แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm 2

แหวกฟ้าหาฝัน : Dutch Artist in National Museum Stockholm 2

วันอาทิตย์ ที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2569, 06.00 น.

นอกจากใน National Museum Stockholm จะมีผลงานของ Lambert Jacobsz, Hendrick Terbrugghen และ Gerard de Lairesse ซึ่งเป็นศิลปินชาวดัชท์แล้ว ที่นี่ยังมีผลงานของศิลปินชาวดัชท์อีกหลายชิ้น อาทิ Dido’s Sacrifice to Juno ของ Pieter Lastman เขาเกิดที่อัมสเตอร์ดัม และฝึกงานกับ Gerrit Pietersz Sweelinck ก่อนเดินทางไปอิตาลีและอาศัยอยู่ 3 ปี ระหว่างนั้นเขาได้รับอิทธิพลจากผลงานแนวโรมันและผลงานของ Caravaggio เป็นอย่างมาก หลังจากนั้นเขากลับมาอยู่อัมสเตอร์ดัมกับครอบครัว เขาได้พัฒนาเทคนิคของตัวเองและได้รังสรรค์งานที่เกี่ยวเนื่องกับศาสนจักรเป็นอันมากโดยใช้สีที่สดใสตามเทคนิคของ Caravaggio จนกลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงที่สุดคนหนึ่งของประเทศ และได้รับลูกศิษย์คนสำคัญคือ Rembrandt นักท่องเที่ยวจะเห็นว่าผลงาน Dido’s Sacrifice to Juno ของเขาเสมือนหนึ่งฉากในโรงละครที่มีความซับซ้อนน่าตื่นตาตื่นใจจนกลายเป็นต้นแบบให้กับงานของ Rembrandt ในเวลาต่อมา

Peasant Family at an Inn โดย Adriaen van Ostade เขาเกิดที่ Haarlem ในวันที่ 10 ธันวาคม 1610 โดยเป็นบุตรคนโตของ Jan Hendricx Ostade เขาเข้าเรียนศิลปะกับ Frans Hals ในปี 1627 เขาย้ายไปอยู่ Utrecht ในปี 1632 ก่อนย้ายกลับมา Haarlem และร่วมกับกลุ่มช่าง Haarlem Guild of St. Luke ก่อนแต่งงานเมื่ออายุได้ 28 ปี แต่ภรรยาของเขาเสียชีวิตในอีก 2 ปีต่อมา เขาแต่งงานอีกครั้ง แต่ก็กลายเป็นหม้ายอีกในเวลาไม่นาน เขาเลยเลิกสนใจเรื่องผู้หญิงแล้วหันมาเปิดห้องเรียนและรับนักศึกษามาร่วมทำงานและส่งเสริมให้พวกเขากลายเป็นศิลปินที่มีชื่อเสียงในเวลาต่อมาอีกหลายคน ปี 1662 เขาลงทะเบียนเป็นผู้ดูแลวัด St. Luke และได้กลายเป็นช่างที่ฮาเร็ม

