เปิดสักการะพระบรมศพ หมื่นคนต่อวัน เบื้องหน้าพระบรมโกศ

ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย : ขอบคุณแหล่งข้อมูล : หนังสือพิมพ์แนวหน้า

http://www.naewna.com/local/242191

เปิดสักการะพระบรมศพ  หมื่นคนต่อวัน  เบื้องหน้าพระบรมโกศ

เปิดสักการะพระบรมศพ หมื่นคนต่อวัน เบื้องหน้าพระบรมโกศ

วันเสาร์ ที่ 29 ตุลาคม พ.ศ. 2559, 06.00 น.

เปิดสักการะพระบรมศพ

หมื่นคนต่อวัน
เบื้องหน้าพระบรมโกศ

พสกนิกรตั้งใจรอคิววันแรก

ปักหลักค้างคืนสนามหลวง

ย้ายจุดรับบัตรไปฝั่งศาลฎีกา

สปน.เล็งแจกข้าวถุงที่ระลึก

เมื่อเวลา 11.03 น.วันที่ 28 ตุลาคม สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร เสด็จพระราชดำเนินพร้อมด้วยสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี และพระบรมวงศานุวงศ์ ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวารครบ 15 วัน ถวายพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช มหิตลาธิเบศรรามาธิบดี จักรีนฤบดินทร สยามินทราธิราช บรมนาถบพิตร ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นวันที่สิบห้าของพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช และวันที่สองของพระราชพิธีทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร ครบรอบวันสวรรคตพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 15 วัน

ทรงบำเพ็ญพระราชกุศลปัณรสมวาร

ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อยและเครื่องราชสักการะกราบถวายบังคมพระบรมศพ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องนมัสการบูชาพระพุทธรูปที่หน้าพระแท่นมหาเศวตฉัตร พระสงฆ์ 30 รูป ที่สวดพระพุทธมนต์แต่วันก่อน สวดถวายพรพระ จบ ทรงประเคนภัตตาหาร พระสงฆ์รับพระราชทานฉันเสร็จแล้ว ทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ทั้งนั้นสดับปกรณ์ถวายอนุโมทนา เจ้าพนักงานนิมนต์พระพรหมมุนี (สุชิน อคฺคชิโน) ผู้ช่วยเจ้าอาวาสวัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ขึ้นนั่งยังอาสนะ ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทรงธรรม สมเด็จพระราชาคณะถวายศีล พระพรหมมุนี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร ถวายพระธรรมเทศนา แสดงพระธรรมเทศนา

ต่อมา พระพรหมมุนี วัดราชบพิธสถิตมหาสีมารามราชวรวิหาร แสดงพระธรรมเทศนา ถวายพระธรรมเทศนาจบ พระ 4 รูป สวดธรรมคาถา จากนั้นสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯ สยามมกุฎราชกุมาร ทรงประเคนจตุปัจจัยธรรมบูชากัณฑ์เทศน์และทรงทอดผ้าไตร พระสงฆ์ทั้งนั้นสดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา แล้วทรงทอดผ้าไตรพระสงฆ์อีก 89 รูป เท่าพระชนมพรรษาพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช สดับปกรณ์ ถวายอนุโมทนา เสด็จฯกลับ

“สมเด็จพระเทพฯ”เสด็จฯ

ก่อนหน้านั้น เมื่อเวลา 06.59 น. สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี เสด็จพระราชดำเนินไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ในการพระราชทานฉันเช้าแด่พระพิธีธรรมสวดพระอภิธรรมพระบรมศพ พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช

