แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Modern Art Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 10 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวสายศิลป์ที่ชื่นชอบงานศิลปะรุ่นใหม่ คงไม่พอใจเพียงแค่เยือน National Museum Stockholm คงต้องหามิวเซียมแนว Moderna Art ให้เยือนให้ได้ ทั้งนี้เพราะสวีเดนไม่เพียงเป็นประเทศยุโรปที่ก้าวหน้ามาก งานออกแบบรุ่นใหม่ ๆ ของประเทศยังก้าวหน้ามากด้วย มิวเซียมที่ต้องเยือนให้ได้ก็คือ Modern Art Museum หรือ Moderna Museet ในภาษาสวีดิช มิวเซียมซึ่งตั้งอยู่บนเกาะSkeppsholmen ที่เปิดทำการครั้งแรกในปี 1958 นี้เป็นผู้นำมิวเซียมแนว Modern Art และ Contemporary Art ที่ใหญ่ที่สุดแห่งหนึ่งของยุโรป ที่นี่มีความแปลกจากมิวเซียมอื่น ๆ ในยุโรปตรงที่มีสวนสาธารณะขนาดใหญ่ที่เรียกว่า Sculpture Park ควบรวมไว้ด้วย ยิ่งกว่านั้นในสวนสาธารณะยังมีงานประติมากรรมน่ารัก ๆ จากศิลปินนานาชาติมากมายตกแต่งอยู่

งานประติมากรรมที่น่าสนใจที่สุดชุดหนึ่งที่ตกแต่งในสวนชื่อว่า Fantastic Paradise ซึ่งจัดทำขึ้นในปี 1966 โดย Niki de Saint Phalle และ Jean Tinguely งาน Fantastic Paradise นี้ถูกสร้างขึ้นครั้งแรกไม่ใช่ไว้เพื่อสวนสาธารณะแห่งนี้ แต่ทำเพื่อไว้ตกแต่งในงาน World Fair ที่ Montreal โดย Niki de Saint Phalle ได้สร้างงานประติมากรรมสีสันสดใสเป็นรูปผู้หญิงหุ่นอวบอิ่ม ร่วมกับงานประติมากรรมรูปสัตว์ และตัวประหลาดไว้มากมายตั้งไว้ตรงข้ามกับงานประติมากรรมเครื่องยนต์สีดำของ Jean Tinguely

Niki de Saint Phalle เกิดเมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 1930 ที่ Neuilly-sur-Seine ใกล้กรุงปารีส พ่อของเธอเป็นนายธนาคาร ในขณะที่แม่ของเธอเป็นชาวอเมริกัน หลังเธอเกิด ธนาคารของพ่อเธอก็ปิดตัวลงอันเป็นผลมาจากเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่ ครอบครัวของเธอเลยย้ายไปอยู่ชานเมืองนิวยอร์ก แต่เธอกลับต้องอยู่กับยายที่ฝรั่งเศสก่อนจะย้ายไปอยู่กับบิดาภายหลัง แม่ของเธอเป็นคนเจ้าอารมณ์และชอบทำร้ายพี่น้องของเธออยู่บ่อย ๆ จนทั้งสองได้ฆ่าตัวตายในเวลาต่อมา เธอเองก็รู้สึกเกรงกลัวและชอบหลบอยู่ในครัว ยิ่งกว่านั้นเธอยังถูกล่วงละเมิดทางเพศโดยบิดาตั้งแต่อายุเพียงแค่ 11 ปี หลังแต่งงานตั้งแต่อายุยังน้อย เธอเริ่มสร้างสรรค์งานศิลปะแปลก ๆ เนื่องจากเธอไม่ได้เรียนศิลปะจริงจัง แนวคิดในการสร้างงานจึงเปิดกว้าง นอกจากนี้เธอยังทำงานร่วมกับศิลปิน นักเขียน และนักประพันธ์หลายคนจึงทำให้งานของเธอดูแปลกแยก ไม่มีแนวทางศิลปะที่แน่นอน จนมีความโดดเด่นแตกต่างจากศิลปินที่ได้เข้าเรียนศิลปะจริงจังอย่างเห็นได้ชัด งานของเธอที่เริ่มได้รับความสนใจจากสาธารณชนมาจากงานที่เธอรังสรรค์ผู้หญิงให้มีต้นแขนสั้น ๆ แต่มีสีสันสดใส รวมทั้งงานประติมากรรมรูปร่างเหมือนสัตว์ประหลาดจนถูกขนานนามว่า outsider art

Jean Tinguly เกิดวันที่ 22 พฤษภาคม 1925 ที่เมือง Fribourg สวิตเซอร์แลนด์ แต่เติบโตที่เมือง Basel เมื่ออายุได้ 15 ปีเขาเดินทางไป Albania ด้วยความหวังที่จะเข้าร่วมต่อสู้กับ Benito Mussolini และระบบฟาร์ซิสของอิตาลีผู้รุกรานสวิส แต่เขากลับถูกจับที่ชายแดน ระหว่างสงครามโลกครั้งที่สอง เขาเข้าเรียนกับ Julia Ris ศิลปินชื่อดังที่เมือง Basel และได้สัมผัสผลงานแนว Dadaism ปี 1951 เขาแต่งงานกับ Eva Aeppli และย้ายไปอยู่ปารีสและเข้าร่วมกับกลุ่ม Nouveau Realism งานศิลปะเชิงกลไกของเขาที่โด่งดังที่สุดคือ Homage to New York ประกอบด้วย ชิ้นส่วนกลไกที่หาได้ทั่วไป เช่น ล้อจักรยานหลายล้อ บอลลูนตรวจอากาศ เปียโน วิทยุ ธงชาติสหรัฐฯ เปลเด็ก และโถส้วมซึ่งทั่งหมดทาสีขาว นับจากนั้นมา เขาก็รังสรรค์ผลงานศิลปะเชิงกลไกขึ้นอีกมากมายซึ่งส่วนหนึ่งได้จัดแสดงคู่กับผลงานของ Niki de Saint Phalle ไว้ที่ Sculpture Park หน้า Modern Museum Stockholm ที่นักท่องเที่ยวสามารถสนุกสนานกับการถ่ายภาพได้ตั้งแต่ไม่ได้เข้าถึงภายในมิวเซียมได้นี่เอง

แหวกฟ้าหาฝัน : Carl Olof Larsson in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Carl Olof Larsson in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Carl Olof Larsson in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 3 พฤษภาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน National Museum Stockholm ห้องภาพประจำสวีเดนย่อมมีผลงานของศิลปินสวีเดนอยู่เป็นจำนวนมาก แต่ผลงานของศิลปินสวีเดนที่สำคัญที่สุดคนหนึ่งของประเทศไม่มีใครเกินก็คือ Carl Olof Larsson เขาเกิดวันที่ 28 พฤษภาคม 1853 ที่ Gamla Stan ใกล้กับกรุงสต็อคโฮม เมืองหลวงของสวีเดน ครอบครัวของเขายากจนมาก บิดาของเขาเป็นคนจุดไฟในเรือกลไฟที่ล่องในสแกนดิเนเวีย ก่อนจะสูญเสียทุกอย่างแล้วกลายเป็นกรรมกรแบกหาม มารดาของเขาถูกไล่ออกจากบ้านพร้อมกับตัวเขาและต้องกลายเป็นคนเร่ร่อน ก่อนจะได้เข้าไปอยู่ในชุมชนแออัดที่บ้านหนึ่งหลังต้องอยู่กันถึง 3 ครอบครัว แม่ของเขาต้องทำงานซักรีดหลายกะเพื่อให้มีเงินมาเลี้ยงครอบครัว ความแออัดและสกปรกส่งผลให้คนในครอบครัวของเขาเป็นอหิวาห์บ่อย ๆ โชคดีที่ครูสอนศิลปะของเขาได้สนับสนุนให้เขาสมัครเข้าเรียนที่ Royal Swedish Academy of Arts ตั้งแต่อายุได้ 13 ปี และเขาก็สอบเข้าได้

