Star Retro : ‘โทมัส’ ปักหลักชีวิต ยึดติดอาชีพร้องเพลงกลางคืน

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/entertain/266658

วันอาทิตย์ ที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2560, 06.00 น.

ถ้าพูดถึงเพลง “เจ็บนี้รสปูอัด” แน่นอนทุกคนต้องนึกถึง 3 นักร้องหนุ่ม วงไจแอนท์ : ฮาเวิร์ด หวัง,โทมัส เเละ โจ-ศิวกร โดยหนึ่งในสมาชิกอย่าง โทมัส เนเลแมนส์ ตอนนี้ได้ผันตัวเองมาเป็นนักร้องกลางคืนประจำอยู่ที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง สาขาแจ้งวัฒนะ สตาร์เรโทรเลยได้โอกาสอัพเดทชีวิตทั้งเรื่องดีและเรื่องร้ายที่ผ่านมาอย่างโชกโชน ของหนุ่มโทมัส พร้อมล้วงเคล็ดลับที่ช่วยเยียวยาชีวิตจนมีวันนี้

ชีวิต ณ ตอนนี้ของ โทมัส เนเลแมนส์

ผมเป็นประสานงานฝ่ายเอนเตอร์เทน แล้วก็เล่นประจำที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง แจ้งวัฒนะครับ ทุกวันยกเว้นวันจันทร์ แล้วก็เป็นพิธีกรรายการสกู๊ปพิเศษ ทางช่องเอ็มชาแนล ส่วนผลงานเพลงเมื่อปีที่แล้ว มีซิงเกิ้ลออกมาให้แฟนๆ ได้ฟังกัน ก็คือเพลง “ฉันเรียกเธอว่าความรัก” ที่ทำก็ไม่ได้คิดว่าจะคัมแบ๊กนะ แต่ทำออกมาเพราะว่ากระแสจากแฟนๆ ที่บ่นคิดถึง อยากฟังเสียงเราเพลงเรา ก็เลยได้ทำออกมา และอีกอย่าง เวลาเราไปงานก็อยากจะมีเพลงของตัวเองไว้โชว์บนเวทีบ้าง เพราะเพลงเราสมัยก่อนก็จะติดลิขสิทธิ์ ไม่สามารถร้องได้ เราเลยทำเพลงเราขึ้นมา เป็นทีมงานของเราเองช่วยๆ กันทำขึ้น และเร็วๆ นี้ก็จะมีเพลงใหม่เป็นเพลงช้า เศร้า อกหักเสียใจ แต่งจากเรื่องจริงของตัวเองส่วนหนึ่ง และเป็นการสร้างเรื่องขึ้นมาส่วนหนึ่ง ผสมรวมกันไปให้น่าติดตาม มีแพลนจะปล่อยออกมาทางยูทูบ รอติดตามกันนะครับ

เรียกว่าออกซิงเกิ้ลขอบคุณแฟนๆ

ใช่ครับ เพราะว่าสิ่งที่เราได้รับจากพวกเขาเรารู้สึกว่าเราได้เยอะมากๆ ได้ความห่วงใย กำลังใจ บางทีเราไปถ่ายรายการไกลๆ ก็ซื้อกาแฟมาให้ เรายังได้รับในสิ่งดีๆ ที่พวกเขาให้เรามาตลอด อย่างในแฟนเพจ Thomas J. หรือ ใน ไอจี thomas_j5 ก็มีคอมเม้นท์หาเราตลอด ก็ต้องขอบคุณมากๆ ครับ

ช่วงนี้มีค่ายเพลงติดต่อให้ไปร่วมงานไหม

มีนะครับ แต่ก็ติดที่ว่าถ้าเราเซ็นสัญญาไปแล้ว ก็ต้องออกจากที่ทำงานประจำ โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดงซึ่งสมัยนี้ก็ไม่เหมือนสมัยก่อนที่ฟรีสไตล์กว่า และหน้าที่รับผิดชอบที่โรงเบียร์ เยอะมาก ก็เลยปฏิเสธไป