ทรงจุดธูปเทียนเครื่องทองน้อย ทรงกราบหน้าพระบรมศพ จากนั้นทรงจุดธูปเทียนบูชาพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร หน้าพระแท่นภายใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตร แล้วทรงประเคนภัตตาหารเช้าแด่พระพิธีธรรมจากวัดประยุรวงศาวาส และวัดพระเชตุพนวิมลมังคลาราม ทรงประเคนจตุปัจจัยไทยธรรม ทรงหลั่งทักษิโณทก พระสงฆ์ทั้งนั้นสดัปกรณ์ ถวายอนุโมทนา แล้วเสด็จฯทรงจุดธูปเทียนกระบะมุขหน้าเตียงพระพิธีธรรม เพื่อสวดพระอภิธรรมชุดแรกของวัน แล้วเสด็จฯกลับ

ยอดลงนามอาลัย15วัน 4.7แสนคน

ส่วนบรรยากาศบริเวณรอบพระบรมมหาราชวัง ประชาชนจำนวนมากเดินทางมารอเข้าแถวถวายสักการะและลงนามแสดงความอาลัยเบื้องหน้าพระบรมฉายาลักษณ์พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ที่ศาลาสหทัยสมาคม ในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งวันนี้สำนักพระราชวังเปิดให้เข้าสักการะและลงนามสมุดหลวงแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเป็นวันสุดท้าย ก่อนเปิดให้เข้าถวายบังคมพระบรมศพ เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม เวลา 08.00-21.00น.ทุกวัน โดยวันนี้สำนักพระราชวังเปิดให้เข้าถวายสักการะตั้งแต่เวลา 07.50น.

กระทั่งเวลา 16.00 น.สำนักพระราชวังปิดให้เข้าถวายสักการะพระบรมศพ รวมมีประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพจำนวน 44,143 คน รวมตั้งแต่วันที่ 15-28 ตุลาคมมีทั้งสิ้น 475,209 คน สำหรับยอดเงินที่ประชาชนถวายร่วมบำเพ็ญพระราชกุศลวันนี้มีทั้งสิ้น 1,531,038 บาท รวมยอดเงินถวายทำบุญตั้งแต่วันที่ 14-28 ตุลาคมมีจำนวน 11,465,297.25 บาท

ปักหลักค้างสนามหลวงรอคิว

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีประชาชนบางส่วนที่เดินทางมาจากต่างจังหวัด ได้เข้าสอบถามเจ้าหน้าที่ถึงความชัดเจนในการแจกบัตรคิวเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเบื้องหน้าพระบรมโกศในวันที่ 29 ตุลาคมวันละ 10,000 คน พอทราบว่าเจ้าหน้าที่จะเปิดให้รับบัตรคิวตั้งแต่เวลา 08.00 น. หลายคนปรับแผนนอนค้างคืนที่สนามหลวง เพื่อจะได้เป็น 1 ใน 10,000 คน

เมนูพระราชทานข้าวเหนียวหมู-ผัดไท

ส่วนที่เต็นท์หน่วยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ ในสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฎราชกุมาร ข้าราชบริพารในกองงานส่วนพระองค์สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฏราชกุมารและหน่วยทหารมหาดเล็กรักษาพระองค์ นำอาหารมาแจกให้ประชาชนที่เดินทางมาลงนามแสดงความอาลัยที่ศาลาสหทัยสมาคม โดยเมนูอาหารพระราชทานวันนี้ มื้อเช้า เป็นข้าวเหนียวหมูปิ้ง มื้อเที่ยง ข้าวเป็ดพะโล้ ก๋วยเตี๋ยวหมี่ปลา ส่วนมื้อเย็น เป็นผัดไท

