ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/265955

กลับสู่การทำงานปกติอีกครั้ง หลังหยุดยาวเทศกาลสงกรานต์หลายวัน โดยเฉพาะข้าราชการซึ่งปีนี้เฉพาะที่ราชการให้หยุดก็ยาวถึง 5 วัน 13 ถึง 17 เมษายนแล้ว แต่ในความเป็นจริงก็มีข้าราชการจำนวนไม่น้อยใช้สิทธิ์ “ลากิจ” หรือ“ลาพักร้อน”ตั้งแต่ก่อนสงกรานต์ในวันจันทร์ที่ 10 ถึงพุธ 12 เมษายน เพื่อหยุดต่อเนื่องรวมกันเป็น 10วันก็ยังมี
ดังนั้น เมื่อได้หยุดยาวกันอย่างสมใจแล้ว พอกลับมาทำงานในหน้าที่อีกครั้ง ก็ขอให้ทำงานกันเต็มที่ อย่างมีประสิทธิภาพ ให้เกิดประโยชน์สุขกับประเทศชาติบ้านเมืองและประชาชน ให้คุ้มเงินเดือนที่มาจากภาษีประชาชนด้วย โดยเฉพาะข้าราชการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ซึ่งเป็นที่พึ่งที่หวังของพี่น้องเกษตรกรคนไทยส่วนใหญ่ของประเทศ
แค่เริ่มต้นทำงานหลังปีใหม่ไทย ก็พลันมีกระแสข่าวเรื่องการปรับเปลี่ยนผู้บริหารระดับสูงของกระทรวงเกษตรฯกระเพื่อมขึ้นอีกแล้ว โดยเฉพาะตัวปลัดกระทรวงฯ-นายธีรภัทร ประยูรสิทธิ ซึ่งโดนร่ำลือเรื่องที่จะถูกเด้งมาหลายหน ก็ยังเหนียว รอดมาได้ตลอด…แต่ครั้งนี้ดูเหมือนข่าวคราวจะจริงจังกว่าทุกครั้ง ทั้งระบุช่วงเวลาหลังพฤษภาคมจะปรับเปลี่ยนแน่ แถมมีกระแสข่าวว่า บิ๊กฉัตร-พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ รมว.เกษตรฯได้ขอหารือบิ๊กป้อม-พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ พี่ใหญ่แห่ง คสช.แล้วด้วย
จริงไม่จริง คงได้เห็นกันอีกไม่นานเกินรอ…
ซึ่งว่าไปแล้ว ทุกวันนี้ถึงนายธีรภัทรยังนั่งเก้าอี้ปลัดกระทรวงฯอยู่ ก็แทบไม่มีความหมายอะไร ด้วยผู้ใต้บังคับบัญชาที่อยู่“ข้างล่าง”อย่างอธิบดีกรมต่างๆโดยเฉพาะอธิบดีระดับเก๋าส์ๆ ต่างก็มองไม่เห็นหัว ส่วน“ข้างบน”อย่างรมว.เกษตรฯก็ไม่ไว้วางใจ ที่จะใช้งานอะไร
บิ๊กฉัตรขนาดเคยพูดกับบรรดาอธิบดีว่า ถ้ามีปัญหาอะไร ขอให้บอกตรงมาที่ตัวรัฐมนตรีได้เลย…พูดแบบนี้ ถ้ามองแบบ “โลกสวย” คงคิดว่า รัฐมนตรีต้องการให้เกิดความรวดเร็วในการแก้ปัญหาต่างๆที่เป็นอุปสรรค แต่ในความเป็นจริง ย่อมตีความได้ว่า นี่เท่ากับไม่ให้ราคาตัวปลัดฯธีรภัทรหรือ?