เมื่อเนเธอร์แลนด์ถูกฝรั่งเศสบุกในปี 1672 เขาตัดสินใจเก็บข้าวของและตั้งใจจะย้ายไป Lubeck เยอรมัน แต่กลับไปได้แค่อัมสเตอร์ดัม และอาศัยอยู่ที่นั่น เขาเป็นคนที่ชื่นชอบรังสรรค์งานเกี่ยวกับชีวิตประจำวัน ชาวบ้าน ชาวนาที่ไม่ได้ดูหยาบกร้าน แต่เหมือนตัวละครที่อยู่ท่ามกลางแสงแดดเจิดจ้า กำลังเล่นกีฬา ทำงาน ทะเลาะกัน หรืออยู่เงียบ ๆ ซึ่งทำให้ผู้ชมสัมผัสกับชีวิตในช่วงเวลานั้นได้อย่างแท้จริง ยิ่งกว่านั้น การที่เขาอาศัยอยู่ที่ Haarlem อันเป็นเมืองที่ถูกทำลายไปมากในช่วงสงคราม ทำให้ผลงานของเขา แม้จะได้รับอิทธิพลจาก Frans Hals ให้มีสีสันค่อนข้างสดใสแต่บรรยากาศในภาพก็ยังคงคล้ายกับเต็มไปด้วยเมฆหมอกอยู่ในที นักท่องเที่ยวจะสามารถสัมผัสอัจฉริยภาพของเขาได้อย่างเด่นชัดใน Peasant Family at an Inn สังเกตุจาก แสงอาทิตย์ที่สาดส่องเข้ามาในกระท่อมอันทรุดโทรมช่วยขับเน้นให้วิถีชีวิตชาวนาที่แม้จะดูหยาบกระด้าง แต่เปี่ยมไปด้วยชีวิตชีวา ศิลปินสามารถจับภาพการแก่งแย่ง การละเล่น การสั่งสอน และการทำงานหนัก มารวมไว้ในฉากเดียวกันได้อย่างมีชั้นเชิงและน่าประทับใจ

Queen Kristina of Sweden โดย David Beck เขาเกิดที่เมือง Delft และเริ่มเรียนเขียนภาพกับ Michiel Jansz van Mierevelt จิตรกรภาพเหมือนผู้มีชื่อเสียงชาวดัชท์ หลังย้ายไปอยู่ลอนดอนเขาก็เข้าเป็นศิษย์และทำงานร่วมกับห้องภาพ Anthony van Dyck ในปี 1640 แต่เขามีโอกาสได้เรียนกับ Van Dyck น้อยมากเนื่องจากอาจารย์ป่วยและเสียชีวิตในอีก 1 ปีต่อมา แม้เขาจะใช้เทคนิคการเขียนที่แตกต่างจากอาจารย์ แต่ก็เป็นที่ประทับใจของพระเจ้าชาร์ลส์ที่หนึ่ง พระองค์เลยบัญชาให้เขาสอนเขียนภาพให้กับพระโอรสซึ่งต่อมาคือพระเจ้าชาร์ลส์ที่สอง เมื่อสงครามโลกครั้งที่หนึ่งปะทุขึ้นเขาก็ออกเดินทางไปทั่วยุโรปและได้รับบัญชาให้เขียนภาพเหมือนพระนางคริสติน่าแห่งสวีเดนในปี 1647 จนเป็นที่โปรดปรานของพระนางมากถึงกับส่งเขาไปเยือนราชสำนักทั่วยุโรปเพื่อสร้างสัมพันธภาพ เขาป่วยหนักที่เยอรมันจนถึงกับเตรียมหลุมฝังศพไว้แล้ว แต่เมื่อเขารอดชีวิตเขากลับไปหาพระนางคริสติน่าแห่งสวีเดนอีกครั้งขณะที่พระนางอาศัยอยู่ในโรม เขาขอพระนางไปเยี่ยมครอบครัวท่ามกลางความไม่ปลื้มของพระนาง เขาไปเสียชีวิตที่กรุงเฮกจากการสงสัยว่าถูกวางยา  ภาพ Queen Kristina of Sweden ชิ้นนี้ถูกรังสรรค์ขึ้นหลังพระนางได้ดำรงตำแหน่งเป็นราชินีแล้วในเครื่องทรงที่ทำด้วยไหมและเต็มไปด้วยสัญลักษณ์ไม่ว่าจะเป็นลูกโลกที่หมายถึงพื้นดิน ความสะพัดของขนนกคืออากาศ และน้ำพุทางด้านซ้ายซึ่งหมายถึงน้ำ อันเป็นการแสดงถึงการควบรวมทุกอย่างเข้าด้วยกัน ภาพนี้จึงเป็นสัญลักษณ์ของการแสดงถึงอำนาจของราชวงศ์ท่ามกลางภัยคุกคามจากหลายประเทศ

Leave a comment