เพิ่มปริมาณอาหารรอบละ5-6พันชุด

เจ้าหน้าที่เปิดเผยว่า สำหรับวันที่ 29 ตุลาคม ซึ่งเป็นวันแรกที่สำนักพระราชวังเปิดให้ประชาชนเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง คาดว่าจะมีประชาชนเดินทางมาจำนวนมาก จึงเพิ่มปริมาณอาหารให้มากขึ้นในส่วนมื้อกลางวันและมื้อเย็น รอบละ 5-6 พันชุด โดยช่วงเช้าเป็นเส้นหมี่กระเพาะปลา มื้อกลางวัน ขนมจีบซาลาเปา ศิริวรรณ ผัดไทยกุ้งสดแบคแคนยอน ส่วนอาหารว่างช่วงบ่าย เป็นขนมไทยหลากชนิด พร้อมน้ำสมุนไพร และมื้อเย็น เป็นข้าวราดพะแนงไก่-หมู นอกจากนี้ สมเด็จพระบรมฯทรงห่วงใยสุขภาพและสภาวะจิตใจของพสกนิกรจึงรับสั่งให้แผนกแพทย์ในพระองค์เข้าไปสมทบกับกองแพทย์หลวงอีกจำนวนหนึ่ง โดยการตั้งเต้นท์คอยดูแลรักษาประชาชนที่ล้มป่วย บริเวณประตูวิมานเทเวศร์ ตรงข้ามลานจอดรถกองพระราชพิธี

ฟ้าหญิงจุฬาภรณ์ฯพระราชทานแพทย์

วันเดียวกัน เจ้าหน้าที่มูลนิธิ 5 ธันวามหาราชเปิดเผยว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารีทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้หน่วยแพทย์เคลื่อนที่จากรพ.จุฬาภรณ์มาให้บริการประชาชน โดยจะให้บริการทุกวันจันทร์ พุธและศุกร์ โดยเฉพาะวันที่ 29 ตุลาคมที่คาดจะมีพสกนิกรมาเข้าถวายสักการะพระบรมศพจำนวนมาก จึงอาจเสริมกำลังหน่วยแพทย์จากรพ.วิชัยยุทธเพื่อให้บริการทั่วถึง นอกจากนี้ ยังทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯให้เจ้าหน้าที่นำอาหารและเครื่องดื่มพระราชทานมาแจกพสกนิกรที่มาร่วมถวายความอาลัยด้วย 3 มื้อ อาทิ ข้าวหมูทอดกระเทียม ข้าวทอดมันปลากราย และน้ำผลไม้กล่องพร้อมดื่มของดอยคำ

ทูตจีนร่วมแจกอาหารที่สนามหลวง

ส่วนที่สนามหลวง นายหนิง ฟุ่ ขุย เอกอัครราชทูตสาธารณรัฐประชาชนจีนประจำประเทศไทย พร้อมภริยา นำเจ้าหน้าที่สถานเอกอัครทูตจีนประจำประเทศไทยตั้งเต็นท์แจกอาหารให้ประชาชนที่มาร่วมแสดงความอาลัยพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 ซึ่งเป็นแซนวิชกับน้ำผลไม้ 5,000 กล่อง โดยนายหนิง ฟุ่ ขุย กล่าวผ่านล่ามแปลภาษาว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชทรงมีมิตรไมตรีและสายสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นกับประธานาธิบดีและชาวจีนอย่างดีเยี่ยม ทางสถานทูตจีน ซึ่งมีตนเป็นตัวแทนของชาวจีน ขอแสดงความเสียใจกับคนไทยทุกคน เราก็เหมือนพี่น้องกันจะจับมือกันไว้แล้วก้าวผ่านไปให้ได้ จะคอยให้กำลังใจเสมอ เมื่อคนจีนทราบข่าวการเสด็จสวรรคต ต่างโศกเศร้าสลดกับเหตุการณ์ครั้งนี้ไม่แพ้คนไทย เนื่องจากพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงเป็นบุคคลที่ยิ่งใหญ่ เป็นที่นับถือของตนและชาวจีน

พร้อมรับคลื่นพสกนิกร29ตค.

