จากปาก’อดีตผบช.ตชด.-ลูกสาวร.ต.ต.เฉลิม’ ผู้เคยถวายงานใกล้ชิด’ในหลวง’

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242178

จากปาก'อดีตผบช.ตชด.-ลูกสาวร.ต.ต.เฉลิม' ผู้เคยถวายงานใกล้ชิด'ในหลวง'

จากปาก’อดีตผบช.ตชด.-ลูกสาวร.ต.ต.เฉลิม’ ผู้เคยถวายงานใกล้ชิด’ในหลวง’

วันศุกร์ ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 19.30 น.

28 ต.ค. 59 ที่พิพิธภัณฑ์ตำรวจ วังปารุสกวัน พ.ต.อ.อังกรู  คล้ายคลึง รรท.ผบก.สท. พร้อมด้วย พล.ต.อ.สมศักดิ์ แขวงโสภา อดีต ผบช.ตชด. ปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการศูนย์ปฏิบัติการลูกเสือชาวบ้านในพระบรมราชานุเคราะห์ นางอรุณศรี  เฟื่องแก้ว อายุ 60 ปี และนางกัลยา เจริญทำนุกิจ อายุ 56 ปี เข้าเยี่ยมชมนิทรรศการภาพถ่ายเฉลิมพระเกียรติฯ ซึ่งเป็นวันครบรอบ 116 ปี วันคล้ายวันพระราชสมภพของสมเด็จพระศรีนครินทราบบรมราชชนนี และเป็นห้วงเวลาในการไว้อาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทั้งนี้ทางสำนักงานตำรวจแห่งชาติ เปิดให้ประชาชนเข้าเยี่ยมชมนิทรรศการดังกล่าวได้ทุกวันไม่เว้นวันหยุดราชการ เวลา 08.30-16.30 น.ตั้งแต่วันนี้จนถึงวันที่ 13 พ.ย.

โดย พล.ต.อ.สมศักดิ์ ได้ให้สัมภาษณ์พิเศษเกี่ยวกับการถวายงานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตลอดจนพระบรมวงศานุวงศ์ ว่า ตนเริ่มรับราชการตำรวจตระเวนชายแดนตั้งแต่ปี 2513 ก่อนมาปฏิบัติหน้าที่ต้องมีการฝึกหลักสูตรต่อต้านความไม่สงบ และหลักสูตรกระโดดร่ม ผู้บังคับบัญชาของตำรวจตระเวนชายแดนให้ความรู้และสั่งสอน โดยเฉพาะพระมหากรุณาธิคุณของพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ และพระบรมวงศานุวงศ์ โดยเฉพาะสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ซึ่งพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้พระราชทานหลักการทำงานที่สำคัญ ซึ่งเรียกว่ายุทธศาสตร์สำหรับตำรวจตระเวนชายแดนในยุคนั้น

เมื่อวันที่ 24 ธ.ค. 2513 พระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จเยี่ยมตำรวจตระเวนชายแดนที่ค่ายดารารัศมี กองกำกับการตำรวจตระเวนชายแดนเขต 5 อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ พระองค์ท่านได้มีพระบรมราโชวาทว่า ในการต่อสู้กับศัตรู ตำรวจตระเวนชายแดนต้องยึดประชาชนเป็นหลัก ด้วยการป้องกัน คุ้มครอง ให้ความปลอดภัยแก่ประชาชน จนกระทั่งประชาชนให้ความไว้วางใจ ด้วยการช่วยเหลือในเรื่องวัตถุสิ่งของ เช่น ข้าวสาร อาหารแห้ง เครื่องอุปโภคบริโภค ในยามที่อยู่ในพื้นที่ก็ช่วยเหลือเกื้อกูลกัน เหมือนญาติพี่น้อง สิ่งนี้จะทำให้ประชาชนเห็นตำรวจตระเวนชายแดนเป็นมิตร เป็นเพื่อนที่ดี สามารถพึ่งพาได้