ระหว่างปีแรกในโรงเรียน เขารู้สึกต่ำต้อย และสับสนจึงมักแยกตัว แต่เมื่ออายุได้ 16 ปี เขาได้รับการส่งเสริมให้เป็นศิษย์ดีเด่นซึ่งทำให้เขาเกิดความมั่นใจมากขึ้นและกลายเป็นตัวอย่างนักเรียน เขาได้มีโอกาสวาดภาพการ์ตูนล้อเลียนให้กับหนังสือ Kasper และกลายเป็นศิลปินวาดภาพประจำหนังสือพิมพ์ Ny Illustrerad Tidning จนมีเงินมากพอที่จะสนับสนุนการเรียนของตัวเองและมีส่วนในการช่วยเหลือพ่อแม่ หลังจากทำงานการพิมพ์หลายปี เขาก็ย้ายไปอยู่ปารีสในปี 1877 แม้เขาจะทำงานหนัก แต่การที่เขาไม่คบค้ากับกลุ่ม Impressionist ทำให้เขาไม่ประสบความสำเร็จใด ๆ ซ้ำยังถูกตัดขาดออกจากกลุ่มศิลปินสวีเดนด้วย

หลังวาดภาพกลางแจ้งอยู่ในปารีส 2 ปี ในปี 1882 เขาก็ได้เข้ากลุ่มกับศิลปินสแกนดิเนเวียใน Grez-sur-Loing และได้พบกับ Karin Bergoo ซึ่งต่อมาทั้งสองได้แต่งงานกัน เขาได้รังสรรค์งานที่มีความสำคัญนั่นคือ ภาพสีน้ำซึ่งต่อมาเขาพัฒนาเทคนิคจนเปลี่ยนเป็นสีน้ำมัน หลังแต่งงาน เขาได้ซื้อบ้านที่ชื่อ Lilla Hyttnas ที่ Sundborn ใกล้กับบ้านของพ่อตา เขาตกแต่งบ้านตามรสนิยมของเขาและภรรยาจนบ้านนี้มีชื่อเสียงว่าเป็นบ้านที่โด่งดังที่สุดของศิลปิน ปัจจุบันบ้านหลังนี้ยังเปิดให้นักท่องเที่ยวเข้าชมในช่วงฤดูร้อนระหว่างเดือนพฤษภาคมถึงตุลาคม เขามีบุตรมากถึง 8 คน และเขามักใช้ลูกและภรรยาเป็นแบบในการรังสรรค์งาน

ผลงานของเขาเป็นที่นิยมอย่างมากเมื่อมีเทคโนโลยีการผลิตสีในทศวรรษที่ 1890 เมื่อสำนักพิมพ์ Bonnier ได้พิมพ์หนังสือที่เขาวาดด้วยสีน้ำที่ชื่อ A Home ส่งผลให้เขาโด่งดังในชั่วข้ามคืน แม้หนังสือจะมีราคาค่อนข้างสูงก็ตาม แต่เมื่อสำนักพิมพ์ของ Karl Robert Langewiesche ชาวเยอรมันได้นำภาพสีน้ำของเขามาตีพิมพ์ซ้ำทำให้หนังสือเล่มนี้ขายดีเป็นเทน้ำเทท่ามากถึง 4 หมื่นเล่มใน 3 เดือน แม้เขาจะประสบความสำเร็จจากการเขียนภาพประกอบในนิตยสาร แต่เขากลับรู้สึกว่า ตัวเองประสบความสำเร็จมากจากการรังสรรค์งานปูนเปียกตามโรงเรียน มิวเซียม และสถานที่ราชการมากกว่า แม้บางงานที่เขาทำจนเสร็จ แต่กลับถูกปฏิเสธให้ติดตั้งก็ตาม บั้นปลายชีวิตเขามีปัญหาโรคตา ปวดศีรษะ ซ้ำยังมีซึมเศร้าอีกต่างหากก่อนที่จะมีอาการโรคเส้นเลือดสมองตีบในเดือนมกราคม 1919 เขาเสียชีวิตหลังจากนั้นไม่นาน นักท่องเที่ยวที่ได้มีโอกาสยลผลงานของ Larsson จะเห็นว่า แม้เขาจะมีประสบการณ์ที่ขาดความสุข ซ้ำยังป่วยด้วยโรคซึมเศร้า แต่ผลงานสีน้ำของเขาที่ใช้สีสันสดใสอ่อนโยนนั้นกลับเต็มไปด้วยรายละเอียดเล็ก ๆ น้อย ๆ สวยงามมากมายที่นำความสุขมาให้ผู้ชมได้อย่างไม่รู้เบื่อเลยทีเดียว

แหวกฟ้าหาฝัน : Swedish Art in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Swedish Art in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Swedish Art in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 26 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน National Museum Stockholm เมืองหลวงของสวีเดนย่อมต้องมีผลงาน Swedish Art เป็นจำนวนมากอย่างไม่ต้องสงสัย Swedish Art หรือศิลปะของสวีเดนเป็นศิลปะที่ถูกรังสรรค์ขึ้นโดยศิลปินชาวสวีเดนที่มีอยู่มากว่าพันปี ในช่วงเวลาย้อนไปก่อนสิ้นยุคน้ำแข็ง ดินแดนสแกนดิเนเวียเต็มไปด้วยนักล่า ศิลปะที่หลงเหลืออยู่ให้ศึกษาก็มาจากยุคหินซึ่งถูกรังสรรค์ขึ้นอย่างง่าย ๆ จากวัสดุที่หาได้ในช่วงเวลานั้น ในยุคทองแดงศิลปะมักเกี่ยวเนื่องกับเครื่องประดับซึ่งได้รับอิทธิพลจากเดนมาร์ก ต่อมาในคริสต์ศตวรรษที่ 7 เครื่องประดับได้ปรับสู่ Vendel Style ศิลปะสวีเดนโดยเฉพาะทางตอนใต้ของประเทศถูกเรียกว่า Viking Art ยิ่งหลังจากการกำเนิดของศาสนาคริสต์และมีการบับติสมาแล้ว การสร้างสรรค์งานศิลปะก็เริ่มเข้าหาศาสนามากขึ้นโดยมักรังสรรค์งานด้านประติมากรรมเป็นส่วนใหญ่ ยุคสมัยแรกที่งานซึ่งเกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรเริ่มมีบทบาทสำคัญก็คือ ยุค Romanesque โดยศิลปินรังสรรค์งานด้านผ้าและทองเป็นหลัก

หลังคริสต์ศตวรรษที่ 13 สวีเดนเข้าสู่ยุคโกธิค โบสถ์แรกที่รับเอาศิลปะแนวนี้คือ Linkoping โดยได้รับอิทธิพลจากโกธิคของอังกฤษ ส่วนงานประติมากรรมกลับได้รับอิทธิพลมาจากฝรั่งเศส และเยอรมันมากกว่า ของตกแต่งโบสถ์ไม่เพียงทำด้วยไม้และหินแล้ว ยังมีภาพจิตรกรรมฝาผนังด้วย ของเหล่านี้ยังคงหาดูได้ทั่วไปใน Scania และ Uppland งานทัศนศิลป์เริ่มเป็นศิลปะหลักในสวีเดนตอนกลางตั้งแต่ปลายคริสต์ศตวรรษที่ 15 โดยมีทั้งงานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรและนิยายปรัมปรา รวมทั้งกระจกสี ส่วนงานตกแต่งจากศิลปินต่างประเทศ หรือศิลปินท้องถิ่นที่เรียนรู้มาจากต่างประเทศเริ่มต้นจริงจังในคริสต์ศตวรรษที่ 17 โดยมีการตกแต่งทั้งโบสถ์ ปราสาทและพระราชวัง อาทิ พระราชวัง Drottningholm เมื่อศิลปะแบบ Rococo เริ่มอุบัติขึ้นในภาคพื้นยุโรป ศิลปะแบบ Gustavian ก็อุบัติขึ้นในสวีเดนโดยได้รับอิทธิพลมาจากศิลปะแบบ Rococo ทั้งฝรั่งเศส และอังกฤษซึ่งเน้นสร้างสรรค์งานภาพเหมือน ศิลปินสวีเดนที่รังสรรค์งานโดยอาศัยแรงบันดาลใจจาก Jacques Louis David คือ Olof Johan Sodemark