ขณะที่หลายหน่วยงานซักซ้อมความพร้อมรองรับคลื่นมหาชนที่จะเดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช หลังสำนักพระราชวังออกประกาศกรณีมีพระราชทานพระราชานุญาตให้เข้าถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมเป็นต้นไป เวลา 08.00-21.00 น.ของทุกวัน

โดยพล.อ.พงษ์สวัสดิ์ พรรณจิตต์ รองแม่ทัพภาคที่ 1 ในฐานะรอง ผอ.กองอำนวยการร่วมรักษาความสงบเรียบร้อย (กอร.รส.)แถลงหลังประชุม กอร.รส.)ประจำวันว่า ทุกหน่วยงานพร้อมรับประชาชนที่เดินทางกราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาทวันที่ 29 ตุลาคมเป็นวันแรก ทั้งการอำนวยความสะดวก การบริหารจัดการการจราจรโดยรอบ คาดว่าวันแรกประชาชนเดินทางมาจำนวนมาก

แนะทยอยมายังมีเวลาอีก1ปี

สำหรับการเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพที่สำนักพระราชวังกำหนดจำนวนวันคือ วันละ 10,000 คน ใช้ระบบแจกบัตรคิว 1 คนต่อ1บัตร แต่จะประเมินสถานการณ์และปรับแผนให้เหมาะสม เพื่อให้ประชาชนได้เข้ากราบพระบรมศพได้ทุกคน ยืนยันว่าการจัดระบบบัตรคิวจะใช้มาตรฐานเดียวกันกับทุกคน อย่างไรก็ตาม ด้วยข้อจำกัดของสถานที่ อยากให้ประชาชนทยอยเดินทางมากราบถวายบังคมพระบรมศพ เพราะยังมีเวลาอีก 1 ปี ไม่ใช่ 100 วันตามที่มีกระแสข่าว

ย้ายจุดรับบัตรคิวไปฝั่งศาลฎีกา

พล.อ.พงษ์สวัสดิ์ยังกล่าวถึงการจัดคิวให้ประชาชนเข้าถวายบังคมพระบรมศพว่า เพื่อที่ประชาชนจะได้ไม่ต้องรอนาน รับคิวแล้วสามารถออกไปผ่อนคลายได้ไม่ต้องนั่งรอคิวทั้งวัน ทั้งนี้ ขอให้ฟังคำแนะนำจากเจ้าหน้าที่จะได้ไม่ช้า สำหรับวันที่ 29 ตุลาคมจะเปิดให้เข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพเบื้องต้นเฉลี่ยวันละ 7,000-10,000 คน รวมคนที่กระทรวงมหาดไทยจัดมาจากต่างจังหวัด 3,000 คน ซึ่งจะเป็นคนที่ไม่สะดวกในการเดินทางมาเอง ทางกอร.รส.จะประเมินจำนวนคนที่ให้เข้าเคารพพระบรมศพต่อวัน ทั้งนี้ กอร.รส.จะเปลี่ยนจุดรับบัตรคิวจากเดิมที่อยู่ฝั่งตรงข้ามมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ไปอยู่ฝั่งตรงข้ามศาลฎีกา ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมเป็นต้นไป

“วันที่ 29 ตุลาคม สำนักพระราชวังเปิดให้เข้าเคารพพระบรมศพตั้งเเต่เวลา 08.00-21.00 น. ซึ่งช่วงเวลาดังกล่าวจะมีพระราชพิธี 4 รอบ เมื่อหักเวลาพระราชพิธีออกไปแล้วจะเหลือเวลาในการเข้าถวายสักการะ 8 ชั่วโมง ซึ่งจากการคำนวณของเจ้าหน้าที่ในเบื้องต้นรอบละ 70 คน ใช้เวลา 5 นาที ดังนั้น 1 ชั่วโมงจะได้ 840 คน เมื่อรวม 8 ชม.จะได้ 6,720 คน และอาจขยายเวลาให้ยืดหยุ่นเพิ่มเติมเพื่อรองรับประชาชนให้ได้ 10,000 คนต่อวัน”พล.อ.พงษ์สวัสดิ์กล่าว