ต้องให้ความช่วยเหลือด้านการพัฒนา เช่น เรื่องการศึกษา จึงมีการตั้งโรงเรียนตำรวจตระเวนชายแดน เรื่องการเกษตร เรื่องการสาธารณสุข และเรื่องอื่นๆ เพราะฉะนั้นเป็นลักษณะของเครื่องมือที่ทำให้เห็นว่าตำรวจตระเวนชายแดน ตำรวจพลร่มเป็นมิตรกับประชาชน ในการทำงานของตำรวจนั้น แม้ว่ามีกำลังตำรวจตามแนวชายแดนจำนวนน้อยนิด แต่เนื่องจากว่าตำรวจเป็นคนที่ประชาชนให้ความไว้วางใจในการทำงานค่อนข้างเข้มแข็ง เสียสละอดทน แม้ว่ามีกำลังน้อยก็เหมือนมีกำลังมาก เพราะผู้ใต้บังคับบัญชาก็มีระเบียบวินัยมีประสิทธิภาพในการทำงาน นอกจากนี้พระองค์ยังมีพระบรมราโชวาทอีกว่า ผู้บังคับบัญชานั้นต้องช่วยกันกวดขัน ปลูกฝังระเบียบวินัยแก่ผู้ใต้บังคับบัญชา ให้มีความเสียสละ อดทน ช่วยเหลือประชาชน เช่นเดียวกับผู้บังคับบัญชาซึ่งเป็นผู้นำ จึงถือว่าเป็นยุทธศาสตร์พระราชทานที่มีคุณค่ายิ่งที่ตำรวจตระเวนชายแดน และตำรวจพลร่มต้องถือปฏิบัติแล้วนำไปทำเป็นแผนปฏิบัติการต่างๆ

พล.ต.อ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า ในเรื่องการถวายงานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ท่านได้เสด็จแปรพระราชฐานที่วังไกลกังวล และได้เสด็จเยี่ยมเยียนประชาชนที่ห้วยมงคล อ.หัวหิน จ.ประจวบคีรีขันธ์ ปรากฏว่ารถของท่านไปติดหล่ม ตำรวจพลร่มที่ถวายอารักขาช่วยเข็นยานพาหนะให้ พระองค์ท่านได้ไว้วางพระราชหฤทัยตำรวจพลร่ม ซึ่งในการพัฒนาที่หุบกะพง ห้วยสัตว์ใหญ่ ห้วยมงคล และพื้นที่ใกล้เคียง พระองค์ท่านเห็นว่าทางทุรกันดาร เวลาประชาชนใช้เส้นทางรถก็ติดหล่ม จึงได้พระราชทานรถแทรกเตอร์ดีซี และดี 6 ให้ตำรวจพลร่ม ใช้พัฒนาเส้นทาง ซึ่งถือว่าเป็นต้นแบบในการพัฒนาของพระองค์ท่านในยุคนั้น ประมาณปี 2505

ปี 2515 พ.ต.อ.สมควร  หริกุล ผู้นำลูกเสือชาวบ้าน ได้เสนอตั้งลูกเสือชาวบ้าน ขณะที่ดำรงตำแหน่งเป็น ผกก.ตำรวจตระเวนชายแดนเขต 4 จ.อุดรธานี ได้คิดค้นวิธีการทำให้ประชาชนได้มีความรักสามัคคีกัน และมีความจงรักภักดีต่อชาติ ศาสนา พระมหากษัตริย์ เป็นพลเมืองดีมีระเบียบวินัย ในยุคที่มีความ แตกแยกกันทางความคิด สมัยการคุกคามของพรรคคอมมิวนิสต์แห่งประเทศไทย จึงใช้วิธีการลูกเสือแห่งชาติมาปรับใช้ใน การอบรมประชาชน เป็นการต่อสู้ทางความคิด ไม่ใช้อาวุธ มีแค่การชู3 นิ้ว มีคำกล่าวปฏิญาณว่าข้าจะจงรักภักดีต่อชาติ  ศาสนา พระมหากษัตริย์ ข้าจะช่วยเหลือผู้อื่นทุกเมื่อ และข้าจะปฏิบัติตามกฎของลูกเสือ เมื่อทดลองฝึกอบรมแล้วได้ผลดี ประกอบกับสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ทรงทราบว่าตำรวจตระเวนชายแดนมีการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้าน จึง เสด็จเยี่ยมเมื่อ 29 พ.ย.2514 ทอดพระเนตรการฝึกอบรม ที่บ้านทรายมูล อ.ธาตุพนม จ.นครพนม และทรงเห็นว่าลูกเสือชาวบ้านทำให้เกิดความรักใคร่กลมเกลียวกัน

