รายงานพิเศษ: เกษตรเขต2ดัน‘Young Smart Farmer’ต้นแบบขับเคลื่อนสู่ยุค‘เกษตร4.0’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/265651

วันจันทร์ ที่ 17 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

การพัฒนาการเกษตรสู่ยุคเกษตร 4.0 คือการพัฒนาการเกษตรไปสู่ยุคเกษตรสมัยใหม่ ที่เน้นการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยี
ผสมผสานกับภูมิปัญญาของเกษตรกร เพื่อขับเคลื่อนไปสู่การทำการเกษตรที่มั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน

อ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์

นางอ้อมทิพย์ สุทธิพงศ์เกียรติ์ ผู้อำนวยการสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี กรมส่งเสริมการเกษตร กล่าวว่า กรมส่งเสริมการเกษตรมีนโยบายการขับเคลื่อนให้เกษตรกรและองค์กรเกษตรเป็นศูนย์กลางของการพัฒนาไปสู่เกษตรกร 4.0 ในส่วนของสำนักงานส่งเสริมและพัฒนาการเกษตรที่ 2 จังหวัดราชบุรี ดูแลรับผิดชอบ 8 จังหวัดภาคตะวันตก
ได้แก่ จังหวัดกาญจนบุรี นครปฐม ประจวบคีรีขันธ์ เพชรบุรี ราชบุรี สมุทรสงคราม สมุทรสาคร และสุพรรณบุรี มีเกษตรกรและกลุ่มเกษตรกรอยู่จำนวนมาก จึงมีแนวทางการขับเคลื่อนนโยบายสู่การปฏิบัติเพื่อพัฒนาเกษตรกรไปสู่ยุค 4.0 รวม 4 ด้านด้วยกัน ดังนี้

1.ส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรทั่วไปให้เป็น Smart Farmer เน้นการทำการเกษตรให้สอดคล้องกับศักยภาพของตนเอง และเป็นต้นแบบให้กับเกษตรกรในพื้นที่ 2.ส่งเสริมให้คนรุ่นใหม่เป็น Young Smart Farmer หรือเป็นผู้ประกอบการเกษตรด้านนวัตกรรมสมัยใหม่ มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศและนวัตกรรมใหม่ๆ มาปรับใช้ในการทำการเกษตรของตนเองเพื่อพัฒนาไปสู่การทำเกษตรเชิงธุรกิจหรือเกษตรดิจิตอล 3.ส่งเสริมและพัฒนา Farm Youth ยุวเกษตรให้มีทักษะการเกษตรขั้นพื้นฐาน เข้าถึง ICT และมีแนวคิดเชิงสร้างสรรค์ และ 4.ส่งเสริมและพัฒนา Farm Woman แม่บ้านเกษตรกร เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตและยกระดับเศรษฐกิจของครัวเรือนเกษตรกรไปสู่ความยั่งยืน

เชื่อมั่นว่าการส่งเสริมและพัฒนาเกษตรกรทั้ง 4 ส่วนควบคู่กันไปนั้นจะสามารถทำให้เกษตรกรเป็นศูนย์กลางการพัฒนาไปสู่ยุคเกษตรสมัยใหม่ได้ แต่สิ่งที่ต้องเน้นหนักมากที่สุดอยู่ที่เกษตรกรรุ่นใหม่หรือ Young Smart Farmer เนื่องจากเป็นคนรุ่นใหม่ที่มีความรู้ความสามารถ มีการใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีหรือช่องการสื่อสารออนไลน์เข้ามาพัฒนาระบบการผลิต การตลาด และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ทำให้เห็นลู่ทางในการสร้างความเข้มแข็งให้กับธุรกิจเกษตรของตนเอง นับเป็นกำลังสำคัญในการนำพาภาคเกษตรให้เจริญก้าวหน้าและมีความมั่นคงอย่างยั่งยืน

ขณะนี้กำลังเร่งรวบรวมข้อมูล Young Smart Farmer ของทั้ง 8 จังหวัดภาคตะวันตก นำมาจัดเป็นกลุ่มแบ่งตามระดับความสามารถ เช่น กลุ่ม A เป็นต้นแบบที่มีศักยภาพสูง กลุ่ม B มีศักยภาพในระดับดี กลุ่ม C มีศักยภาพในระดับปานกลาง และกลุ่ม D
มีศักยภาพในระดับพอใช้ ก็จะนำผู้ที่อยู่ในแต่ละกลุ่มมาอบรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้หาจุดแข็งจุดด้อย จะได้เพิ่มเติมองค์ความรู้หรือพัฒนาให้ตรงตามความต้องการและเหมาะสมต่อไป คาดหวังว่าจะสามารถยกระดับผู้ที่อยู่ในกลุ่ม D ไป C จาก B ไป A เลื่อนขึ้นไปตามลำดับจนกระทั่งสามารถขึ้นมาอยู่ในจุดที่เข้มแข็งสามารถยืนได้ด้วยตนเองและแบ่งปันความรู้ความสามารถเผื่อแผ่ไปสู่เกษตรกรในพื้นที่ของตนเองต่อไปได้