แจงขั้นตอนถวายสักการะ

ก่อนหน้านี้ สำนักพระราชวัง ออกประกาศแจ้งเส้นทางเข้าถวายสักการะพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชว่า หลังจากนั้นเมื่อรับบัตรคิวแล้ว ให้ตั้งแถวรอเข้าเขตพระบรมมหาราชวัง 4 แถว อาจใช้เวลา 3 ชั่วโมงหลังรับบัตรคิว จึงแจ้งให้ประชาชนเตรียมหมวก แว่นกันแดด ร่ม เสื้อกันฝน รวมถึงยารักษาโรคประจำตัว ยาดมและน้ำดื่มระหว่างเข้าแถว โดยเปิดให้เข้าทางประตูวิเศษไชยศรีผ่านประตูพิมานไชยศรี เลี้ยวขวาไปยังพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ถึงประตูกำแพงแก้วด้านตะวันออกของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จะมีเจ้าหน้าที่คอยจัดแถวเพื่อให้ประชาชนเข้าไปกราบถวายบังคมพระบรมศพ จากนั้นให้เดินผ่านประตูกำแพงแก้วด้านตะวันออก เพื่อขึ้นสู่พระที่นั่งฯ ด้านมุขตะวันออกของพระที่นั่ง และถวายสักการะพระบรมศพ

กราบพระบรมศพ1ครั้งไม่แบมือ

เมื่อเข้าสู่ภายในพระที่นั่งฯ ตรงหน้าพระศพ ให้กราบพระบรมศพ 1 ครั้งโดยไม่แบมือ จากนั้นให้กราบพระพุทธรูปประจำพระชนมวาร ที่ประดิษฐานใต้พระนพปฎลมหาเศวตฉัตรของพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช 3 ครั้ง เสร็จแล้วให้ลงจากพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาททางมุขด้านเหนือ เลี้ยวซ้ายออกประตูกำแพงแก้วด้านตะวันตกของพระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท จากนั้นให้เดินออกจากพระบรมมหาราชวัง สู่ถนนมหาราช ทางประตูศรีสุนทรและประตูเทวาภิรมย์ ทั้งนี้ สำนักพระราชวังได้ขอความร่วมมือทุกคนห้ามบันทึกภาพใดๆ

ย้ำปิดถนน27เส้นทาง29-30ตค.

พล.ต.ต.จิรพัฒน์ ภูมิจิตร รักษาราชการแทนรองผู้บัญชาการตำรวจนครบาล(รรท.รองบช.น.) เปิดเผยว่า วันที่ 29-30 ตุลาคม กองบัญชาการตำรวจนครบาล จะเริ่มปิดการจราจรในเส้นทางต่อเนื่องสนามหลวงและพระบรมมหาราชวังตั้งแต่เวลา 07.00น.ใน 27 เส้นทาง ดังนั้น เพื่อลดปัญหาการจราจร บช.น.จึงขอความร่วมมือประชาชนที่จะเข้ามาถวายบังคมพระบรมศพใช้ระบบขนส่งสาธารณะจะได้รับความสะดวกมากกว่า โดยจะมีรถชัตเทิลบัสบริการรับ-ส่งมายังจุดเชื่อมต่อได้แก่ สถานีหัวลำโพง ขนส่งหมอชิต สายใต้เก่า ขนส่งเอกมัย นอกจากนี้ ยังจัดจุดจอดรถบริเวณชานเมือง ได้แก่ เมืองทองธานี ถนนพุทธมณฑลสาย1 พื้นที่ก่อสร้างห้างบางกอกมอลล์แยกบางนา เซนทรัลเวสต์เกตบางบัวทอง และสโมสรตำรวจ ซึ่งประชาชนสามารถใช้บริการรถชัตเทิลบัสที่ ขสมก.จัดไว้บริการเพื่อเดินทางเข้ามายังบริเวณท้องสนามหลวง