ได้มาทำงานโรงเบียร์ได้ยังไง

มานั่งโรงเบียร์ครั้งแรก เรารู้สึกว่าเราชอบที่นี่(สาขารามอินทรา) มากเลย แล้วรู้สึกว่าเราสามารถทำให้บนเวทีสนุกกว่านี้ได้นะ เราสามารถทำได้ดีกว่านี้เรารู้สึกชอบและเพื่อนก็เป็นแดนซ์เซอร์อยู่ที่นี่พอดีเราก็คุยกัน ถามว่าเขารับนักร้องไหม แล้วก็เป็นช่วงจังหวะพอดีเลยว่านักร้องอีกคนหนึ่งกำลังจะออก เราก็ไปออดิชั่น ผ่านเลย ตอนแรกเจ้าของร้านไม่รู้ด้วยว่าเราเป็นใคร ก็มาบอกตอนหลังว่าเป็นวงนี้นะ หลังจากนั้นก็เข้าทำงานอยู่ที่โรงเบียร์เยอรมันตะวันแดง สาขารามอินทรา ประมาณปีครึ่ง เขาก็อยากให้มาอยู่ที่สาขาแจ้งวัฒนะ ตอนแรกพูดเลยไม่อยากมาหรอก แต่หัวหน้าเขาขอร้อง เขาอยากให้มีคนที่ทำงานให้เขาได้อยู่ดูแลที่นี่ เพราะเพิ่งเปิดใหม่ด้วย นักร้องก็ใหม่ ก็โอเคมา ดูแลตรงนี้เป็นฝ่ายประสานงานฝ่ายเอนเตอร์เทน ก็ทำตรงนี้อยู่มาประมาณ 3 ปีแล้วครับ

การทำงานเป็นนักร้องในโรงเบียร์เป็นอย่างไรบ้าง

เราก็เป็นศิลปินของที่นี่ วันไหนที่เราไปงานนอกที่อื่น ลูกค้าก็จะถามหา บอกได้เลยว่าที่โรงเบียร์ที่นี่ไม่ธรรมดา ผมภูมิใจมากๆ ที่ได้อยู่ในสถาบันนี้ และอีกอย่างที่ภูมิใจคือเราเหมือนเป็นซิกเนเจอร์ของสาขาแจ้งวัฒนะ ซึ่งอาจจะเป็นเลโก้เล็กๆ แต่ว่าวันที่เราไม่มาเหมือนมันขาดอะไรไปนะ เราภูมิใจที่ได้อยู่ตรงนี้ ผลตอบรับกลับมาก็ดี ลูกค้าชอบเวลาเราลงไปเล่นข้างล่างเวทีกับเขา ทำให้เขาสนุกสนานไปกับโชว์ต่างๆ ของเรา

ทำหน้าที่เป็นครูสอนเต้นด้วย?

ในฝั่งเอนเตอร์เทนของที่นี่จะมีโชว์บนเวที และการเอนเตอร์เทนทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น เต้น ร้อง ท่าเต้นพนักงาน เราจะเป็นคนควบคุม ท่าเต้นก็จะต้องเริ่มจากการเลือกเพลงก่อน แล้วก็ต้องดูว่าเพลงไหนที่จะทำให้ลูกค้าลุกขึ้นเต้นกับเราสนุกกับเรา ก็ต้องคิดให้การแสดงนั้นต่อเนื่อง สนุกไหมสนุกมากที่เราได้อยู่กับน้องๆ ทุกวันนี้น้องๆ ทั้งร้านเรียก คุณแม่ (หัวเราะ) เมื่อก่อนเคยเปิดสอนเป็นคอร์ส แต่เวลาไม่ได้จริงๆ ก็เลยหยุดไป

