แตกใบอ่อน : ‘มะนาว 4.0’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/266132

วันพฤหัสบดี ที่ 20 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

807934531

ต้นเดือนเมษายนที่ผ่านมา ได้รับเอกสารเผยแพร่จาก “รศ.วรภัทร ลัคนทินวงศ์” อาจารย์ประจำสาขาเทคโนโลยีการเกษตร คณวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ซึ่งเป็นการเปิดตัว “แอคทีฟแพ็คเกจจิ้ง” (Active Packaging) นวัตกรรมสำหรับการยืดอายุการผลิตผลมะนาว คงรสชาติเปรี้ยว และสีเขียวสดได้นานสุดถึง 3 เดือน

ความน่าสนใจของนวัตกรรมชิ้นนี้ นอกจากจะออกแบบมาเพื่อ “ตอบโจทย์” การแก้ปัญหาการปลูกมะนาวนอกฤดูกาลที่ปกติต้องใช้วิธีบังคับต้น และเกิดผลกระทบไปถึงฤดูถัดไปที่ทำให้มะนาวไม่ออกผล เนื่องจากต้นทรุดโทรม เกษตรกรก็เลยขาดรายได้ไปตามๆ กัน

ขณะที่ถ้ามองในแง่นโยบาย “เกษตร 4.0” ที่กระทรวงเกษตรฯพยายามจะผลักดันให้ล้อไปกับนโยบาย “Thailand 4.0” ของรัฐบาล ผมก็มองว่านวัตกรรมชิ้นนี้ก็น่าจะเป็นตัวอย่างที่ดีของ “เกษตร 4.0” บ้านเราได้ เพราะนี่ไม่ใช่เป็นการแสดงให้เห็นถึงการวิจัยพัฒนาให้ได้มาซึ่ง “นวัตกรรม” ที่จะนำมาพัฒนาประเทศเท่านั้น แต่ยังมีราคาถูก แถมเจ้าของผลงานก็พร้อมจะให้คำปรึกษาเกษตรกรได้ฟรีๆ อีกด้วย ดังนั้นจึงอยากขออนุญาตนำข้อมูลมาเผยแพร่ต่อให้กับเกษตรกรและท่านผู้อ่านที่สนใจ

รศ.วรภัทรบอกว่า “มะนาว” เป็นหนึ่งในพืชเศรษฐกิจที่เกษตรกรให้ความสนใจปลูกค่อนข้างมาก และแต่ละปีก็มีการส่งออก นำรายได้เข้าประเทศได้อย่างมหาศาล โดยจากข้อมูลเมื่อปี 2556 ของ “องค์การอาหารและเกษตรแห่งสหประชาชาติ” (FAO) ระบุว่า ผลผลิตมะนาวในอาเซียนกว่า 91.72% มาจากประเทศไทย และในปี 2558 ที่ผ่านมา ผลผลิตมะนาวทั่วประเทศมีมากกว่า 150,000 ตัน สร้างรายได้กว่า 9,296 ล้านบาท โดยประเทศที่ต้องการนำเข้ามะนาวมากที่สุดในอาเซียนได้แก่ สิงคโปร์ และมาเลเซีย

อย่างไรก็ตาม หนึ่งในปัญหาหลักของเกษตรกรสวนมะนาว คือ การปลูกมะนาวนอกฤดูกาลเพื่อให้ได้ผลผลิตที่มีราคาดี และสามารถตอบสนองความต้องการผู้บริโภค ซึ่งในปัจจุบันเป็นการใช้วิธีการบังคับต้นทำมะนาวนอกฤดู ด้วยวิธีการอดน้ำต้นมะนาวเป็นเวลา 1 เดือน จากนั้นจึงจะให้ปุ๋ยบำรุงตามปกติ ซึ่งจะส่งผลให้ในฤดูกาลถัดไปต้นมะนาวจะทรุดโทรมและไม่ออกผล อันนำไปสู่การขาดแคลนรายได้จำนวนมาก