สำหรับรถบัสที่มารับส่งประชาชนเป็นหมู่คณะ เมื่อส่งคนลงแล้วให้วนรถออกไปพักคอยตามจุดที่เจ้าหน้าที่กำหนดไว้ 6 จุด ได้แก่ ขนส่งสายใต้เก่า ริมถนนพุทธมณฑลสาย 1 และ 2 บนถนนราชพฤกษ์ระหว่างถนนบรมและถนนเพชรเกษม บริเวณถนนกาญจนาภิเษกตัดใหม่จากแยกไฟฉายออกถนนกาญจนาภิเษก และถนนกาญจนาภิเษกช่วงระหว่างถนนเพชรเกษมกับถนนบรมราชชนนี สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ศูนย์ควบคุมและสั่งการจราจร (บก.02) หมายเลขโทรศัพท์ 1197 หรือ WWW.TRAFFICPOLICE.GO.TH.

ศตส.กำหนดคิววันละหมื่นคน

เช่นเดียวกับ ที่ทำเนียบฯ นายสุวพันธุ์ ตันยุวรรธนะ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ในฐานะเลขานุการศูนย์บัญชาการติดตามสถานการณ์ (ศตส.)แถลงหลังประชุม ศตส.ว่า ยังยึดแผนเตรียมพร้อมจัดระเบียบประชาชนที่มาถวายบังคมพระบรมศพตามหลักการเดิม แต่จะยืดหยุ่น ในส่วนผู้ที่เดินทางเข้ากราบบังคมพระบรมศพ ซึ่งจะปรับตามสถานการณ์

“สำหรับจำนวนคนที่จะเปิดเข้าถวายบังคมพระบรมศพยังอยู่ที่ 10,000 คนต่อวัน ให้เข้าเที่ยวละ 70 คน ถ้ายังมีตกค้างจะใช้หลักยืดหยุ่น ถ้าถือบัตรอยู่ที่ 10,000 คน จะพยายามให้เข้าตามกำหนด แม้เวลาอาจเลยไปบ้าง และถ้าเลย 10,000 คนไปแล้ว ยังมีเวลาเหลือจะเปิดให้ประชาชนเข้าถวายสักการะพระบรมศพเพิ่มเติม ซึ่งเราจะยึดหลักให้ประชาชนเข้าได้มากที่สุด”นายสุวพันธุ์กล่าว

ระบบขนส่งเน้นความปลอดภัย

และว่า ขอให้ประชาชนทยอยเดินทางมาเพราะยังมีเวลาอีกมาก ทั้งนี้เรื่องบัตรคิว กอร.รส.เป็นผู้กำหนดซึ่งมีระบบอยู่แล้ว ส่วนการอำนวยความสะดวกให้ประชาชนนั้น องค์การขนส่งมวลชนกรุงเทพ (ขสมก.)จะเพิ่มจำนวนเที่ยวรถให้อีก 10% รวมถึงที่จอดรถเพิ่มเติม และปรับ 8 จุดจอดรถเดิมให้เหมาะสม นอกจากนี้ จะเน้นความปลอดภัยเป็นหลัก โดยเฉพาะการนำเรือขนาดใหญ่ที่จุคนได้ 400 คนมาให้บริการจากท่าเรือสาธรมายังท่าช้างต้องเน้นความปลอดภัยเป็นพิเศษ

สปน.แจกข้าวหมื่นถุงเป็นที่ระลึก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีบันทึกข้อความ เรื่อง ขอความอนุเคราะห์เจ้าหน้าที่สำนักงานปลัดสำนักนายกรัฐมนตรี(สปน.)ร่วมจัดเตรียมของที่ระลึก ซึ่งหนังสือดังกล่าวได้รับความเห็นชอบจากนางพัชราภรณ์ อินทรียงค์ รองปลัดสปน. ปฏิบัติราชการแทนปลัดสปน.ใจความว่า จากกรณีสำนักพระราชวังเปิดให้เข้าถวายบังคมพระบรมศพเบื้องหน้าพระบรมโกศพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ 9 ม.ล.ปนัดดา ดิศกุล รมต.ประจำสำนักนายกฯ มีนโยบายจะมอบของที่ระลึกให้ประชาชนที่เข้าถวายสักการะพระบรมศพ ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคม 2559-21 มกราคม 2560 เป็นข้าวเปลือกบรรจุถุง 1 หมื่นถุงต่อวัน