ย้อนอดีตความดังของวงไจแอนท์

เป็นยุคสมัยที่คนจะออกเทปไม่ได้ง่าย ของเราผมมองว่าน่าจะเป็นแบบฟลุคก็ได้ (หัวเราะ) เราไปเดินแบบของโดมอนบอยอยู่ แล้วพี่ชิ (อนุชา ลังประเสริฐ) มาเจอก็เรียกไปกรอกประวัติ วันต่อมาก็ไปเซ็นสัญญาเลย ซ้อมร้องเพลง เดือนหนึ่งเข้าห้องอัดเลย ก็ใช้เวลาประมาณ 3 เดือนในการทำอัลบั้มแรก รวดเร็วมาก คือโดยพื้นฐานผมเป็นคนชอบร้องเพลงอยู่แล้วตั้งแต่เด็กๆ ไม่เคยเรียนร้องเพลงนะ แต่ชอบร้อง

อัลบั้มแรก เปลี่ยนชีวิต

ใช่ครับ เปลี่ยนไปเลย ไม่สามารถออกไปเดินห้างได้ตามปกติแล้ว สมัยก่อนไม่เหมือนศิลปินสมัยนี้นะการที่จะเจอตัวศิลปินสมัยก่อนยากมาก สมมุติถ้าจะไปดูหนังเรื่องหนึ่ง ก็ต้องเป็นรอบสุดท้ายของวันนั้นแล้ว ต้องไปกับคนดูแลศิลปิน (AR) ตอนนั้นก็เด็กมาก แต่โชคดีที่รู้ตัวเองและไม่เหลิงไปกับสิ่งเหล่านั้น อาจจะด้วยความเป็นเด็กด้วยแหละ ที่ไม่ได้คิดอะไร พอไม่ได้คิดก็จะเล่นสนุกเฮฮา ตอนนั้น10 ขวบเอง

อัลบั้มที่ 2 ดังพลุแตก

เพลง “เจ็บแปลบ” ทุกวันนี้คนก็ยังมาขอให้ร้องเพลงนี้อยู่ 2 อัลบั้ม แตกต่างกันไป มีความโตขึ้น อัลบั้มแรกจะเป็นทาเกตเด็กๆ อัลบั้มที่ 2 จะเป็นวัยรุ่นขึ้นมาหน่อย มีความรัก รู้จักโลกมากขึ้น ถือว่าทั้ง 2 อัลบั้มประสบความสำเร็จมากๆ นะสำหรับผม

แต่อัลบั้มที่ 3 กลับหยุดไป

กำลังจะทำ แต่เหมือนคุยกันไม่ค่อยลงตัว เริ่มจากบางคนโตขึ้น อยากจะมีสไตล์เพลงเป็นของตัวเอง ซึ่งก็ทำให้ความคิดเห็นไม่ตรงกัน เลยหยุดไป ไม่ได้ทำ แยกย้ายกันไปครับ ผมเลือกไปเรียนและทำงานใช้ชีวิตอยู่ที่ประเทศฮอลแลนด์ คือไปอยู่กับคุณพ่อ การที่เราได้ไปอยู่ที่นั่น ทำให้เราได้อะไรเยอะมากเลยนะ อยู่โน่นประมาณ 5-6 ปี คือเราเรียนจบม.3 ที่ไทยแล้วไปต่อม.4 ที่โน่น ชีวิตที่นั่นเป็นชีวิตที่ต่อสู้ดิ้นรน สมมุติถ้าเราเดินไปถึงป้ายรถเมล์ช้าเพียงหนึ่งนาที เราต้องรอรถเมล์คันต่อไปอีกหนึ่งชั่วโมง ซึ่งนั่นหมายความว่าเราจะไปโรงเรียนสาย ทำงานสาย ทุกอย่างที่นั่นจะเป็นเวลาที่เป๊ะมาก สมมุติว่าเรานัดกับใครสักคนไว้ ต้องไปให้ตรงเวลาเลยนะ ไม่งั้นเราจะพลาดโอกาสนั้นไปเลย ต้องบอกก่อนเลยว่าการที่ไปเรียนที่นั่น ไม่ได้ไปเรียนในสายงานที่เราชอบ เราเรียนการตลาดมา การเรียนสนุกมากเลยนะ ซึ่งผมไม่รู้ที่ประเทศไทยเป็นอย่างไร ที่นั่นจะเรียน 2 วัน ที่เหลือทำงาน ทำให้เราไปเจอประสบการณ์จริงๆ ไปดูว่าทำอะไรยังไง ผมก็ได้นำความรู้ตรงนั้นมาผสมรวมกับงานด้านการร้องเพลงที่เราถนัด ทำงานตามผับเรื่อยๆ ก่อนจะมาทำที่โรงเบียร์นี่แหละครับ