หลังการสิ้นพระชนม์ของพระเจ้า Gustav ที่สาม ศิลปะสวีเดนก็ชะงักงัน งานทัศนศิลป์ในช่วงเวลานั้นเน้นไปที่ชาวนา อาทิ French Peasant Girl โดย Hugo Salmson ทิวทัศน์ชนบท อาทิ The Last Ray of Sunshine โดย Julia Beck และ Summer Landscape โดย Edvard Bergh ในมุมมองของนักวิพากษ์ศิลป์นั้น ศิลปะสวีเดนคลุมเครือไม่โดดเด่นมาตลอดจวบจนปลายคริสต์ศตวรรษที่ 19 จึงเริ่มมีความน่าสนใจมากขึ้นไม่ว่าจะเป็นงานด้านจิตรกรรม ประติมากรรม และภาพพิมพ์ ศิลปินสวีเดนเริ่มรังสรรค์งานด้วยฝีแปรงที่ใหญ่ ชัดเจน สีสันสดใสโดยได้รับแรงบันดาลใจจาก Van Gogh อาทิ Church Goers in a Boat โดย Carl Wilhelmson และ Self Portrait โดย Eugene Janssen

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm 2

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นอกจากใน National Museum Stockholm จะมีผลงานของ Lambert Jacobsz, Hendrick Terbrugghen และ Gerard de Lairesse ซึ่งเป็นศิลปินชาวดัชท์แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานของศิลปินชาวดัชท์อีกหลายชิ้น อาทิ Dido’s Sacrifice to Juno ของ Pieter Lastman เขาเกิดที่อัมสเตอร์ดัม และฝึกงานกับ Gerrit Pietersz Sweelinck ก่อนเดินทางไปอิตาลีและอาศัยอยู่ 3 ปี ระหว่างนั้นเขาได้รับอิทธิพลจากผลงานแนวโรมันและผลงานของ Caravaggio เป็นอย่างมาก หลังจากนั้นเขากลับมาอยู่อัมสเตอร์ดัมกับครอบครัว เขาได้พัฒนาเทคนิคของตัวเองและได้รังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรเป็นอันมากโดยใช้สีที่สดใสตามเทคนิคของ Caravaggio จนกลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของประเทศ และได้รับลูกศิษย์คนสำคัญคือ Rembrandt นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงาน Dido’s Sacrifice to Juno ของเขาเสมือนหนึ่งฉากในโรงละครที่มีความซับซ้อนน่าตื่นตาตื่นใจจนกลายเป็นต้นแบบให้กับงานของ Rembrandt ในเวลาต่อมา

Peasant Family at an Inn โดย Adriaen van Ostade เขาเกิดที่ Haarlem ในวันที่ 10 ธันวาคม 1610 โดยเป็นบุตรคนโตของ Jan Hendricx Ostade เขาเข้าเรียนศิลปะกับ Frans Hals ในปี 1627 เขาย้ายไปอยู่ Utrecht ในปี 1632 ก่อนย้ายกลับมา Haarlem และร่วมกับกลุ่มช่าง Haarlem Guild of St. Luke ก่อนแต่งงานเมื่ออายุได้ 28 ปี แต่ภรรยาของเขาเสียชีวิตในอีก 2 ปีต่อมา เขาแต่งงานอีกครั้ง แต่ก็กลายเป็นหม้ายอีกในเวลาไม่นาน เขาเลยเลิกสนใจเรื่องผู้หญิงแล้วหันมาเปิดห้องเรียนและรับนักศึกษามาร่วมทำงานและส่งเสริมให้พวกเขากลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมาอีกหลายคน ปี 1662 เขาลงทะเบียนเป็นผู้ดูแลวัด St. Luke และได้กลายเป็นช่างที่ฮาเร็ม

เมื่อเนเธอร์แลนด์ถูกฝรั่งเศสบุกในปี 1672 เขาตัดสินใจเก็บข้าวของและตั้งใจจะย้ายไป Lubeck เยอรมัน แต่กลับไปได้แค่อัมสเตอร์ดัม และอาศัยอยู่ที่นั่น เขาเป็นคนที่ชื่นชอบรังสรรค์งานเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ชาวบ้าน ชาวนาที่ไม่ได้ดูหยาบกร้าน แต่เหมือนตัวละครที่อยู่ท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้า กำลังเล่นกีฬา ทำงาน ทะเลาะกัน หรืออยู่เงียบ ๆ ซึ่งทำให้ผู้ชมสัมผัสกับชีวิตในช่วงเวลานั้นได้อย่างแท้จริง ยิ่งกว่านั้น การที่เขาอาศัยอยู่ที่ Haarlem อันเป็นเมืองที่ถูกทำลายไปมากในช่วงสงคราม ทำให้ผลงานของเขา แม้จะได้รับอิทธิพลจาก Frans Hals ให้มีสีสันค่อนข้างสดใสแต่บรรยากาศในภาพก็ยังคงคล้ายกับเต็มไปด้วยเมฆหมอกอยู่ในที นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสอัจฉริยภาพของเขาได้อย่างเด่นชัดใน Peasant Family at an Inn สังเกตุจาก แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาในกระท่อมอันทรุดโทรมช่วยขับเน้นให้วิถีชีวิตชาวนาที่แม้จะดูหยาบกระด้าง แต่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ศิลปินสามารถจับภาพการแก่งแย่ง การละเล่น การสั่งสอน และการทำงานหนัก มารวมไว้ในฉากเดียวกันได้อย่างมีชั้นเชิงและน่าประทับใจ

Queen Kristina of Sweden โดย David Beck เขาเกิดที่เมือง Delft และเริ่มเรียนเขียนภาพกับ Michiel Jansz van Mierevelt จิตรกรภาพเหมือนผู้มีชื่อเสียงชาวดัชท์ หลังย้ายไปอยู่ลอนดอนเขาก็เข้าเป็นศิษย์และทำงานร่วมกับห้องภาพ Anthony van Dyck ในปี 1640 แต่เขามีโอกาสได้เรียนกับ Van Dyck น้อยมากเนื่องจากอาจารย์ป่วยและเสียชีวิตในอีก 1 ปีต่อมา แม้เขาจะใช้เทคนิคการเขียนที่แตกต่างจากอาจารย์ แต่ก็เป็นที่ประทับใจของพระเจ้าชาร์ลส์ที่หนึ่ง พระองค์เลยบัญชาให้เขาสอนเขียนภาพให้กับพระโอรสซึ่งต่อมาคือพระเจ้าชาร์ลส์ที่สอง เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นเขาก็ออกเดินทางไปทั่วยุโรปและได้รับบัญชาให้เขียนภาพเหมือนพระนางคริสติน่าแห่งสวีเดนในปี 1647 จนเป็นที่โปรดปรานของพระนางมากถึงกับส่งเขาไปเยือนราชสำนักทั่วยุโรปเพื่อสร้างสัมพันธภาพ เขาป่วยหนักที่เยอรมันจนถึงกับเตรียมหลุมฝังศพไว้แล้ว แต่เมื่อเขารอดชีวิตเขากลับไปหาพระนางคริสติน่าแห่งสวีเดนอีกครั้งขณะที่พระนางอาศัยอยู่ในโรม เขาขอพระนางไปเยี่ยมครอบครัวท่ามกลางความไม่ปลื้มของพระนาง เขาไปเสียชีวิตที่กรุงเฮกจากการสงสัยว่าถูกวางยา  ภาพ Queen Kristina of Sweden ชิ้นนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นหลังพระนางได้ดำรงตำแหน่งเป็นราชินีแล้วในเครื่องทรงที่ทำด้วยไหมและเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ไม่ว่าจะเป็นลูกโลกที่หมายถึงพื้นดิน ความสะพัดของขนนกคืออากาศ และน้ำพุทางด้านซ้ายซึ่งหมายถึงน้ำ อันเป็นการแสดงถึงการควบรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ภาพนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงถึงอำนาจของราชวงศ์ท่ามกลางภัยคุกคามจากหลายประเทศ

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 12 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นักท่องเที่ยวที่ชื่นชอบศิลปะโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานจิตรกรรมจะทราบดีว่า ศิลปิน Dutch หรือเนเธอร์แลนด์เป็นหนึ่งไม่เป็นรองชาติใดในยุโรป Dutch Art หรือทัศนศิลป์ของเนเธอร์แลนด์นั้น เริ่มต้นขึ้นหลังจากแยกตัวจาก Flander ดินแดนทางตอนเหนือของเบลเยี่ยมนับจากต้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 โดยเริ่มต้นที่ยุค Early Netherlandish ระหว่างปี 1400-1523 ตามด้วย Renaissance ระหว่างปี 1520-1580 และ Northern Mannerism ระหว่าง 1580-1615 ก่อนจะถึงยุคทองของศิลปะดัชท์ ระหว่างปี 1615-1702