4จว.แรกเข้ากราบพระบรมศพ

ด้านนายกฤษฎา บุญราช ปลัดกระทรวงมหาดไทย (มท.) กล่าวถึงแผนอำนวยความสะดวกให้ประชาชนต่างจังหวัดเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชเบื้องหน้าพระบรมโกศ ณ พระที่นั่งดุสิตมหาปราสาท ในพระบรมมหาราชวัง ตั้งแต่วันที่ 29 ตุลาคมว่า มท.กำหนดประชาชนเป็น 4 ภาค รวมวันละ 3,000 คน เฉลี่ยจังหวัดละ 750 คน เรียงตามอักษร ก-ฮ โดยรอบแรกวันที่ 29 ตุลาคม ประกอบด้วย จ.กระบี่ จ.กำแพงเพชร จ.กาฬสินธุ์ และจ.กาญจนบุรี เบื้องต้นสำนักพระราชวังแจ้งว่าจะเปิดให้ประชาชนเข้าไปถวายบังคับพระบรมศพได้วันละ 10,000 คน ซึ่งในส่วนมท.ประเมินว่า 100 วันแรกที่เปิดโอกาสให้ประชาชนต่างจังหวัดเข้ากราบถวายบังคมพระบรมศพจะมีประมาณ 225,000 คน

สำหรับขบวนรถแต่ละจังหวัดจะมี 15 คัน เบื้องต้นกำหนดจุดพักคอยไว้ 2 จุดสำคัญคือ ภาคใต้ พักคอยที่พุทธมณฑลสาย 4 ส่วนภาคเหนือและอีสานพักคอยที่อิมแพ็คเมืองทองธานี เพื่อรอการประสานให้ทยอยเข้ามาทีละขบวนป้องกันปัญหาจราจร ยืนยันว่าประชาชนที่เดินมาทางมากับกระทรวงมหาดไทยก็ต้องรับบัตรคิวเหมือนประชาชนทั่วไป

มท.ย้ำให้ทั่วถึงห้ามเอาญาติมา

ปลัด มท.ยืนยันว่า กระทรวงมหาดไทยไม่ได้จำกัดสิทธิบุคคลใด แต่เปิดโอกาสให้ทุกคนได้มีสิทธิ ซึ่งย้ำกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)ว่าอย่าคัดเลือกเฉพาะข้าราชการหรือญาติของตัวเอง ถ้าสำนักพระราชวังขยายวันให้ประชาชนเข้าถวายบังคมพระบรมศพเพิ่มกระทรวงก็จะขยายเวลาเช่นกัน ทั้งนี้ เจ้าหน้าที่ต้องกำชับประชาชนเรื่องการแต่งกาย โดยเฉพาะผู้หญิงที่ต้องสวมกระโปรงหรือผ้าถุงยาวเท่านั้น ส่วนคนมีโรคประจำตัวต้องพกยามาด้วย

สร้างห้องน้ำเพิ่มรองรับปชช.