เมื่อฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านได้จำนวนหนึ่ง พ.ต.อ.สมควร จึงได้สรุปผลการฝึกอบรมเสนอต่อ  พล.ต.ท.สุรพล  จุลละพราหมณ์  ผบช.ตชด. (ยศและตำแหน่งขณะนั้น)  ท่านได้ให้การสนับสนุนการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านเป็นอย่างดี และได้มอบหมายให้  พล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ จำรัสโรมรัน  ผช.ผบช.ตชด. (ยศและตำแหน่งขณะนั้น) รวบรวมข้อมูลการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านโดยละเอียด พล.ต.ท.สุรพล จึงมอบหมายให้  พล.ต.ต.เจริญฤทธิ์ นำเรื่องราวการฝึกอบรมลูกเสือชาวบ้านโดยละเอียดขึ้นกราบบังคมทูล พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทราบ ต่อมาเมื่อวันที่ 19 มีนาคม 2515  พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จทอดพระเนตรกิจกรรมลูกเสือชาวบ้าน พระราชทานเงินจำนวน 100,000 บาทเพื่อจัดทำห่วงรัดผ้าผูกคอ หน้าเสือ และทรงรับกิจการลูกเสือชาวบ้านในพระบรมราชานุเคราะห์  ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

พล.ต.อ.สมศักดิ์ กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องที่สำคัญอีกเรื่อง เมื่อวันที่ 5 เม.ย. พ.ศ. 2526 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ได้เสด็จแปรพระราชฐานไปที่วังไกรกังวล และได้เสด็จพระราชดำเนินไปทอดพระเนตรที่ห้วยทราย เป็นหมู่บ้านหนึ่งใน อ.ชะอำ จ.เพชรบุรี พระองค์ท่านได้มีพระกระแสรับสั่งพื้นที่ในพระราชนิเวศน์มฤคทายวัน เดิมเป็นพื้นที่มีความอุดมสมบูรณ์มาก แต่ต่อมามีความแห้งแล้งมากเนื่องจากฝนไม่ตกตามฤดูกาล ป่าไม้ก็มีประชาชนเข้าไปบุกรุกทำลาย พระองค์ท่านจึงจัดตั้งศูนย์ศึกษาพัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริขึ้นมา ตนได้รับพระมหากรุณาธิคุณย้ายจากภาคใต้มาเป็นผู้อำนวยการศูนย์พัฒนาห้วยทรายอันเนื่องมาจากพระราชดำริ เป็นคนแรกเมื่อปี 2516 และได้ถวายงานพระองค์ท่าน สำหรับในศูนย์พัฒนาห้วยทราย จะเน้นเรื่องเกษตรกรรม เน้นเรื่องการปลูกป่าและฟื้นฟูพื้นทีให้อุดมสมบูรณ์ จากนั้นได้ให้ประชาชนเข้าไปอยู่อาศัย มีการประกอบอาชีพตามหลักวิชาการ ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม

ด้าน นางอรุณศรี เฟื่องแก้ว ซึ่งเป็นบุตรสาวของ ร.ต.ต.เฉลิม เฟื่องแก้ว ที่เคยถวายงานอย่างใกล้ชิด อาทิ การเข็นเรือที่ประทับตอนเสด็จประพาส และเคยได้รับของพระราชทานจากพระหัตถ์ ในขณะรับราชการสมัยที่อธิบดีกรมตำรวจขณะนั้นคือ พล.ต.อ.หลวงอดุล อดุลเดชจรัส (ช่วงปี พ.ศ. 2492-2494) โดยจะถ่ายทอดเรื่องราวความรู้สึกต่างๆ ในฐานะเป็นผู้ที่ได้กำเนิดในสถานที่ ณ วังปารุสกวัน ว่า ตนไม่ได้มีโอกาสพบพระพักตร์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ฟังจากเพียงพ่อเล่าเท่านั้น ตอนนั้นพ่อของตนเป็นตำรวจพลร่ม จึงได้มีโอกาสถวายงานอย่างใกล้ชิดกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ในสมัยนั้นตนยังเด็กทราบเพียงว่าคุณพ่อเป็นทหารในวังปารุสกวัน เป็นทหารตามเสด็จเวลาที่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงเรือใบที่วังไกลกังวล หัวหิน คุณพ่อก็เป็นคนเข็นเรือลงทะเลทุกครั้ง