ยุคทองของศิลปะดัชท์มีความโดดเด่นเป็นพิเศษอันเป็นผลจากการปฏิวัติจากศิลปะแบบบาโรค Flemish ซึ่งในแง่ของศิลปะแล้วถือว่าเป็นจุดสูงสุดของศิลปะของดัชท์อย่างแท้จริง ผลงานศิลปะจากศิลปินชาวดัชท์หลั่งไหลออกสู่ตลาดเฉพาะที่เมือง Haarlem แห่งเดียวมากกว่า 1 แสนชิ้น แม้หลังจากนั้น ผลงานศิลปะจากดัชท์จะยังคงมีจำนวนมากอย่างต่อเนื่องแต่กลับมีอิทธิพลต่อศิลปะชาติอื่นในยุโรปน้อยลงเป็นอันมาก ในช่วงทศวรรษที่ 1620 ผลงานจากศิลปินชาวดัชท์จะออกแนวบาโรคซึ่งได้รับอิทธิพลจาก Paul Rubens ศิลปินชาว Flemish ที่ให้ความสำคัญกับความเหมือนจริงค่อนข้างมาก ไม่ว่าจะเป็นผลงานแนวภาพเหมือน ทิวทัศน์ วิวเมือง Still life หรือวิถีชีวิตประจำวัน ผลงานแนว Still life และวิถีชีวิตประจำวันของดัชท์ในช่วงเวลานี้ทรงอิทธิพลมากเสียจนกระทั่งกลายเป็นต้นแบบของการสร้างงานศิลปะทุกแขนงต่อมาอีกนับ 2 ศตวรรษเลยทีเดียว

ใน National Museum Stockholm มีผลงานของศิลปินดัชท์ยุคทองอยู่หลายชิ้น อาทิ The Disobedient Prophet ของ Lambert Jacobsz เขาเกิดที่อัมสเตอร์ดัมในปี 1598 แต่เขาอาศัยอยู่ที่ Mennonite และรังสรรค์ผลงานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรเก็บไว้ที่เมือง Leeuwarden อยู่เป็นจำนวนมาก The Disobedient Prophet เป็นเรื่องราวจากพระคัมภีร์เก่าตอนที่พระเจ้าส่งผู้ประกาศไปยังเมือง Bethel เมื่อผู้ประกาศได้รับเชิญให้เข้าร่วมรับประทานอาหาร เขาก็ถูกยั่วยวนจนทำผิด นักท่องเที่ยวจะเห็นฝีไม้ลายมือของศิลปินว่าเฉียบคมมาก สังเกตได้จากแววตา และสีหน้าของตัวละครที่บ่งบอกถึงความตกตะลึงได้อย่างเด่นชัด Boy Playings the Lute โดย Hendrick Terbrugghen ประวัติช่วงต้นของเขาไม่ชัดเจน มีเพียงข้อมูลว่าเขาเดินทางจาก Utrecht ไปโรม และอยู่ที่นั่น 10 ปี แม้ไม่มีใครทราบว่าเขาได้เรียนหรือทำงานกับ Caravaggio หรือไม่ แต่ผลงานของเขาได้รับอิทธิพลอย่างมากจาก Caravaggio หลังจากย้ายไปมิลานได้ 1 ปี เขากลับมาอยู่ Utrecht และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นสมาชิกของสมาคมช่างประจำเมืองในปี 1616 แม้ Boy Playings the Lute จะมีลักษณะของภาพตามแนวทางศิลปะของดัชท์ แต่ผู้ที่คุ้นเคยกับผลงานจิตรกรรมของอิตาลีจะสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของ Caravaggio ได้อย่างแน่นอนโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Girl Holding a Glass

Achilles Discovered Amongst the Daughters of Lycomedes โดย Gerard de Lairesse   เขาเกิดที่เมือง Liege โดยเป็นบุตรคนที่สองของ Reiner de Lairesse ศิลปินที่มีชื่อเสียงประจำเมือง เขาเลยเรียนเขียนภาพกับบิดา และเข้าทำงานที่เมืองโคโลญจน์ และ Aix-la-Chapelle กับ Maximilian Henry แห่งบาวาเรียในปี 1660 ต่อมาเขาต้องหนีหัวซุกหัวซุนอยู่หลายปีเพราะเขามีความสัมพันธ์กับหญิงพร้อมกันสองคนที่เป็นพี่น้องกันจนไปปักหลักอยู่ที่ Ultrecht และมีบุตร 1 คน Gerrit van Uylenburgh นักสะสมภาพพบว่าเขามีความสามารถมากเลยชวนเขาย้ายไปอัมสเตอร์ดัม เขาได้มีโอกาสรังสรรค์งานจิตรกรรมตกแต่ง Soestdijk Palace ระหว่างปี 1676-83 ก่อนย้ายไปกรุงเฮกและทำงานอยู่ที่นั่น 1 ปีก่อนได้มีโอกาสทำงานตกแต่งที่ Loo Palace ปี 1688-9 เขาได้มีโอกาสตกแต่งห้องประชุมเมืองของ Hof van Holland ที่ Binnenhof ด้วยภาพเขียน 7 ชิ้นในหัวข้อประวัติของ Roman Republic จนได้มีชื่อห้อง Lairesse ด้วย

ภาพ Achilles Discovered Amongst the Daughters of Lycomedes มาจากตำนานเทพเจ้ากรีกเล่าว่า มารดาของ Achlilles ได้รับคำทำนายว่าบุตรชายจะถูกฆ่าตายในสงครามกรุงทรอย เธอจึงพาบุตรชายไปซ่อนที่เกาะสคีรอสและให้เขาเติบโตร่วมกับธิดาของกษัตริย์ lycomedes แต่เมื่อชาวกรีกสืบทราบจึงส่งโอดิสซีอุสปลอมตัวเป็นพ่อค้ามาขายเครื่องประดับ เมื่อเขาวางเครื่องประดับและอาวุธไว้มากมาย Achilles กลับเอื้อมมือไปเลือกอาวุธจึงทำให้ถูกจับได้ส่งผลให้เขาต้องเลือกระหว่างหน้าที่และชีวิตที่สุขสบาย นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัดสังเกตุจากใบหน้าของตัวละครแต่ละตัวเต็มไปด้วยความรู้สึกที่แตกต่าง ร่วมกับการใช้สีสันสดใสสวยงามราวฉากละครก็ไม่ปาน

แหวกฟ้าหาฝัน : 3 Most Beautiful Face in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : 3 Most Beautiful Face in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : 3 Most Beautiful Face in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 5 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน National Museum Stockholm มีผลงานชั้นเลิศอยู่มากมาย แต่ภาพเหมือนใบหน้าที่สวยจับใจกลับหาดูได้ยาก ส่วนหนึ่งอาจเพราะคำว่า ‘สวย’ นั้นไร้คำนิยามตายตัว และขึ้นอยู่กับรสนิยมส่วนตัวดังภาษิตที่ว่า Beaty is in the eye of the beholder หรือ ความงามขึ้นอยู่กับสายตาของผู้ดู ถึงกระนั้นก็ตาม ความสวยของใบหน้าก็ยังมีมาตรฐานบางอย่างที่คนส่วนใหญ่สัมผัสได้ตรงกัน ไม่เช่นนั้นคงไม่มีเวทีประกวดนางงามมาจนถึงทุกวันนี้ แม้การใช้สายตาของคนจำนวนมากตัดสินอาจทำให้เราตกลงกันไม่ได้ว่าใบหน้าใดสวยที่สุด แต่เราก็ยังสามารถยอมรับร่วมกันได้ว่า ภายในพิพิธภัณฑ์แห่งนี้มีหลายใบหน้าที่สวยงามในระดับที่ทัดเทียมและน่าประทับใจไม่แพ้กันอยู่ 3 ภาพ