พร้อมแล้วกับการเปิดเผยตัวตนกับสิ่งที่เป็น

เมื่อก่อนยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอย่างนี้ (ชายรักชาย)ก็เลยไม่ได้อึดอัดอะไร ยังไม่รู้ว่าตัวเองเป็น ก็เป็นช่วงที่เราไปเมืองนอกด้วย เราก็เลยไม่รู้สึกว่าจะต้องคิดหรือแคร์อะไร ฝรั่งเขาไม่รู้ว่าเราเป็นใคร ก็เปิดเผยเต็มที่ แล้วพอกลับมาก็รู้สึกว่าเฮ้ย..ชีวิตเป็นของเรานะ ไม่จำเป็นจะต้องคิดอะไรมาก ไม่ต้องไปให้ความหวังคนอื่น เราชัดเจนไปเลย เพราะเราไม่ได้ฆ่าใครตาย

ช่วงชีวิตดิ่งสุดๆ แต่ดึงตัวเองขึ้นมาได้

ประมาณอายุ 23 กลับมาที่เมืองไทย ก็อยู่กับแฟน ใช้ชีวิตปกติทำงาน แต่พอวันที่เราเลิกกันกับแฟน แล้วลากกระเป๋าออกจากห้องเขา เคว้ง จะไปไหนดี โทร.หาเพื่อน แล้วก็ทำตัวเหลวแหลกมาก ชีวิตวัยรุ่นน่ะ เรายังไม่เข้าใจว่าความรับผิดชอบ การทำงานเป็นยังไง ชีวิตดิ่งเลย ไม่รู้จะต้องเริ่มต้นใหม่ยังไง ไปต่อไม่ถูก ช่วงนั้นไม่ทำงานเลย ใช้ชีวิตเหลวแหลกอยู่ประมาณ 4 เดือน มีเงินเท่าไหร่ก็ใช้ อยากได้อะไรก็ซื้อ จนวันหนึ่งเหลือเงิน 20 บาททั้งตัว อยู่ห้องกับเพื่อนด้วย ขอมาม่าเขากินประทังชีวิต แล้วก็เริ่มรู้สึกตัวว่า เออทำไมวะ ทำไมทำตัวแบบนี้ ทำไมไม่หาทางระบายด้วยวิธีอื่น และไม่ต้องฟูมฟายทำลายตัวเองขนาดนั้นก็ได้มั้ง เลยไปไหว้พระแล้วเราก็บอกปู่ฤาษี เพราะเรานับถืออยู่แล้ว บอกว่าปู่ ผมไม่ไหวแล้ว อยากเปลี่ยนตัวเองไปในทางที่ดีขึ้น ไม่อยากจมอยู่กับอะไรแบบนี้ หลังจากนั้นวันรุ่งขึ้นงานติดต่อมาเลย เราก็แบบ เฮ้ย! ตกใจ อีกวันหนึ่งทำงานเลยด้วย และรายได้ก็โอเค แล้วงานทุกอย่างก็ค่อยๆ เข้ามา เรื่องหัวใจก็เลยพักไปก่อน มีคนเข้ามาไหมก็มีบ้าง แล้วคนที่เข้ามา ก็จะต้องเข้าใจการทำงานของเราด้วย ที่ไม่เหมือนคนปกติทั่วไป เราทำงานกลางคืน เขาทำงานกลางวัน