ทุกครั้งที่คุณพ่อได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมี คุณพ่อจะต้องยืนตรงพร้อมวันทยหัตถ์ทุกครั้งไม่ว่าจะที่ไหนหรือเมื่อไร คุณพ่อสอนให้จงรักภักดีต่อทุกพระองค์ และได้สอนให้ใช้หลักพอเพียงในการดำเนินชีวิต คุณพ่อรักพระองค์มากถึงขั้นไม่สอบนายร้อยเพราะกลัวจะไม่ได้ถวายงานพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็เลยสละสิทธิ จนอายุ 50 กว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชได้ย้ายคุณพ่อจากวังสวนจิตลดามาอยู่วังสวนอัมพร เพราะเห็นว่าคุณพ่ออายุมากแล้ว ก็เลยให้เป็นคนขับรถส่งอาหารเข้าวัง ก่อนคุณพ่อจะเสียชีวิตได้บอกกับตนว่า ให้จงรักภักดีกับพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ห้ามดูหมิ่นเพราะท่านเสมือนพ่อคนหนึ่ง พอทราบข่าวว่าท่านสวรรคตตนพูดอะไรไม่ออกและเสียใจมาก นึกถึงพ่อขึ้นมา ตนน่าจะทำดีกว่านี้เมื่อตอนที่ท่านอยู่ หากแลกชีวิตได้ตนยอมตายแทน

“สิ่งหนึ่งที่ตนเห็นคุณพ่อทำคือ พ่อจะรีดยาสีฟันทุกครั้งจนหมด หมดจนไม่สามารถใช้ได้ พ่อเล่าว่าพ่อเห็นพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงทำเป็นกิจวัตรประจําวัน พ่อจึงนำมาใช้และมาสอนลูกๆ”

ขณะเดียวกัน นางกัลยา เจริญทำนุกิจ อายุ 56 ปี บุตรสาวคนที่สองของ ร.ต.ต.เฉลิม เล่าว่า เมื่อตนอายุ 4-5 ขวบ มีโอกาสพบพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เนื่องจากได้ตามคุณพ่อไปทำงาน ตนได้ชี้ถามพ่อว่านั้นคือใครทำไมใครๆ ถึงก้มกราบไหว้ พ่อบอกว่านั้นคือพ่อหลวงของประชาชนชาวไทย พระองค์ทรงเป็นคนดีต้องจงรักภักดีให้มาก ต้นจึงก้มลงกราบ ถือเป็นครั้งแรกและครั้งเดียวในชีวิตที่ทรงเห็นพระพักตร์ท่าน หลังจากนั้นไม่มีโอกาสได้พบพระพักตร์พระองค์ท่านอีกเลย อย่างไรก็ตามทุกครั้งที่พระองค์ท่านเสด็จพระราชดำเนินทรงวางพวงมาลาถวายสักการะ พระบรมราชานุสาวรีย์มหาราช บริเวณลานพระบรมรูปทรงม้า ตนได้เห็นแค่พระบาทของพระองค์ท่านก็ดีใจมากแล้ว ตนเกิดที่วังแห่งนี้และพ่อทำงานจนกระทั่งเกษียณราชการ เป็นเวลากว่า 40  ปี พ่อรักพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชมากจงสอนให้ลูกจงรักภักดีไม่ว่าจะได้ยินเพลงสรรเสริญพระบารมีที่ใดพ่อจะยืนตรงพร้อมวันทยาหัตถ์ทุกครั้ง สอนเสมอมาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เป็นคนที่ทำให้เราอยู่ดีกินดีทุกวันนี้

ครั้งแรกที่เห็นพระพักตร์ของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ตนรู้สึกประทับใจมากพระองค์ท่านเป็นคนใจดี ท่านเหมือนคนธรรมดาไม่เหมือนดั่งในเทพนิยายที่ตนได้อ่านมา ไม่ถือเนื้อถือตัวไม่ว่าจะกับประชาชนหรือข้าราชบริพาร นอกจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชแล้ว ตนยังมีโอกาสเห็นพระพักตร์ของสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี พระองค์ท่านได้ทรงเสด็จพระราชดำเนินไปโรงแรมรัตนโกสินทร์ ตนได้สัมผัสพระหัตถ์ของพระองค์ท่าน รู้สึกว่ามีบุญมากจริงๆ อีกทั้งยังมีโอกาสเห็นพระพักตร์ของสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร พระองค์ท่านทรงมาวิ่ง ณ วังปารุสกวัน ตนจึงได้วิ่งตามพระองค์ท่าน

“ความรู้สึกหลังจากทราบการสวรรคตของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสมือนหัวใจจะหลุดออกไม่อยากจะเชื่อ อยากให้เป็นความฝันไม่อยากให้เป็นจริง สิ่งที่ทำได้ตอนนี้คือยึดตามหลักคำสอนของพระองค์ท่านในเรื่องของเศรษฐกิจพอเพียง” นางกัลยากล่าวทั้งน้ำตา

Leave a comment