคราว ในส่วนตอนล่างลุ่มเจ้าพระยาใหญ่ ตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ ลงมา ในอัตรา 23.5 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน ควบคุมระดับน้ำเขื่อนเจ้าพระยา อยู่ที่ +14.50 ม.รทก. – +14.60 ม.รทก.ส่วนทุ่งฝั่งตะวันออกและฝั่งตะวันตก ส่งน้ำเฉพาะอุปโภคบริโภค ระบบนิเวศ พืชอื่นๆ ใช้น้ำน้อย ไม้ผล ไม้ยืนต้น บ่อปลา กุ้ง และข้าวนาปรังรอบ 2 ยังไม่เก็บเกี่ยว ในอัตรา 14.5 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน และจัดสรรน้ำเพื่อการประปานครหลวง รักษาระบบนิเวศท้ายเขื่อน ในอัตรา 9 ล้าน ลบ.ม.ต่อวัน
สำหรับสถานการณ์เพาะปลูกข้าวนาปรังรอบ 2 ไปแล้ว 5.35 ล้านไร่ ปัจจุบันเก็บเกี่ยวไปแล้ว 2.05 ล้านไร่ คงเหลือรอเก็บเกี่ยว 3.30 ล้านไร่ โดยมีพื้นที่ปลูกข้าวอายุตั้งแต่ 11 – 18 สัปดาห์แล้ว ซึ่งจะไม่มี ปัญหาการขาดแคลนน้ำ รวม 2.24 ล้านไร่ ส่วนพื้นที่ปลูกข้าวที่มีอายุ 1 – 10 สัปดาห์ เป็นพื้นที่ที่ต้องเฝ้าระวังรวม 1.06 ล้านไร่ ได้ให้เจ้าหน้าที่ชลประทานในสนาม ประสานหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด
ทั้งนี้ ปริมาณน้ำ 4 เขื่อนหลัก คือ เขื่อนภูมิพล , เขื่อนสิริกิติ์ , เขื่อนแควน้อยบำรุงแดน และเขื่อนป่าสักชลสิทธิ์ ปัจจุบันมีปริมาณน้ำใน 4 เขื่อน มีน้ำ12,143 ล้าน ลบ.ม.ร้อยละ 49 เป็นน้ําใช้การได้ 5,447 ล้าน ลบ.ม.ร้อยละ 30 ปริมาณน้้ำมากกว่าปีที่แล้ว รวม 3,021 ล้าน ลบ.ม.สามารถบริหารน้ําให้ทุกภาคส่วนพอถึงต้นฤดูฝน ยกเว้นภาคการเกษตรบางพื้นที่ เพราะปริมาณน้ำที่มีอยู่ไม่สามารถสนับสนุนเพาะปลูกได้ทั้งหมด ซึ่งแผนการจัดสรรน้ำฤดูแล้งลุ่มน้ำเจ้าพระยามีการวางแผนใช้นน้ำจาก 4 เขื่อนหลัก รวมกัน 5,950 ล้าน ลบ.ม.โดยสํารองนน้ำไว้ใช้ในช่วงต้นฤดูฝน 3,754 ล้าน ลบ.ม.
นายทองเปลว กล่าวว่า ในส่วนแผนการเพาะปลูกพืชฤดูฝน 8 ล้านไร่ ในลุ่มเจ้าพระยา ปี 60 ใช้น้ำจาก 4 เขื่อน จํานวน 5,447 ล้าน ลบ.ม.และผลการคาดการณ์ปริมาณน้ำใช้การได้ ณ วันที่ 1 พ.ค.60 จํานวน 4,463 ล้าน ลบ.ม.วางแผนการเพาะปลูก โดยแยกพื้นที่เป็น 2 ส่วน ดังนี้ ตอนบนของลุ่มเจ้าพระยาใหญ่ตั้งแต่ จ.นครสวรรค์ ขึ้นไป พื้นที่ลุ่มต่ำทุ่งบางระกำ พื้นที่ 2.65 แสนไร่ เริ่มส่งน้ําเพื่อการเพาะปลูกข้าวรอบที่ 1 ตั้งแต่ 1 เม.ย.60 พื้นที่ดอน 1.92 ล้านไร่ เริ่มเพาะปลูกเมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน โดยใช้น้ำฝนเป็นหลักและเสริมด้วยน้ำท่าและน้ำชลประทาน ส่วนตอนล่างของลุ่มเจ้าพระยาใหญ่ จ.นครสวรรค์ ลงมา พื้นที่ลุ่มต่ำ พื้นที่ 1.15 ล้านไร่ เริ่มส่งน้ำเพื่อการเพาะปลูกข้าวรอบที่ 1 ตั้งแต่ 1 พ.ค.พื้นที่ดอน 4.27 ล้านไร่ เริ่มเพาะปลูกเมื่อกรมอุตุนิยมวิทยาประกาศเข้าสู่ฤดูฝน โดยใช้น้ำฝนเป็นหลักและเสริมด้วยน้ำท่าและนน้ำชลประทาน