การไม่เป็นที่“ยอมรับ”ทั้งจาก“ข้างบน”และ“ข้างล่าง”นี่เอง จึงเม้าท์กันว่า ปลัดฯธีรภัทร จะ Happy มากเลย ถ้าวันพุธไหน มีหมายที่ใครเชิญไปเปิดป้ายหรือเปิดงานนอกกระทรวง เพราะจะได้ไม่ต้องนั่งเซ็งอยู่ในการประชุมระดับผู้บริหารของกระทรวง ที่ไม่มีใครเห็นหัว
ถ้าจะเปลี่ยนตัวปลัดกระทรวงฯ ก็ต้องเก็งกันถึงคนใหม่ที่มาแทน ซึ่งยังคงเป็น 2 แคนดิเดตเดิม คนแรก รองปลัดฯเลิศวิโรจน์
โกวัฒนะ อีกคนอธิบดีกรมส่งเสริมการเกษตร-สมชาย ชาญณรงค์กุล
แม้สมชายจะเจนจัดโชกโชนในยุทธจักรกระทรวงเกษตรฯ แถมมีคอนเน็กชั่นซี้ปึ้กกับกลุ่มการเมือง “เนวิน ชิดชอบ” แต่งานนี้
รองปลัดฯเลิศวิโรจน์กลับ “แรงไม่ตก” ในการเป็นตัวเก็งมากกว่า ส่วนหนึ่งอาจเพราะการที่มีดีกรีเป็นอดีตอธิบดีกรมชลประทาน
ซึ่งเรื่อง “ยุทธศาสตร์น้ำ” เมกะโปรเจกท์ที่ต้องลงทุนเม็ดเงินมหาศาล เป็นเรื่องใหญ่มากที่รัฐบาล คสช.และบิ๊กฉัตรใส่ใจยิ่ง
อย่างไรก็ตาม ปัญหาประสิทธิภาพการทำงานกระทรวงเกษตรฯที่ยังไม่สามารถสร้างผลงานให้เป็นที่ยอมรับของสังคมได้นั้น ถ้าจะโทษปลัดกระทรวงฯคนเดียว ยกเป็นเหตุผลปรับเปลี่ยน ก็คงไม่ใช่เรื่องที่ถูกทั้งหมด
ในแวดวงกระทรวงเกษตรฯถึงทุกวันนี้ก็ยังมองกันว่าทีมงานบิ๊กฉัตรเอง โดยเฉพาะบรรดาที่ปรึกษารัฐมนตรีซึ่งส่วนใหญ่มาจากกระทรวงพาณิชย์ ก็ไม่มีความรู้ความเข้าใจงานกระทรวงเกษตรฯที่ดีพอ นอกจากไม่สามารถช่วยผลักดันงานได้ ยังมีบางเรื่องที่ก่อปัญหาเสียเอง จนเกิดข้อครหาไม่น้อย
แม้กระทั่งน.ส.ชุติมา บุณยประภัศร อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์ที่มาเป็นรมช.เกษตรฯคนใหม่หลายเดือนแล้ว ก็ไม่ได้ทำให้งานกระทรวงดีขึ้นเลย แถมถูกเม้าท์ไม่น้อย เช่นว่า ที่ได้เก้าอี้รมช.นี้ น่าจะเป็นบำเหน็จที่ยอมเซ็นก่อนจะเกษียณ เรียกค่าเสียหาย 2 หมื่นล้านจาก “บุญทรง เตริยาภิรมย์-ภูมิ สาระผล” 2 อดีตรมต.พาณิชย์กับพวก 6 คนในคดีทุจริต “จีทูจีข้าว” และพอเข้ามาเป็นรมช.เกษตรฯก็ยังสำคัญผิดในบทบาท มุ่งแต่เรื่องข้าวโดยไปปักหลักอยู่ที่กรมการข้าว ด้วยคิดว่าเป็นหน่วยงานที่ต้องแก้ปัญหาข้าวได้ทั้งหมด ทั้งที่กรมการข้าวเป็นแค่“ติ่งหนึ่ง”ของการดูแลเรื่องข้าวร่วมกับกรมวิชาการเกษตรและกรมส่งเสริมการเกษตรเท่านั้น เล่นเอาอธิบดีกรมข้าว-อนันต์ สุวรรณรัตน์ เครียดจัด จนลือว่า ลาไปบวชที่อินเดียอยู่หลายวันทีเดียว
ฉะนั้น จะให้งานกระทรวงเกษตรฯที่เหลือเวลาในรัฐบาล คสช.อีกปีกว่าดีขึ้นกว่านี้ การปรับคนในเหมาะสม…ควรดูทั้งหมดนี้ด้วย
สาโรช บุญแสง