ผลงานชิ้นแรก The Pearl Necklace ของ Charles Chaplin จิตรกรชาวฝรั่งเศสที่มีชื่อคล้ายกับศิลปินตลกชื่อดัง Charles Chaplin ที่มีชื่อเต็มว่า Charles Joshua Chaplin เกิดวันที่ 8 มิถุนายน 1825 ที่ Les Andelys ฝรั่งเศสกับมารดาที่เป็นชาวฝรั่งเศส และบิดาที่เป็นนายหน้าขายภาพชาวอังกฤษ เขาเรียนศิลปะที่ Ecole des Beaux-Arts ในกรุงปารีสก่อนจะศึกษาส่วนตัวที่ห้องภาพของ Michel Martin Drolling ซึ่งเป็นผู้ฝึกศิลปะให้กับศิลปินอีกหลายคน อาทิ Paul Baudry, Jules Breton ก่อนเข้าเป็นอาจารย์ที่ Ecole des Beaux-Arts เขาได้มีโอกาสส่งผลงานเข้าแข่งขันในนิทรรศการ Academie des Beaux-Arts โดยส่งภาพเหมือนเข้าประกวด  วิชาหลักที่เขาสอนก็คือ การวาดภาพเหมือนผู้หญิง แต่เขาก็ยังชำนาญในการวาดภาพทิวทัศน์ด้วยโดยเฉพาะอย่างยิ่งทิวทัศน์ชนบทแถว Auvergne ภาพผู้หญิงกึ่งเปลือยท่อนบนนั่งหน้ากระจกกำลังลองสร้อยไข่มุกซึ่งเป็นภาพตามแบบฉบับดั้งเดิมที่นิยมเขียนกันในวงการศึกษาในช่วงเวลานั้นแสดงให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนของร่างกาย ความพริ้วไหวของผืนผ้า และที่สำคัญความสวยงามของใบหน้าที่ดูนุ่มนวลกระจ่างใสราวกับเทพธิดาเลยทีเดียว 

ผลงานชิ้นที่สอง Young Man Distracted ของ Jean Raymond Hippolyte Lazerges  แม้เขาจะเป็นคน Algeria และไม่ได้รับการสนับสนุนจากบิดาที่เป็นเจ้าของร้านขายขนมปังให้เรียนศิลปะ แต่หลังจากที่เขารับราชการเป็นทหารจนครบกำหนด เขาตัดสินใจอยู่ปารีสต่อ และเรียนศิลปะกับ David d’Angers และ Francois Bouchot ก่อนเริ่มรังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรตามที่ได้รับการว่าจ้างจากราชการ แม้เขาจะต้องใช้ชีวิตอย่างยากจนในช่วงเวลานั้น แต่เขากลับได้เริ่มสร้างงานที่ชื่อ Death of the Virgin ในหอสวดมนต์ที่ Palais des Tuileries ซึ่งช่วยให้เขาเริ่มเป็นที่รู้จักมากขึ้น เขาจำเป็นต้องกลับ Algeria เนื่องจากปัญหาสุขภาพ และเริ่มสร้างงานแนวตะวันออก อีกทั้งยังร่วมกับ Joseph Sintes และ Alfred Chataud จัดตั้งแนวทางศิลปะแบบตะวันให้กับอัลจีเรีย หลังจากนั้น 2 ปี เขากลับไปปารีสอีกครั้งและเริ่มรังสรรค์งานเกี่ยวกับชีวิตของพระนางมารีตามหอสวดมนต์ Eglise Notre-dame de Recouvrance d’Orleans จนทำให้เขาได้รับตำแหน่งอัศวิน Legion of Honor แม้ศิลปินจะเลื่องชื่อจากการวาดพระแม่มารี แต่ผลงาน Young Man Distracted ชิ้นนี้กลับพิสูจน์ให้เห็นถึงความอัจฉริยะในการเขียนภาพเหมือนบุรุษ ด้วยการถ่ายทอดผิวสัมผัสที่ดูเรียบเนียน ตัดกับความเข้มของริมฝีปากและเรือนผมสีทองอย่างสมบูรณ์แบบ สายตาที่เหม่อลอยคล้ายตกอยู่ในความฝันสามารถสะกดให้ผู้ชมตกตะลึงจนอดไม่ได้ที่จะต้องเพ่งมองอีกครั้งว่าใบหน้าที่งดงามปานเทพธิดานี้คือบุรุษจริงหรือ

ผลงานชิ้นสุดท้าย The Virgin in Prayer ของ Sassoferato ศิลปินยุคบาโรคชาวอิตาเลี่ยน Sassoferato ที่มีชื่อเต็มว่า Giovanni Battista Salvi da Sassoferrato นี้เกิดที่เมือง Sassoferrato ในแคว้น Marche ในวันที่ 25 สิงหาคม 1609 ประวัติการศึกษาศิลปะของเขาไม่ชัดเจน แต่นักประวัติศาสตร์ศิลป์คาดว่าเขาฝึกงานกับ Domenichino ศิลปินชาวโบโลญญา ผลงานของเขาได้รับอิทธิพลมาจากศิลปินหลายคน อาทิ Albrecht Durer, Guercino และ Raphael แม้เขาจะไม่ได้รับการว่าจ้างมากนัก เขาจึงชอบรังสรรค์งานในเรื่องเดียวกันซ้ำ ๆ อาทิ The Virgin in Prayer ซึ่งคาดว่าน่าจะมีอยู่ถึง 4 ชิ้น ชิ้นที่โด่งดังและได้รับการกล่าวขวัญถึงมากที่สุดอยู่ที่ National Gallery London ภาพวาดพระแม่มารีในขณะภาวนาที่มีขนาดเท่าองค์จริงชิ้นนี้ ทรงพลังจนทำให้ผู้ชมรู้สึกราวกับพระองค์ได้ประทับอยู่ในห้องเดียวกันนี้อย่างน่าอัศจรรย์ แม้พื้นหลังจะถูกฉาบด้วยสีดำสนิท แต่แสงสว่างที่ทอดผ่านผืนผ้าคลุมผมสีขาวกลับช่วยขับเน้นใบหน้าให้กระจ่างใส จนสัมผัสได้ถึงความสงบเยือกเย็นที่แผ่ซ่านออกมาสะกดใจผู้ชม สมกับที่เป็นหนึ่งในใบหน้าที่งดงามที่สุดของพิพิธภัณฑ์แห่งนี้

แหวกฟ้าหาฝัน : Lucas Cranach the Elder in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Lucas Cranach the Elder in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Lucas Cranach the Elder in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 29 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน National Museum Stockholm ไม่เพียงมีผลงานของศิลปินจากสแกนดิเนเวียเป็นจำนวนมากแล้ว ยังมีผลงานของศิลปินภาคพื้นยุโรปด้วย ผลงานของศิลปินเยอรมันผู้หนึ่งที่มีอยู่เป็นจำนวนมากในมิวเซียมก็คือ Lucas Cranach the Elder เขาเกิดที่ Kronach ทางตอนเหนือของ Franconia เยอรมันในปี 1472 ประวัติของเขาค่อนข้างคลุมเครืออันเป็นผลมาจากการที่ในช่วงเวลานั้นการเก็บข้อมูลประวัติยังไม่ดีพอ จากข้อมูลที่ค้นพบบันทึกไว้ว่า เขาแสดงให้เห็นถึงความสามารถทางด้านศิลปะตั้งแต่ก่อนสิ้นคริสต์ศตวรรษที่ 15 ผลงานของเขาได้รับความสนใจจาก Duke Frederik ที่สามผู้ครองนคร Saxony จึงได้ตั้งเขาเข้ามาในราชสำนักโดยจ่ายค่าจ้าง 50 เหรียญต่อครึ่งปีในฐานะจิตรกรประจำตัวท่านดุ๊ก  

