ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ
โดย ไทยรัฐออนไลน์ 28 ก.ค. 2560 05:30
อ่านข่าวต่อได้ที่: http://www.thairath.co.th/content/1018314

ถึงขนาดที่ ซีเอ็นเอ็น สื่อยักษ์ใหญ่ในสหรัฐฯ ได้เสนอบทความถึงสถานการณ์น้ำท่วมในเอเชีย จนทำให้คนไทยอย่างเราๆ ต้องหันมาฟังด้วยความหวั่นใจ ในฐานะเป็นหนึ่งในประเทศอาเซียน ที่เผชิญกับฝนตก น้ำท่วม ไม่น้อยกว่าชาติใดในเอเชียด้วยเหมือนกัน
เพราะซีเอ็นเอ็นได้แจ้งเตือนดังๆ แล้วว่า “เอเชียกำลังอยู่ใต้น้ำ จะทำอย่างไร เมื่อผู้คนจำนวนมากถึง 137 ล้านคน กำลังเสี่ยงกับการอาศัยอยู่ในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมถึง!!”

ชายเกือบถูกน้ำพัด ขณะเกิดน้ำบ่าไหลหลากท่วมในเมืองศรีนคร แคว้นแคชเมียร์ของอินเดีย เมื่อ 14 ก.ค.60*เอเชีย มีแนวโน้มฝนตกมากขึ้นต่อเนื่อง
นายเดวี คิโรโน นักภูมิศาสตร์ด้านสภาพอากาศ แห่งองค์การวิจัยวิทยาศาสตร์และอุตสาหกรรมเครือจักรภพ ในออสเตรเลีย กล่าวกับซีเอ็นเอ็นว่า ในช่วง 30 ปีข้างหน้านี้ มีแนวโน้มจะเกิดฝนตกหนักมากขึ้นต่อเนื่องในเอเชีย หรือเพิ่มขึ้นประมาณ 20% แน่นอน
นักวิทยาศาสตร์ด้านสภาพอากาศจากออสเตรเลีย ระบุว่า ขณะนี้ภูมิภาคเอเชียใต้ได้กลายเป็นพื้นที่ชุ่มน้ำมากสุดของทวีปเอเชียไปเรียบร้อยแล้ว และเป็นหนึ่งในภูมิภาคชุ่มน้ำมากที่สุดของโลก เนื่องจากมีฝนตกโดยเฉลี่ยอย่างน้อยถึง 1,000 มิลลิเมตรต่อปี
จากการศึกษาในปี 2555 พบว่า ปริมาณฝนที่ตกหนักมากขึ้น ทำให้ประชาชนกว่า 137 ล้านคน ในอินเดีย บังกลาเทศ และจีน กำลังเสี่ยงต่อการอาศัยอยู่ในบริเวณชายฝั่งหรืออยู่ในพื้นที่ที่ถูกน้ำท่วมถึง ซึ่งจำนวนประชาชนเหล่านี้มากกว่าจำนวนประชากรที่เหลือในเอเชีย-แปซิฟิกรวมกัน

อุทกภัยในจีน หนักหนาสาหัสมาก*ตะลึง คนตายเพราะน้ำท่วมใน 3 ประเทศ กว่า 2.2 ล้าน
ตามรายงานทางสถิติจากมหาวิทยาลัย Catholique de Louvain ในเบลเยียม ระบุว่า นับตั้งแต่ปี 2493 มีประชากรใน 3 ประเทศ คือ จีน, อินเดีย และบังกลาเทศ เสียชีวิตจากอุทกภัยจำนวนกว่า 2.2 ล้านราย ซึ่งตัวเลขนี้รวมทั้งเหยื่อผู้เคราะห์ร้ายที่เสียชีวิตจากหายนะภัยน้ำท่วมครั้งใหญ่ในประเทศจีน เมื่อปี 2502
*เอเชียสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาลจากสภาพอากาศ
ซีเอ็นเอ็น แจ้งว่า ตามรายงานของคณะทำงานระหว่างรัฐบาลว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพอากาศ (IPCC) ได้เสนอรายงานล่าสุดเกี่ยวกับเอเชียว่า เป็นภูมิภาคที่ต้องสูญเสียทางเศรษฐกิจมหาศาลจากสภาพอากาศและภัยพิบัติจากสภาพอากาศ ซึ่งคิดเป็น 1 ใน 4 ของการสูญเสียทางเศรษฐกิจทั้งหมดของโลก
จากสถานการณ์น้ำท่วมในหลายมณฑลทางภาคกลางของจีนในเดือนกรกฎาคม ปี 2560 เป็นเหตุให้มีผู้เสียชีวิตและสูญหายแล้วเกือบ 90 ราย ขณะที่มีชาวบ้านในหมู่บ้านชี่หลอง มณฑลหูหนาน เล่าถึงความยากลำบากจากน้ำท่วมว่า อุทกภัยในปีนี้ทำให้ถนนในหมู่บ้านถูกตัดขาด, เสาไฟฟ้าโค่นล้ม, น้ำเสีย, ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์ และผู้คนโดยเฉพาะคนแก่และเด็กต้องรออาหารช่วยเหลือ