ความรักปัจจุบัน

แห้งเหี่ยว สักพักใหญ่แล้ว หลังจากอกหักครั้งใหญ่ที่เสียคนไป ก็มีแฟนอีกคน คบกันมาประมาณ 3 ปีก็เลิก แล้วตอนนี้ก็แห้งมาประมาณปีครึ่ง คือต้องบอกก่อนว่าเราเป็นคนจีบคนไม่เป็น ชอบใครก็จะได้แต่มอง เขินเรื่องอื่นไม่อายนะเต้นกลางป้ายรถเมล์ก็ทำมาแล้ว ยกเว้นจีบคนที่เราชอบ ก็เลยแห้งอยู่ แต่ช่วงนี้ก็เฉยๆ เน้นทำงานสนุกกับงานและเอนเตอร์เทนลูกค้า

พลงไหนที่รู้สึกเป็นตัวแทนชีวิตเราดีที่สุด

ชอบเพลง Your diary ตั้งแต่ตอนนั้นจนตอนนี้ 20 ปีแล้ว คนอื่นอาจจะเคยฟัง อาจจะชอบหรือไม่ชอบ แต่สำหรับเราชอบ เพลงนี้เป็นเพลงที่ร้องยากมาก เข้าห้องอัด 4 รอบ แก้เนื้อร้อง อารมณ์ เราไม่เข้าใจอารมณ์เพลงเพราะยังเด็กมากๆ และเพลงนี้ก็เป็นเพลงที่โตที่สุด โปรดิวเซอร์ต้องมานั่งคุยกับเรา อธิบายว่าจะต้องจินตนาการอย่างนี้นะ กว่าจะยกตัวอย่างอะไรขึ้นมาให้เราเข้าใจอารมณ์เพลงที่เกี่ยวกับการสูญเสีย ตอนนั้น10 ขวบก็เลยไม่รู้ไง อกหักเหรอไม่รู้ สุดท้ายในห้องอัดปิดไฟทำอารมณ์ร้องนึกถึงอะไรก็ไม่รู้ ร้องไปแล้วก็ได้ แต่ก็มีอีกเพลงหนึ่งที่แบบว่าร้องๆ ไปเรื่อยๆ ปกติ เสร็จผ่าน เพลงเจ้าชาย เจ้าหญิง อันนี้รอบเดียวผ่าน ก็มีทั้งเพลงที่ยากและง่าย คิดย้อนไปทีไรก็คิดถึงห้องอัด โปรดิวเซอร์ ทีมงาน การได้ไปคอนเสิร์ต แล้วเรา 3 คนซนมากทีมงานวิ่งตาม มาเปลี่ยนเสื้อเร็วๆ อะไรประมาณนี้ ทุกวันนี้เจอพี่ๆ เขา เราก็แวะไปมา เจอกันตามอีเว้นท์บ้าง คิดถึงนะกับเพื่อนๆ ก็ติดต่อกันบ้างเป็นครั้งคราว

วงการบันเทิงสอนอะไรบ้าง

ให้ประสบการณ์ ให้ความคิด อย่างที่บอกว่าเราโชคดีที่เราไม่ได้เหลิง เรื่องการใช้ชีวิตกับสังคม เรารู้จักที่จะต้องเกรงใจใครแค่ไหน เรารู้จักที่จะเซฟตัวเองแค่ไหน ทุกวันนี้ผมก็ไม่ได้หายไปไหนนะมีงานเข้ามาบ้าง ผลุบๆ โผล่ๆก็ทำเบื้องหลังสอนเต้นให้กับนักร้องมากมาย ทำโคโรกราฟให้มิวสิกวีดีโอ จริงๆ เราไม่ได้ออกจากวงการไปเลย หรือออกไปแบบไม่ดี แต่จะเป็นการค่อยๆ เฟดออกไปเรื่อยๆ เป็นวัฏจักร