จากปัญหาดังกล่าว จึงทำให้เกิดแนวคิดการพัฒนานวัตกรรมเพื่อแก้ปัญหาเพื่อช่วยเหลือเกษตรกรให้สามารถมีผลผลิตมะนาวขายได้ในหน้าแล้ง โดยไม่ต้องเสียรายได้ในช่วงที่มะนาวไม่ออกผล และค่าใช้จ่ายในการบำรุงฟื้นฟูต้นมะนาวให้กลับมามีสภาพเดิม ซึ่งหลังจากทำการศึกษาวิจัยเป็นระยะเวลาประมาณ1 ปี จึงได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นนวัตกรรมยืดอายุผลมะนาวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น

รศ.วรภัทรบอกว่า เจ้านวัตกรรมนี้ประกอบด้วย 2 ส่วนหลัก คือ สูตรสารกระตุ้นการสร้างคลอโรฟิลล์แบบต้นทุนต่ำที่ใช้ฉีดที่ผลมะนาว และจะช่วยยืดอายุผลมะนาวสดได้นานถึง 3 เดือน คงรสชาติเปรี้ยวเข็ดฟัน มีผิวที่สวยสด สมบูรณ์ขึ้น พร้อมแก่การเก็บรักษา โดยที่ไม่ทิ้งสารตกค้าง สามารถส่งออกได้ตามมาตรฐานสากล และอีกส่วนหนึ่งคือกล่องแอคทีฟแพ็คเกจจิ้ง (Active Packaging)ที่ภายในกล่องพลาสติกทัปเปอร์แวร์ จะประกอบด้วย ฟิล์มพิเศษ คอยทำหน้าที่ควบคุมการซึมผ่านอากาศเข้าออก

ข้อสำคัญอีกประการของนวัตกรรมชิ้นนี้ คือ มีค่าใช้จ่ายที่ต่ำ เนื่องจากตัวสูตรน้ำยาเร่งคลอโรฟิลล์ต้นทุนเฉลี่ยอยู่ที่เพียง 3 สตางค์ต่อมะนาว 1 ลูก ซึ่งโดยปกติแล้วนั้นจะมีราคาอยู่ที่ 50 สตางค์ – 1 บาทต่อมะนาวลูก และกล่องแอคทีฟแพ็คเกจจิ้งก็หาซื้อได้ในราคา 100 บาท ซึ่งสามารถจุได้ถึง 10 กิโลกรัม ส่วนฟิล์มที่ใช้มีต้นทุนเพียง 50 สตางค์ สามารถใช้ได้นานถึง 3 เดือน ฉะนั้นแล้วนวัตกรรมนี้ใช้ต้นทุนที่ต่ำมาก เฉลี่ยแล้วเพียง 60 สตางค์ – 1 บาท ต่อมะนาว 1 ผล(ประมาณการจาก ค่าสารเคมี ค่ากล่องและค่าไฟฟ้าห้องเย็น) แต่ทำให้สามารถขายมะนาวได้ในราคาดีขึ้น และไม่ต้องเสียโอกาสในการขายผลผลิตจากกรณีการบังคับต้นมะนาวให้ออกนอกฤดูกาลอีกด้วย

รศ.วรภัทรยังบอกอีกว่า นวัตกรรมนี้“ยังไม่มีการขายสูตรเชิงพาณิชย์” โดยอยู่ในขั้นตอนการวิจัยและพัฒนาเพิ่มเติม เพื่อแก้ปัญหาด้านเปลือกมะนาวยุบและปัญหาสีผิวเปลี่ยนเมื่อเก็บไว้นาน แต่ถ้าเกษตรกรสวนมะนาวรายไหนสนใจก็สามารถมาขอรับคำปรึกษาได้ฟรีๆ ไม่มีค่าใช้จ่าย โดยสอบถามรายละเอียดได้ที่สาขาเทคโนโลยีการเกษตร คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. หมายเลขโทรศัพท์ 0-2564-4491 หรือติดต่อฝ่ายประชาสัมพันธ์ คณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี มธ. หมายเลขโทรศัพท์0-2564-4440-59 ต่อ 2010 หรือที่เว็บไซต์ http://www.sci.tu.ac.th

ใครสนใจก็ลองติดต่อดูได้ตามสะดวกครับ

มะลิลา

Leave a comment