แหวกฟ้าหาฝัน : Van Gogh อัจฉริยะโลกไม่ลืมใน Gallery of National Modern Art กรุงโรม

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/lady/259925

วันอาทิตย์ ที่ 12 มีนาคม พ.ศ. 2560, 06.00 น.

The Starry Night

วันที่ 8 พฤษภาคม 1889  Van Gogh ย้ายเข้าไปอยู่ที่ Saint Paul de Mausole กับ Frederic Salles ผู้ดูแลภายใต้การรักษาของ Theophile Peyron  เขาต้องอยู่ในห้องที่แบ่งเป็นสองส่วนโดยใช้ส่วนหนึ่งเป็นสตูดิโอวาดภาพ  ในช่วงเวลานั้นเขาวาดแต่ภาพเกี่ยวกับคลินิก เช่น Vestibule of the Asylum and Saint Remy  ภาพอีกส่วนหนึ่งก็เป็นภาพที่เป็นรูปขด ๆ เช่น The Starry Night อันโด่งดัง  การที่เขาถูกกักขังอยู่แต่ในคลินิกทำให้เขาขาดหัวข้อในการวาด เขาจึงหวนกลับไปวาดรูปตามหัวข้อเก่า ๆ โดยตีความใหม่ด้วยแนวเขียนแบบใหม่  ระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ถึงเมษายนปี 1890 เขาเริ่มมีอาการซึมเศร้าจนไม่สามารถเขียนจดหมายได้ แต่ยังคงสามารถวาดภาพได้อย่างต่อเนื่องโดยเขาขอร้องให้แม่และน้องชายส่งผลงานเก่า ๆ ของเขามาที่คลินิกเพื่อเป็นตัวอย่างในการรังสรรค์ผลงาน   ภายหลังเมื่อเขาสามารถหวนกลับมาเขียนจดหมายได้ เขาเขียนจดหมายถึง Theo น้องชายว่าเขาเขียนภาพจากความทรงจำเก่า ๆ เช่น Two Peasant Women Digging in a Snow Covered Field at Sunset ซึ่งนักวิจารณ์ภาพส่วนใหญ่เห็นว่า ภาพเขียนในช่วงเวลานี้เท่านั้นที่ได้รับผลกระทบจากความเจ็บป่วยทางจิตของเขาจริง ๆ

Wheat Field with Crows

เดือนพฤษภาคม 1890  Van Gogh ย้ายไปอยู่ใกล้กับน้องชายและ Dr Paul Gachet ใน Auvers-sur-Oise เพื่อรักษากับแพทย์ท่านนี้ ทั้งนี้เพราะเขาเห็นว่าแพทย์ท่านนี้ป่วยมากกว่าเขาเสียอีก ในสัปดาห์สุดท้ายของชีวิต เขาเขียนภาพสีน้ำมันมากถึง 70 ชิ้น รวมทั้งภาพเขียนของแพทย์ที่รักษาเขา เช่น Portrait of  Dr Gachet  เขายังเขียนจดหมายหา Theo น้องชายบรรยายถึงทุ่งรวงข้าวสาลีที่สั่นไหวเสมือนหนึ่งความเศร้าสร้อยและเดียวดายอย่างหาที่สุดมิได้ของตัวเขา เขาบอกกับน้องชายว่า ภาพเขียนเหล่านี้สามารถที่จะแสดงออกถึงความรู้สึกของเขาได้มากกว่าคำพูดของเขาเสียอีก นักวิจารณ์ภาพส่วนใหญ่ก็เห็นตรงกันว่า Wheatfield with Crows อันเป็นภาพในช่วงเวลาสุดท้ายของ Van Gogh นั้นแสดงให้เห็นถึงความเศร้าสร้อยและเดียวดายอย่างหาใดเปรียบมิได้ นักท่องเที่ยวที่เคยได้เห็นภาพนี้ใน Van Gogh มิวเซียมก็คงสามารถสัมผัสความรู้สึกนี้ได้อย่างไม่ยากเย็น

ความเศร้าโศกและเดียวดายได้ทำลายชีวิตอัจฉริยะโลกไม่ลืมผู้นี้ลงในวันที่ 27 กรกฎาคม 1890 ด้วยอายุเพียงแค่ 37 ปี  Van Gogh เลือกที่จะจากโลกไปโดยฝีมือตัวเองด้วยปืน 7 มม ณ ทุ่งข้าวสาลีที่เขาหลงรัก  การยิงตัวตายของเขาไม่ได้ทำให้เขาเสียชีวิตทันที เพราะกระสุนไม่โดนอวัยวะภายในใด ๆ เขายังสามารถที่จะเดินกลับไปที่คลินิก แต่เนื่องจากเขาไม่ได้พบศัลยแพทย์ จึงไม่มีใครนำกระสุนออกจากร่างกายให้ เขายังคงสูบบุหรี่อย่างใจเย็นรอ Theo น้องชายเดินทางมาพบ  เขาเสียชีวิตในอีก 30 ชั่วโมงต่อมาจากการติดเชื้อเป็นอันจบสิ้นชีวิตของอัจฉริยะโลกไม่ลืม

The Arlesian

สำหรับ The Gardener ผลงานของ Van Gogh ใน Gallery of National Modern Art กรุงโรมนั้นเป็นภาพเขียนในช่วงปี 1889 อันเป็นช่วงเวลาใกล้ปีสุดท้ายในชีวิต ภาพเขียนจึงมีคุณลักษณะตามอัตลักษณ์ของศิลปินอย่างครบถ้วนแล้วนั่นคือ ใช้สีเขียว เหลือง และฟ้าเป็นหลัก โดยใช้ฝีแปรงใหญ่และหนักอันแสดงให้เห็นถึงความมั่นใจ เขาเขียนอธิบายภาพนี้ว่า ชาวสวนหนุ่มที่มีสีหน้ายิ้มแย้มท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจีนี้สะท้อนการเฉลิมฉลองความมีชีวิตที่ดีของมนุษยชาติ

แม้ The Arlesian จะถูกเขียนขึ้นในปี 1890 อันเป็นช่วงปีสุดท้ายในชีวิตของ Van Gogh  แต่กลับดูมีความสงบเยือกเย็นสังเกตได้จากแววตาและท่าทางของชาว Arles ในภาพที่แสดงให้เห็นอย่างแจ่มชัดว่า ช่วงเวลาที่ Van Gogh เขียนภาพนี้ เขากำลังมีความสุขและปราศจากอาการซึมเศร้า ฝีแปรงในภาพดูหนักแน่น มั่นคง และถ่ายทอดอารมณ์ที่สุขุมลุ่มลึกได้อย่างโดดเด่น แม้มิวเซียมแห่งนี้จะมีภาพของ Van Gogh ไม่มาก แต่ภาพทั้งสองก็แสดงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างไม่ต้องสงสัย

The Gardener

Two Peasant Women Digging in a Snow Covered Field at Sunset

 

Leave a comment