เขาแต่งงานกับ Barbara Brengbier และมีลูกที่เป็นศิลปิน 2 คนคือ Hans Cranach ซึ่งเสียชีวิตที่โบโลญญาในปี 1537 และ Lucas Cranach the Younger อีกทั้งยังมีลูกสาวอีก 3 คนโดยคนหนึ่งได้กลายเป็นญาติกับ Johann Wolfgang von Goethe เขาเป็นศิลปินที่มีความสามารถโดดเด่นตั้งแต่วัยเยาว์ และได้รับงานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรตั้งแต่อายุน้อยโดยเฉพาะอย่างยิ่งงานตกแต่งแท่นบูชา อีกทั้งยังได้รับความไว้วางใจให้วาดภาพเหมือนในอิริยาบถต่าง ๆ อาทิ ระหว่างล่าสัตว์ ภาพเขียนเกี่ยวกับกวางและหมูป่าของเขาทำให้เขากลายเป็นคนมีชื่อเสียงมาก ก่อนปี 1508 เขาก็มีโอกาสรังสรรค์งานทั้งในโบสถ์และปราสาทที่ Wittenberg แข่งกับ Albrecht Durer และ Hans Burgkmair แล้ว หลังปี 509 เขาได้รับเชิญให้เดินทางไปเนเธอร์แลนด์เพื่อรังสรรค์งานชิ้นหนึ่งเป็นรูปจักรพรรดิ Maximilian และเด็กชายคนหนึ่งซึ่งต่อมาคือจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ห้า ผลงานชิ้นนี้ได้ช่วยชีวิตเพื่อนของเขาไว้ในเวลาต่อมา

ตลอดชั่วอายุของการทำงานเป็นจิตรกรประจำราชสำนักซึ่งเป็นศูนย์กลางของนิกายโปแตสแตนท์ที่สนับสนุน Martin Luther นั้น เขาได้ใช้ความสามารถทางด้านศิลปะเป็นสัญลักษณ์ของความเชื่อใหม่ด้วยการรังสรรค์ภาพเหมือนของ Luther อีกทั้งยังแกะสลักไม้เพื่อแปลไบเบิ้ลเป็นภาษาเยอรมัน อีกทั้งยังเป็นคนขายยาเพียงคนเดียวของเมือง Wittenberg ซึ่งเปิดขายอยู่นับศตวรรษจวบจนกระทั่งถูกไฟไหม้ไปในปี 1871 นอกจากรังสรรค์ภาพเหมือนให้กับ Luther แล้ว พวกเขายังสนิทสนมกันมากขนาดที่ Cranach เป็นพ่ออุปถัมภ์ของลูกคนโตของ Luther ด้วย แม้ Frederick the Wise จะเสียชีวิตในปี 1525 แต่สถานะของ Cranach ยังคงไม่เปลี่ยนแปลงเพราะเขายังเป็นที่ชื่นชอบของ John Frederick I หลังจากที่ John Frederick I ถูกจับ เขาถูกจักรพรรดิชาร์ลส์ที่ห้าเชิญมาที่ปราสาท Cranach ได้คุกเข่าลงทูลขอชีวิตของ John Frederick กับพระองค์ เขาเสียชีวิตวันที่ 16 ตุลาคม 1553 เมื่ออายุได้ 81 ปี คริสจักรลูเธอรันกำหนดให้รำลึกถึงเขาในวันที่ 6 เมษายนของทุกปีพร้อมกับ Durer

ใน National Museum Stockholm มีผลงานของ Cranach หลายชิ้น อาทิ Venus and Cupid ภาพวีนัสเทพธิดาแห่งความรักของกรีกโบราณกับลูกชายคิวปิดที่แม้ปกคลุมร่างกายด้วยผ้าแต่ก็โปร่งใสราวกับเปลือยเปล่าสะท้อนให้เห็นถึงความปรารถนาที่คุกรุ่นของความรักผ่านความเย้ายวนของร่างกายมากกว่าที่จะต้องการปกปิด The Ill-matched Couple ภาพชายชรากำลังจ่ายเงินให้กับหญิงสาวซึ่งน่าจะเป็นค่าบริการทางเพศนี้เป็นผลงานที่มักถูกรังสรรค์ซ้ำ ๆ ด้วยศิลปะแบบเรอเนสซองส์ของยุโรปเหนือมักถูกตีความว่าเป็นความโง่เขลาแห่งตัณหา อายุที่มากขึ้นมักเกี่ยวข้องกับความมักมากในกามารมณ์ ความแตกต่างที่ชัดเจนระหว่างชายชราที่แสดงสีหน้าประจบประแจงและหญิงสาวที่แต่งกายยั่วยวน เน้นย้ำถึงความน่าสยดสยองของสถานการณ์ ตาชั่งในมือของเธอเป็นการอ้างอิงถึงวันพิพากษาครั้งสุดท้ายซึ่งตามคัมภีร์ไบเบิล ทุกคนจะถูกตัดสินตามการกระทำของตน ผลงานทั้งสองชิ้นนี้แสดงอัตลักษณ์ของเขาได้อย่างเด่นชัดนั่นคือ สตรีทุกคนจะมีใบหน้าที่ค่อนข้างกลม คางแหลม และที่สำคัญทำผมรวบตึงและมีหน้าผากที่ค่อนข้างสูงกว่าปกติชนิดที่เห็นแล้วจำได้เลยว่าใครเป็นคนวาด

Christ and the Woman Taken in Adultery ภาพที่ Gustav Vasa สั่งทำขึ้นเพื่อจัดแสดงที่ประสาท Gripsholm นี้มาจากตอนหนึ่งในพระคัมภีร์ที่พระเยซูกล่าวว่า ใครไม่เคยทำบาปก็โยนหินใส่นางได้เลยนี้มีเนื้อหาที่เน้นย้ำถึงการให้อภัยซึ่งถือเป็นธรรมะสูงสุดขององค์พระเยซู ในยุคนั้นการนอกใจหากถูกจับได้จะถูกลงโทษด้วยการปาหิน แต่ในความเห็นของพระเยซู มีเพียงคนที่ไม่เคยทำบาปเท่านั้นที่มีสิทธิทำร้ายผู้อื่น เธอได้รับการยกโทษและได้รับการตักเตือนจากพระองค์ว่าไม่ให้ทำอีก The Feeding of the 5,000 ผลงานชิ้นนี้เป็นอีกชิ้นหนึ่งจากพระคัมภีร์ตอนที่พระเยซูได้มอบปลาและขนมปังให้กับสาวกเพื่อเลี้ยงคน 5,000 คนที่มาเฝ้าพระองค์อันเป็นส่วนหนึ่งของการแสดงอัศจรรย์ของพระเยซู ผลงานทั้งสองชิ้นนี้แสดงอัจฉริยภาพของ Cranach ได้อย่างเด่นชัดสังเกตจากสีหน้าท่าทางของแต่ละคนในภาพล้วนมีความหมายและแตกต่างกันอย่างสิ้นเชิง

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Portrait Artist in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Portrait Artist in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Danish Portrait Artist in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 15 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ภาพเหมือนเป็นงานศิลปะอย่างหนึ่งที่มีความสำคัญยิ่งไม่ว่าจะเป็นแนวทางศิลปะประเภทใดก็ตาม ทั้งงานจิตรกรรม ประติมากรรม โลหะ รวมทั้งภาพถ่าย งานจิตรกรรมภาพเหมือนเป็นผลงานศิลปะแบบหนึ่งที่เป็นที่นิยมมากตั้งแต่อดีตกาล ทั้งนี้เพราะผู้ที่สามารถบัญชาให้ศิลปินรังสรรค์ผลงานได้ในอดีตมักเป็นผู้นำทั้งทางศาสนจักรและทางโลกโดยเฉพาะอย่างยิ่งราชวงศ์ และคหบดี คนกลุ่มนี้ย่อมต้องการให้มีการจารึกภาพของตัวเองไว้ในประวัติศาสตร์ และตามที่อยู่อาศัย อาทิ โบสถ์ วัง งานแนวนี้ศิลปินจึงไม่เพียงได้แสดงฝีไม้ลายมือ ยังสามารถที่จะสร้างนวัตกรรมใหม่ ๆ ได้ด้วย

ก่อนคริสต์ศตวรรษที่ 17  ผลงานภาพเหมือนมักเป็นภาพเดี่ยวที่นายแบบหรือนางแบบมักอยู่ในชุดแต่งกายเต็มยศ เป็นทางการ และแทบจะไม่มีการแสดงสีหน้าใด ๆ เลย ต่อมาเมื่อแนวทางศิลปะมีความก้าวหน้ามากขึ้น ประกอบกับความก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์และการใช้สีส่งผลให้ศิลปินเริ่มเขียนภาพเหมือนที่เป็นธรรมชาติมากขึ้น ทั้งการใช้สี แสง การแสดงออกทางอารมณ์ รวมทั้งการเขียนภาพเป็นกลุ่มคนจนศิลปินบางคนสามารถรังสรรค์งานจิตรกรรมได้ราวภาพถ่ายเพื่อให้ผู้บัญชาได้เก็บทั้งอารมณ์ และบรรยากาศได้อย่างสมจริงก่อนที่การถ่ายภาพจะเกิดขึ้นในประวัติศาสตร์และได้รับการใช้อย่างแพร่หลาย