ตั้งแต่เสียแม่ไปก็เข้มแข็งขึ้น

เรารู้อยู่แล้วว่าแม่จะต้องเสียภายในสองเดือนนะ แต่ตัวแม่เองไม่รู้ เราไม่บอก เราก็ต้องทำตัวแบบโคตรเข้มแข็งเพื่อให้เขาเห็น แม่หนูโอเค แต่ข้างในนี่แบบสุดๆ เรานอนกับเขาเราก็ได้ยินเสียงเขาทุกอย่าง เรารู้ ซึ่งเราก็ได้ทำในสิ่งที่เราตั้งใจเสร็จหมดแล้ว ตอนแรกก็ตั้งใจว่าจะซื้อบ้านเพื่อให้แม่กลับมาอยู่ด้วยกันมีความสุขนะพอเราได้ดูแลแม่ บ้านยังไม่ทันได้ซื้อเลย แต่เราได้ดูแลแม่ช่วงที่แม่ป่วย แล้วแม่เสียปุ๊บ เราก็รู้สึกแบบอ่ะเหมือนก็เหลือตัวคนเดียวแล้วจะทำอะไรก็แค่ มองชีวิตตัวเอง ตอนนี้เรามองว่าเราไม่คิดอะไรเลยว่าเราแก่ไปเราจะเป็นยังไง เราไม่คิดถึงตัวเองว่าเราจะอยู่ถึงแก่หรือเปล่า เราแค่มองอนาคตตรงนี้ เรามีเงินเราก็ควรจะซื้อบ้าน ซื้อคอนโด ต้องทำอะไร แต่เราไม่ได้มองว่าอีก 10 ปีข้างหน้าว่าเราจะโอ้โห..ฉันจะต้องได้เงินค่าประกันเป็นล้านๆ เราเป็นคนไม่ห่วงเรื่องเงิน เราเน้นทำในสิ่งที่วันนี้เรามีความสุข เราได้ตื่นออกไปทำงาน น้องๆ ที่ทำงานวิ่งเข้ามากอดเรา เราทำในแต่ละวันให้มีความสุข เราก็จะไม่รู้สึกว่าอยากจะเลิกรากับมันไป ทำงานที่เรามีความสุขไปเรื่อย ส่วนคุณพ่ออยู่ที่เนเธอร์แลนด์ ถ้ามีเวลาก็จะหาโอกาสกลับไป แต่ช่วงนี้ยากมาก เพราะต้องใช้เวลาเยอะเพื่อเดินทางไป แล้วถ้าไปก็จะไม่มีคนทำงานตรงนี้ให้เราได้

ให้คะแนนตัวเอง ณ ตอนนี้

8 เหลือไว้อีก 2 เผื่อหกล้ม ก็ด้วยประสบการณ์และอะไรหลายๆ อย่าง เราสนุกแล้วเราแฮปปี้แล้วจะลางานก็ยังลำบากใจมากๆ

คติในการดำเนินชีวิต

การใช้ชีวิตในแต่ละวันอย่าคิดว่าวันนี้มันจะจบแค่ 24 ชั่วโมง จงใช้เวลาให้คุ้มค่า อยากทำอะไรทำเลย

เคล็ดลับการทำงานในวงการบันเทิง

เราไม่สามารถบอกชีวิตใครให้ทำอะไรได้ แต่เราบอกได้ว่า วงการนี้ถ้าสมมุติเราไม่เอาตัวเองเป็นศูนย์กลางของจักรวาล เราจะอยู่กับมันได้ แล้วก็เวลาทำอะไรสักอย่างหนึ่งก็ให้ทำด้วยใจ ไม่ว่าจะเป็นการคุยกับแฟนคลับ บางทีอาจจะคุยด้วยความเกรงใจแต่ถ้าลึกๆ ในใจเราไม่โอเคก็คือไม่จริง ทำอะไรทำด้วยใจ ชอบร้องเพลงก็ร้อง ชอบแสดงก็ต้องแสดง เป็นตัวของตัวเอง ทำตัวเองให้มีความสุขไม่ตั้งกำแพง เจ้าของงานให้ทำอะไรก็ทำแค่นั้นเอง แล้วเราจะเป็นที่รักของแฟนๆ

ได้รู้เรื่องราวของหนุ่มโทมัสกันพอหายคิดถึงแล้ว แฟนๆ ก็อย่าลืมแวะไปทักทายและฟังเพลงใหม่แบบร้องสดๆ ของโทมัสกันได้ที่ทำงานประจำของเขา แฟนคลับตัวจริงไปแล้วรับรองว่าไม่ผิดหวังแน่นอน

กุหลาบสีเงิน 

 

Leave a comment