ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า
http://www.naewna.com/local/265121
วันพฤหัสบดี ที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

สัปดาห์ที่ผ่านมา มีข่าวใหญ่ที่บังเอิญมาเกี่ยวข้องกับวงการเกษตรบ้านเราแบบเต็มๆ คงหนีไม่พ้นกรณีที่ประชุม“คณะกรรมการขับเคลื่อนปัญหาการใช้สารเคมีป้องกันกำจัดศัตรูพืชที่มีความเสี่ยงสูง” มีมติเห็นชอบให้ยกเลิกการใช้สารเคมี 2 ชนิด คือ “พาราควอต” และ “คลอร์ไพริฟอส” ภายใต้สิ้นเดือนธันวาคม 2562
หรือพูดง่ายๆ ก็คือ ให้มีการแบนสารเคมีทั้ง 2 ชนิดในประเทศไทยภายใน 2 ปีนั่นเอง
โดยสารทั้ง 2 ตัวนี้ จะถูกกำหนดเป็นวัตถุอันตรายชนิด 4 ที่ไม่อนุญาตให้มีการใช้ และนับตั้งแต่นี้หน่วยงานที่ควบคุมกำกับ คือ สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา กรมโรงงานอุตสาหกรรม และกรมวิชาการเกษตร จะต้องไม่มีการอนุญาตให้มีการขึ้นทะเบียนเพิ่ม ไม่ต่ออายุทะเบียน รวมทั้งยุติการนำเข้าตั้งแต่เดือนธันวาคม 2561 เพื่อให้หน่วยงานภาครัฐ ผู้ประกอบการและเกษตรกรมีเวลาเตรียมตัวหาทางเลือกอื่นและจัดการกับผลิตภัณฑ์คงค้างในตลาด
นอกจากนี้ ยังได้มีข้อเสนอให้ออกมาตรการ “จำกัด” พื้นที่การใช้อย่างเข้มงวดกับสารกำจัดวัชพืช “ไกลโฟเสท” ประกอบด้วย 1.ห้ามใช้สำหรับเกษตรกรในพื้นที่สูงและพื้นที่ต้นน้ำ 2.ห้ามใช้ในบริเวณแม่น้ำ ลำคลอง และแหล่งน้ำใกล้เคียง 3.ห้ามใช้ในพื้นที่สาธารณะ และ 4.ห้ามใช้ในเขตชุมชน
ถามว่าทำไมต้อง “แบน”สารเคมี 2 ตัวนี้ พร้อมกับจำกัดพื้นที่การใช้“ไกลโฟเสท”
สำหรับคนที่อยู่ในแวดวงเรื่อง “ความปลอดภัย” ของอาหารน่าจะทราบข้อมูลดีอยู่แล้ว แต่กับคนทั่วไป เชื่อว่ายังมีอีกหลายคนที่ยังไม่รู้
สำหรับ “พาราควอต” หรือที่คุ้นกันในชื่ออื่นๆ เช่น กรัมม็อกโซนไตรควอต เดกซ์ซูรอน เป็นสารกำจัดวัชพืชที่มีความเป็นพิษสูง มีพิษเฉียบพลัน ใช้อย่างไม่ระวังมีผลทำให้เซลล์เนื้อเยื่อของผิวหนังตาย เป็นแผลพุพอง ตาบวมแดงอักเสบ ทำให้ประสิทธิภาพในการมองเห็นลดลง ถ้าร่างกายมีแผลแล้วไปสัมผัสเข้า พิษจะซึมเข้าสู่ร่างกายได้อย่างรวดเร็ว ขณะที่บางตำราก็ชี้ว่าเป็นสาเหตุของโรคพาร์กินสันและระบบประสาท แต่ที่ร้ายที่สุด คือ ปัจจุบันยังไม่มียาถอนพิษ ทำให้ประเทศต่างๆ ทั่วโลกทยอยประกาศแบนสารเคมีตัวนี้อย่างต่อเนื่อง โดยปัจจุบันมีการประกาศแล้ว 47 ประเทศ นอกจากนี้ยังมีบริษัทเกษตรยักษ์ใหญ่อีกหลายแห่งที่ประกาศไม่สนับสนุนการใช้เช่นกัน อย่างไรก็ตามสำหรับประเทศไทย สารเคมีตัวนี้ค่อนข้างเป็นที่นิยมของเกษตรกร โดยปี 2558 มีการนำเข้าถึงเกือบ 30 ล้านกิโลกรัม
ส่วนสาร “คลอร์ไพริฟอส” เป็นยากำจัดแมลงและศัตรูพืช โดยเฉพาะยากำจัดมด ปลวก เห็บ แมลงสาบ ตามบ้านเรือนก่อให้เกิดความผิดปกติด้านสมอง ไอคิวเด็กลดลง สมาธิสั้น หลายประเทศเลยประกาศห้ามใช้ในบ้านเรือนและในแปลงเพาะปลูกพืชผักผลไม้เช่นกัน
ขณะที่ “ไกลโฟเสท” เป็นสารกำจัดวัชพืช หรือ ยาฆ่าหญ้า ซึ่งองค์การอนามัยโลก (WHO) กำหนดให้เป็นสารที่น่าจะก่อให้เกิดมะเร็ง และมีความสัมพันธ์กับการเกิดโรค 22 โรค เช่น เบาหวาน ความดันสูง และอัลไซเมอร์ แต่ที่ผ่านมาประเทศไทยก็มีการนำเข้ายาฆ่าหญ้าตัวนี้สูงมาก คือ เกือบ 60 ล้านกิโลกรัม
นี่จึงต้องเก็บไปคิดกันเอาเองว่า ที่ผ่านมาเรามีชีวิตภายใต้ความเสี่ยงจากการปนเปื้อนของสารพิษตัวนี้กันมากน้อยขนาดไหน
และที่สำคัญมันมีผลประโยชน์อยู่มากน้อยขนาดไหนจากกลุ่มธุรกิจสารเคมีเหล่านี้?
ดังนั้นสิ่งที่จะต้องจับตามองกันต่อไป คือ หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะกระทรวงเกษตรฯและ “กรมวิชาการเกษตร” ซึ่งมีหน้าที่โดยตรงในการขึ้นทะเบียนสารพิษทางการเกษตรว่า จะมีการดำเนินการเพื่อนำไปสู่การยกเลิก “พาราควอต” และ “คลอร์ไพริฟอส” ภายใน 2 ปี ได้อย่างเป็นรูปธรรมขนาดไหน
เช่นเดียวกับการดำเนินการของหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวปฏิบัติเกี่ยวกับการจำกัดการใช้ “ไกลโพเสท” ในพื้นที่แหล่งน้ำ ต้นน้ำ และพื้นที่สาธารณะ ว่าจะทำให้เป็นจริงได้หรือไม่
เรื่องเหล่านี้ต้องจับตาดูให้ดี อย่าเผลอเป็นอันขาดครับ
เพราะบอกไว้แล้วว่าผลประโยชน์มันเยอะ!
มะลิลา