ยิ่งกว่านั้น ในคริสต์ศตวรรษที่ 17 เป็นต้นมา คหบดีเริ่มมีมากขึ้น คนกลุ่มนี้เริ่มมีกำลังซื้อจึงนิยมว่าจ้างศิลปินให้รังสรรค์งานทั้งภาพเหมือนของตัวเองและครอบครัว ยังผลให้ผลงานภาพเหมือนกลายเป็นงานจิตรกรรมที่มีความแพร่หลาย ศิลปินเองก็นิยมรังสรรค์ภาพเหมือนตัวเองและครอบครัวด้วยจนถึงกับมีศิลปินที่ได้ชื่อว่า เจ้าพ่อ Portrait นั่นคือ Rembrandt ศิลปินชาวดัชท์ที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งในยุคทองของดัชท์

ใน National Museum Stockholm มีผลงานของศิลปินผู้หนึ่งที่ไม่เพียงชื่นชอบการรังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์และนิยายปรัมปราแล้ว เขายังเป็นศิลปินในยุค Golden Age ของเดนมาร์กที่ได้ชื่อว่าชื่นชอบการรังสรรค์งานภาพเหมือนด้วย นั่นคือ Constantin Hansen หรือที่มีชื่อเต็มว่า Carl Christian Constantin Hansen แม้เขาจะเกิดที่โรม และเป็นบุตรชายของจิตรกรแนวภาพเหมือนที่ชื่อ Hans Hansen แต่บิดาของเขาก็ย้ายไปอยู่ที่โคเปนเฮเกนตั้งแต่เขาอายุเพียงแค่ปีเดียว เขาจึงได้มีโอกาสเข้าเรียนที่คณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ที่ Royal Danish Academy of Art เมื่ออายุเพียงแค่ 12 ปี ก่อนย้ายมาเรียนภาควิชาศิลปะเมื่ออายุได้ 21 ปี และเริ่มฝึกงานกับ Christoffer Wilhelm Eckersberg บิดาแห่ง Danish Golden Age ในปี 1828

เมื่อบิดาและมารดาของเขาเสียชีวิตจากโรคไทฟัส เขาก็เข้ารับช่วงต่อในการรังสรรค์งานเพื่อตกแต่งพระราชวัง Frederiksborg และ Christiansborg ปี 1835 เขาได้รับทุนเพื่อไปเรียนต่างประเทศและย้ายไปหลายเมืองเพื่อเรียนรู้เทคนิคทางด้านศิลปะรวมทั้งการเขียนภาพปูนเปียกทั้งจากเยอรมันและอิตาลี หลังไปอยู่ต่างประเทศนานถึง 8 ปีเขาได้รับการว่าจ้างให้ตกแต่งห้องโถงของมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน เขาเข้าทำงานเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยในปี 1854 และเป็นสมาชิกของ The Academy ในปี 1864

ตัวอย่างผลงานของ Hansens ใน National Museum Stockholm อาทิ Signe and Henriette Hansen, the Artist’s sister ผลงานชิ้นนี้แสดงให้เห็นอย่างเด่นชัดถึงอิทธิพลของ Eckersberg ต่องานของ Hansen สังเกตได้จากการที่องค์ประกอบและรูปลักษณ์ของนางแบบละม้ายคล้ายงานประติมากรรม แต่ยังคงมีการแสดงสีหน้าสังเกตได้จากคนขวาที่ดูเศร้าหมองต่างจากคนขวาที่ดูเรียบเฉยอันเป็นการฉีกแนวของการวาดภาพเหมือนในยุคก่อน ๆ ส่วน A Little Girl เป็นภาพน้องสาวของภรรยาศิลปินที่อยู่ในท่าครุ่นคิดระหว่างคนแก้วกาแฟก็เป็นอีกหนึ่งบุคลิกภาพของวิถีชีวิตประจำวันในภาพเหมือนที่ศิลปินบรรจงสร้างให้แตกต่างจากภาพเหมือนในอดีต นอกจากนี้ที่นี่ยังมีผลงานของ Christen Kobke ศิลปินที่นิยมรังสรรค์ภาพเหมือนโดยใช้คนทั่วไปและญาติเป็นนายแบบและนางแบบอีกผู้หนึ่งด้วย

แหวกฟ้าหาฝัน : Wilhelm Marstrand in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Wilhelm Marstrand in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Wilhelm Marstrand in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 8 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน National Museum Stockholm ไม่เพียงมีผลงานของ Jergen Sonne ศิลปินชาวเดนนิสที่น่าสนใจเท่านั้น ยังมีงานของ Nicolai Wilhelm Marstrand ชาวเดนนิสอีกคนหนึ่งที่น่าสนใจ เขาเกิดในเมืองโคเปนเฮเกนในวันที่ 24 ธันวาคม 1810 และเข้าเรียนที่ Copenhagen’s Metropolitan ก่อนลาออกไปเรียนต่อกับ Christoffer Wilehlm Eckersberg ศาสตราจารย์ที่ Royal Danish Academy of Art เพื่อนสนิทของบิดาเมื่ออายุได้เพียง 16 ปี Eckersberg เห็นพรสวรรค์ของเขาในการรังสรรค์งานศิลปะตั้งแต่เห็นเขาเขียนภาพกลุ่มคนที่มีองค์ประกอบหลากหลายจึงส่งเสริมให้เขาเรียนต่อศิลปะ

ระหว่างที่ Marstrand เข้าเรียนต่อที่ Academy of Art ตั้งแต่ปี 1826-33 แทนที่เขาจะรังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับประวัติศาสตร์ นิยายปรัมปรา และศาสนาอย่างศิลปินรุ่นเดียวกัน เขาเลือกที่จะรังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับชีวิตประจำวันในกรุงโคเปนเฮเกนที่มีทั้งความสนุกสนาน ความวุ่นวาย และความคึกคักอันเป็นความหลากหลายของวิถีเมืองอยู่แล้วส่งผลให้ผลงานจำนวนมากของเขาได้รับการตอบสนองเป็นอย่างดีจากตลาด อีกทั้งยังได้รับการสนับสนุนอย่างดีจาก Christian Waagepetersen พ่อค้าไวน์ที่ขายไวน์ให้กับราชสำนักด้วยจนรับเป็นผู้อุปถัมภ์เขา

แม้เขาจะไม่เคยชนะเหรียญทองคำในการแข่งขัน Academy แต่เขาก็ได้รับทุนให้ออกเดินทางไปเยือนหลายเมืองในเยอรมัน และได้ทุนไปอยู่อิตาลีถึง 4 ปี ระหว่างใช้ชีวิตในต่างประเทศ เขาใช้เวลาส่วนใหญ่รังสรรค์งานเกี่ยวกับชีวิตประจำวันโดยเฉพาะวันงานเทศกาลต่าง ๆ อีกทั้งยังได้มีโอกาสวาดภาพเหมือนของเพื่อนระหว่างเดินทางและอาศัยในอิตาลีด้วย เขาได้ส่งผลงาน Erasmus Montanus เพื่อสมัครเข้าทำงานที่ Art Academy ในปี 1843 และได้รับการแต่งตั้งให้เป็นศาสตราจารย์ในปี 1848 เขาแต่งงานกับ Margrethe Christine Weidemann ในวันที่ 8 มิถุนายน 1850 และมีลูกด้วยกันถึง 5 คน หลังจากนั้นเขาหันเหกลับไปรังสรรค์งานภาพเหมือนโดยให้ครอบครัวของเขาเป็นนางแบบและนายแบบให้นับจากนั้นมา

อย่างไรก็ดี หลังการเสียชีวิตของภรรยาในปี 1867 เขาเปลี่ยนแนวทางการรังสรรค์ผลงานไปเป็นเรื่องที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรและนิยายปรัมปรา และได้สร้างผลงานจิตรกรรมฝาผนังที่สำคัญให้กับหอสวดมนต์ของพระเจ้าคริสเตียนที่สี่ที่โบสถ์ Roskilde ในปี 1864 อีกทั้งยังได้รังสรรค์ผลงานแท่นบูชาที่โบสถ์ Faaborg ด้วย ปี 1871 ก่อนเขาเสียชีวิตไม่นาน เขาได้นำผลงานจิตรกรรมจำนวนมากของตัวเองมอบไว้ประดับหอประชุมมหาวิทยาลัยโคเปนเฮเกน เขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้อำนวยการ Academy of Art ระหว่าง 1853-7 และ 1863 จนถึงเสียชีวิตจากโรคเส้นโลหิตในสมองแตกในปี 1873