ชาวเมียนมาลุยน้ำท่วมไปหาซื้อน้ำและอาหาร*พื้นที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำในเอเชีย คือพื้นที่เสี่ยงอันตราย
พื้นที่ที่จะต้องประสบภัยน้ำท่วมก่อนใครเพื่อน คือ บริเวณพื้นที่ราบลุ่มริมฝั่งแม่น้ำทางแถบเทือกเขาหิมาลัย ในภูมิภาคเอเชียใต้ และที่ราบลุ่มริมแม่น้ำคงคา แม่น้ำพรหมบุตร และแม่น้ำแยงซี
ตามรายงานระบุว่า ประชาชนประมาณ 500 ล้านคน หรือคิดเป็น 50% ของประชากรในอินเดียและบังกลาเทศ รวมทั้งประชาชนราว 300 ล้านคน หรือคิดเป็น 25% ของจำนวนประชากรในประเทศจีน กำลังอาศัยอยู่ในพื้นที่ลุ่มปากแม่น้ำของแม่น้ำใหญ่ทั้งสามสายนี้

เหยื่อผู้เสียชีวิตจากภัยน้ำท่วม ในอำเภอบานาสกันธา รัฐคุชราต อินเดีย 27 ก.ค.60*ธนาคาร ADB เตือนเมืองใหญ่ในอาเซียนตั้งบนที่ราบลุ่มแม่น้ำทั้งนั้น
ขณะเดียวกัน ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย (ADB) ได้เคยเสนอรายงานตั้งแต่ปี 2555 แล้วว่า เมืองใหญ่ในอาเซียนจำนวนมาก โดยเฉพาะเมืองที่มหานครมีประชาชนอาศัยอยู่จำนวนมากนั้น ตั้งอยู่บริเวณสามเหลี่ยมปากแม่น้ำกันทั้งนั้น เมื่อเวลาฝนตกหนักจึงทำให้เกิดน้ำในแม่น้ำสูงขึ้นและไหลบ่าล้นตลิ่งท่วมเมืองและพื้นที่โดยรอบ
ขณะที่ธนาคารเพื่อการพัฒนาเอเชีย ยังเพิ่งเสนอรายงานเมื่อเร็วๆ นี้ว่า ชุมชนในทวีปเอเชียที่มีประชากรประมาณ 4 พันล้านคน กำลังจะเผชิญกับความร้อนและระดับน้ำทะเลที่เพิ่มสูง โดยจากสภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงและมีความรุนแรง จะทำให้ขาดความมั่นคงด้านอาหารในทศวรรษต่อๆ ไป หากยังไม่มีความพยายามที่เข้มงวดจริงจังในการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์

หญิงฟิลิปปินส์นั่งบนรถสามล้อ เลี่ยงน้ำท่วม ชานกรุงมะนิลา จากพายุโซนร้อน ‘Nesat’ เมื่อ 27 ก.ค.60*ธารน้ำแข็งละลาย ทำน้ำทะเลสูงขึ้นซ้ำอีก
มีการคาดการณ์ว่า อุณหภูมิในช่วงฤดูร้อนของเอเชียอาจเพิ่มขึ้นได้ถึง 6 องศาเซลเซียส ภายในปี พ.ศ.2643 ส่วนระดับน้ำทะเลทั่วโลกคาดว่าจะเพิ่มประมาณ 2.3 เมตร เมื่อธารน้ำแข็งละลายลง สภาพภูมิอากาศที่เปลี่ยนแปลงจะทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของกระแสลมเจ็ต สตรีม (jet stream) ซึ่งเป็นลมที่มีความเร็วสูงถึง 300 กิโลเมตรต่อชั่วโมง ก่อให้เกิดฝนตกชุกและน้ำท่วมใหญ่เป็นประวัติการณ์ ซึ่งประเทศในแถบเอเชียทางตอนใต้อาจได้รับผลกระทบรุนแรงที่สุดในเอเชีย
ก่อนหน้านี้เริ่มมีสัญญาณภัยพิบัติในหลายพื้นที่ เช่น อุทกภัยในปากีสถานในปี พ.ศ.2553 คร่าชีวิตประชากรไปถึง 3,000 คน ในขณะพื้นที่บางแห่งกลับประสบกับภาวะแห้งแล้ง นอกจากนี้การเปลี่ยนแปลงของบรรยากาศและอุณหภูมิที่ร้อนขึ้นจะส่งผลต่อระบบนิเวศทางทะเล เกิดปัญหาการทำประมงและเกิดภาวะกรดในมหาสมุทร
และสิ่งที่ตามมาคือความเสี่ยงต่อสุขภาพ ทั้งโรคภัยไข้เจ็บ เช่น โรคอหิวาต์ โรคไข้เลือดออก โรคมาลาเรีย ฯลฯ และเมื่อประชากรต้องเผชิญกับภัยพิบัติต่างๆ พวกเขาก็จะอพยพ ซึ่งอาจทำให้เกิดการหยุดชะงักทางเศรษฐกิจในหลายภูมิภาค

เรียกว่า เอเชียของเรา กำลังกลายเป็นภูมิภาคที่เสี่ยงต่อการเผชิญกับอุทกภัยที่หนักมากขึ้น และถูกน้ำท่วมได้ง่ายมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้พวกเราคงรู้สึกกันได้ด้วยตัวเองกันดีว่า ยิ่งนับวัน สถานการณ์น้ำท่วม ดูเหมือนจะเกิดได้ง่ายขึ้นและบ่อยขึ้น จนต้องระทึกทุกครั้งเวลาฝนตกหนักต่อเนื่อง…