ตัวอย่าง Young Smart Farmer ของจังหวัดสุพรรณบุรี คือ นายชาตรี รักธรรม จากเคยเป็นพนักงานบริษัทเอกชนด้านการ
เกษตรแล้วลาออกไปประกอบอาชีพทำการเกษตร โดยใช้องค์ความรู้และเทคโนโลยี และใช้ช่องทางการสื่อสารกับกลุ่มผู้บริโภคโดยตรงผ่านสื่อออนไลน์ ทำให้เข้าถึงผู้บริโภคได้จำนวนมากในเวลาอันรวดเร็ว

ชาตรี รักธรรม 

นายชาตรีเล่าว่า ส่วนตัวมองว่าอาชีพเกษตรเป็นอาชีพที่มีความสุข มีอิสระในการวางแผนบริหารจัดการ และมีความมั่นคงได้ แต่ต้องทำเกษตรแบบสมัยใหม่ อันดับแรกที่ต้องทำคือมองตลาดให้เจอแล้วผลิตสินค้าให้ตอบโจทย์กับความต้องการของผู้บริโภค และต้องผลิตสินค้าที่ดีมีคุณภาพมีมาตรฐานรองรับ ที่สำคัญคือต้องเจาะกลุ่มผู้บริโภคได้โดยตรงคือขายเองไม่ผ่านพ่อค้าคนกลาง ซึ่งปัจจุบันในยุคไทยแลนด์ 4.0 ที่ประชาชนส่วนใหญ่ตื่นมาก็เล่นโทรศัพท์สมาร์ทโฟน ติดตามข้อมูลข่าวสารผ่านมือถือ จากแอพพลิเคชั่นต่างๆ ทั้งเฟซบุ๊ค ไลน์ อินสตาแกรม หากเราจะเป็นเกษตร 4.0 ก็ต้องพัฒนาให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลง โดยใช้ประโยชน์จากที่คนสนใจ อย่างเช่น ที่ฟาร์มจะเปิดเฟซบุ๊ค ชื่อ “กิฟท์ อู่ทอง สวนกล้วยอู่ทอง” ไม่ได้เปิดเพื่อขายสินค้า แต่เปิดให้ทุกคนเห็นสตอรี่ผ่านการเล่าเรื่องราวของการทำการเกษตรว่าที่สวนทำอะไรบ้าง ผลิตแบบไหน มีความปลอดภัยเพียงใด รวมถึงมีการนำเอาเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้อย่างไรบ้าง คนที่ติดตามดูเราก็จะเห็นเป็นการสร้างความเชื่อมั่นและเขาก็จะสนใจมาซื้อสินค้าเราเอง

อีกอย่างผู้บริโภคในยุคนี้ต้องการสินค้าปลอดภัยและอยากสัมผัสกับความเป็นธรรมชาติ เราก็พัฒนาสวนเราให้เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร เปิดให้ผู้สนใจเข้ามาเที่ยว กิน ช็อป เช่น เราปลูกมะเขือเทศเชอร์รี่ในโรงเรือนปิดแบบปลอดสารเคมีอยู่แล้ว นักท่องเที่ยวสามารถเข้าไปเก็บและซื้อกลับบ้านได้เลย หรือเมล่อนก็สามารถเขียนชื่อ หรือวาดรูป ทำสัญลักษณ์เพื่อจองและจ่ายเงิน รอเวลาผลผลิตเก็บเกี่ยวได้เจ้าของลูกนั้นจะมาเก็บเองหรือให้ส่งพัสดุไปให้ก็ได้ตามสะดวก

“เกษตรกรยุค 4.0 ต้องปรับเปลี่ยนระบบการผลิต ต้องใช้ตลาดนำการผลิต และใช้นวัตกรรม เทคโนโลยีเข้ามาผสมผสานกับภูมิปัญญา โดยเฉพาะการผลิตในโรงเรือนระบบปิดที่แม้ต้องลงทุนในระยะแรกแต่ผลที่ตามมาคือ ลดต้นทุนการผลิตในเรื่องสารเคมี และทำปุ๋ยใช้เองก็ลดค่าปุ๋ยเคมีลงได้ ทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงจากเดิมกว่า 50% ขณะที่ผลผลิตเพิ่มขึ้นเฉลี่ย 35-50% ที่สำคัญคือสินค้ามีความปลอดภัยเป็นที่ต้องการของผู้บริโภค เมื่อเราผลิตสินค้าดีมีคุณภาพ ทำแพ็กเกจจิ้งให้น่าสนใจ และประชาสัมพันธ์ผ่านช่องทางออนไลน์ที่คนเข้าถึงง่ายและรวดเร็ว ผลิตอะไรออกมาก็ขายได้หมด” เกษตรกรรุ่นใหม่ กล่าวย้ำ

 

Leave a comment