ตัวอย่างงานของเขาใน National Museum Stockholm อาทิ Auction Scene ภาพการประมูลสินค้าในเมืองโคเปนเฮเกนที่เกิดขึ้นตลอดเวลานี้สะท้อนให้เห็นถึงอัจฉริยภาพของศิลปินได้อย่างเด่นชัด สังเกตุจากสีหน้าท่าทางของผู้คนที่ขับเคี่ยวอย่างดุเดือดในการกระเหี้ยนกระหือรือแย่งชิงกันเพื่อให้ได้สินค้าซึ่งก็คือชุดเครื่องแบบยามให้กับสามีจนเด็กที่นั่งอยู่บนบันไดต้องเบือนหน้าหนีด้วยความอับอาย  Street Scene in the Dogdays ภาพแนวการ์ตูนของชีวิตบนท้องถนนในโคเปนเฮเกนเป็นภาพที่เป็นที่นิยมอย่างมากในทศวรรษที่ 1830 ภาพคนจับสุนัขกำลังยกสวิงจะจับสุนัขพันธุ์ทางบนท้องถนนตัดกับภาพคนฝึกสุนัขที่กำลังจูงสุนัขหลายสายพันธุ์ทำสีหน้าตกใจกับพฤติกรรมของคนจับสุนัขเป็นสร้างคำถามที่แหลมคมให้กับสังคมว่า มนุษย์แต่ละคนเท่าเทียมกันตามกฎหมายจริงหรือ

นอกจากภาพชีวิตประจำวันแล้ว ศิลปินยังมีผลงานภาพเหมือนด้วย นั่นคือ Otto Marstrand’s two Daughters and their West-Indian Nanny ภาพลูกสาวของน้องชาย 2 คนพร้อมกับพี่เลี้ยงผิวสีในสวนสาธารณะ Frederiksberg นี้สะท้อนให้เห็นถึงยุคมืดของประวัติศาสตร์เดนมาร์ก ในช่วงเวลานั้น น้องชายของเขาเป็นกงสุลที่หมู่เกาะ St Thomas ซึ่งเป็นอาณานิคมของเดนมาร์กได้ใช้ Justina ลูกที่เกิดจากทาสซึ่งอพยพมาจากแอฟริกามาเป็นพี่เลี้ยงเด็กก่อนที่เดนมาร์กจะยกเลิกระบบทาสไปในภายหลัง Ottilia and Christy Marstrand ภาพเหมือนของลูกสาวคนเล็ก 2 คนในสวนที่บ้านบนถนน Rosenvanget ที่เต็มไปด้วยความสุขก่อนที่เขาจะสูญเสียภรรยาในอีก 1 ปีต่อมา

แหวกฟ้าหาฝัน : Jergen Sonne in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Jergen Sonne in National Museum Stockholm

แหวกฟ้าหาฝัน : Jergen Sonne in National Museum Stockholm

วันอาทิตย์ ที่ 1 มีนาคม พ.ศ. 2569, 06.00 น.

ใน National Museum Stockholm มีผลงานของศิลปินชาวเดนนิสอยู่หลายคน อาทิ Jorgen Valentin Sonne เขาเกิดวันที่ 24 มิถุนายน 1801 ที่ Birkerod ในครอบครัวที่มีบิดาเป็นช่างแกะสลักทองแดงของโรงกษาปน์ และมีพี่ชาย Carl Edvard Sonne เป็นช่างพิมพ์ เบื้องต้นเขาต้องการเป็นทหารจึงเข้าเรียนที่ Royal Danish Military Academy แต่รู้สึกไม่ชอบเลยเรียนได้แค่ 1 ปีแล้วหันไปเรียนที่ Royal Danish Academy of Fine Arts พร้อมไปกับเข้าทำงานที่ห้องภาพของ Christian David Gebauer โดยทำงานเป็นคนลอกเลียนแบบภาพผลงานของศิลปินเดนนิสเป็นหลัก ความที่เขาเป็นคนมีพรสวรรค์ ปี 1828 เขาได้ทุนจากสถาบันที่เรียนให้เดินทางไปยังมิวนิกเพื่อเป็นช่างฝึกหัดกับ Peter von Cornelius จิตรกรที่วาดภาพแนวประวัติศาสตร์ ระหว่างที่เขาทำงานอยู่ 3 ปี เขาก็เดินทางขึ้นเขาไปวาดภาพทิวทัศน์อยู่เนือง ๆ

เมื่อเขาออกจากมิวนิกก็ได้ทุนสนับสนุนให้ไปอยู่ที่โรม ระหว่างนั้นเขาก็เดินทางไปล่าสัตว์บ่อย ๆ และได้มีโอกาสเฝ้าสังเกตพฤติกรรม และชีวิตประจำวันของชาวนาซึ่งกลายเป็นแรงบันดาลใจให้เขาจากนั้นมาจนตลอดชีวิต หลังจากกลับมาเดนมาร์กในปี 1841 เขาเริ่มรังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับชาวนาเดนนิสโดยใช้พื้นฐานที่เรียนมาจากอิตาลีก่อนจะเข้าร่วมกับกองทัพในปี 1848 ทหารที่ร่วมรบกับเขาในสงคราม Schleswig ครั้งที่หนึ่งรู้สึกประทับใจกับความเยือกเย็นของเขาในการวาดภาพขณะที่กระสุนกำลังปลิวว่อน ในสงคราม Schleswig ครั้งที่สองเขาก็เข้าร่วมกับกองทัพอีก แม้จะอายุมากถึง 63 ปีแล้วก็ตาม ในปี 1865 เขาได้รับรางวัล Anckerske Legat ที่แจกสำหรับศิลปิน นักเขียน และนักประพันธ์ และได้ทุนเดินทางกลับไปอิตาลี 1 ปี

ตัวอย่างงานของ Sonne ใน National Museum Stockholm คือ The Morning after the Battle of Isted 25 July 1850 ผลงานเช้าหลังวันสงครามที่ Isted นี้ไม่เหมือนภาพหลังสงครามทั่วไปที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวด ผู้ชมจะไม่เห็นคนเจ็บหรือตาย แต่กลับจะเห็น ภาพของทหารที่กำลังหลับไหลอย่างเป็นสุขที่งดงามราวภาพวาดของความรักชาติที่ได้รับแรงบันดาลใจจากทิวทัศน์ที่สวยงามของเดนมาร์ก ซ้ำยังได้รับการกระตุ้นอารมณ์ครื้นเครงได้ด้วยภาพการเฉลิมฉลองของชาวนาในฤดูเก็บเกี่ยวที่เห็นอยู่ไกล ๆ  Midsummer Eve เป็นภาพงานเฉลิมฉลอง St John’s Eve ซึ่งเป็นเรื่องราวที่นิยมนำมารังสรรค์งานจิตรกรรมในช่วง Danish Golden Age เขาบรรจงรังสรรค์ให้ภาพมีแสงที่สวยงามสะท้อนถึงอิสรภาพของชาวบ้านในชนบท Rural Scene เป็นภาพสังคมชนบทที่สดชื่น สนุกสนาน เต็มไปด้วยรอยยิ้ม แตกต่างจากความตึงเครียด เร่งเร้าของสังคมเมือง

นอกจากผลงานบนผืนผ้าใบแล้ว เขายังออกแบบกำแพงที่ Thorvaldsen Museum และภาพประกอบบทละคร Shakuntala ในทศวรรษสุดท้ายของชีวิต เขามีปัญหาเรื่องตาจนไม่สามารถจะรังสรรค์งานได้อีกต่อไป ความสามารถของเขาเป็นที่ประจักษ์จนเขาได้รับการแต่งตั้งให้เป็นอัศวิน Knight of the Order of the Dannebrog ในปี 1852 ทั้งยังได้รับ Cross of Honor of the Dannebrog ในปี 1881 อีกต่างหากด้วย