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า วันเดียวกัน ภาครัฐและเอกชนได้ติดตั้งห้องสุขาชั่วคราวเพิ่ม เพราะเห็นว่ามีประชาชนมาร่วมถวายความอาลัยแด่พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช จำนวนมาก รถสุขาเคลื่อนที่ที่มีอยู่ไม่เพียงพอจะให้บริการประชาชน โดยตั้งขึ้นแถวหน้าสำนักงานศาลฏีกา หน้ามหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ หน้ามหาวิทยาลัยศิปกร หน้าวัดมหาธาตุ และใกล้เต็นท์กอร.รส. ซึ่งจะเปิดให้ประชาชนใช้ได้ในวันที่ 29 ตุลาคม

มธ.แปรอักษรประวัติศาสตร์

วันเดียวกัน ที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ (มธ.) ท่าพระจันทร์ สมาคมธรรมศาสตร์ในพระบรมราชูปถัมภ์และประชาคมธรรมศาสตร์ร่วมจัดกิจกรรม”ชาวธรรมศาสตร์ขอเป็นข้ารองพระบาททุกชาติไป” เพื่อรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณและแสดงความอาลัยพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช โดยศิษย์เก่าศิษย์ปัจจุบันประมาณ 2,000 คน ร่วมแปรอักษรครั้งประวัติศาสตร์ ชุด”ทรงเป็นดวงธรรมนำทางให้” สำหรับแนวคิดหลักของการแปรอักษรชุดนี้ น.ส.พิมพ์พิชญ์ ธีระพิทยานนท์ ประธานชุมนุมเชียร์มธ.เผยว่า เน้นพระราชกรณียกิจและพระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชที่พระราชทานแก่คนไทย มุ่งหวังให้สังคมไทยฉุกคิดถึงสิ่งที่พ่อหลวงต้องการถ่ายทอดถึงคนไทย

ทั้งนี้ ใช้เวลาแปรอักษร 30 นาทีแบ่งเป็น 3 ชุดเนื้อหาคือ 1.กล่าวบทกวีไว้อาลัย 2.แปรภาพและข้อความด้วยเพลทและร่มสีขาวนับพันคัน พร้อมเพลงพระราชนิพนธ์”อาทิตย์อับแสง” และ3.การแปรภาพผ่าน 3 เรื่องราวคือ “วันวาน” การนำเสนอพระราชกรณียกิจตลอด 70 ปีที่ผ่านมา “วันนี้” ถ่ายทอดความความรู้สึกสุดอาลัยของประชาชน และ “วันพรุ่งนี้” เป็นความตั้งใจของชาวธรรมศาสตร์ที่จะร่วมสืบสานพระราชปณิธานของพ่อหลวงอย่างสุดหัวใจ

พบจารึกเสด็จฯเยี่ยมชาวสันทราย

สำหรับบรรยากาศในหลายจังหวัดทั่วประเทศ ชาวบ้านสันทรายหลวงหมู่ 1 ต.สันทราย อ.เมือง จ.เชียงราย ใช้รถแบคโฮขุดดินบริเวณประตูทางเข้าวัดสันทรายหลวง พบแผ่นคอนกรีตที่มีฐานเป็นคอนกรีตหกเหลี่ยมซ้อนกัน 3 ชั้น ด้านบนสุดเป็นทรงวงกลม 2 ชั้น ชั้นแรกห่อหุ้มแผ่นคอนกรีตเรียบที่อยู่ชั้นใน ด้านบนแผ่นมีการสลักข้อความลงบนคอนกรีตด้วยอักษณที่บรรจงมีข้อความว่า “พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช รัชกาลที่ 9 แห่งราชวงศ์จักรี และสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนารถ ทรงเสด็จและเยี่ยมพสกนิกรชาว ต.สันทราย ณ ที่นี่ เมื่อวันที่ 11 มี.ค.2501 ตรงกันวันอังคาร แรม 6 ค่ำ เดือน 4 (เดือน 6 เหนือ) ปีจอ เวลา 16.45 น.” ซึ่งชาวบ้านได้นำขึ้นมาไว้หน้าวัดท่ามกลางความตื้นตันใจและประทับใจที่ได้พบสิ่งสำคัญดังกล่าว หลังได้ฟังคำบอกเล่าจากผู้เฒ่าผู้แก่

คนไร้สัญชาติสำนึกพระมหากรุณาธิคุณ

นายปัญญา ศรีทอง 59 ปี พร้อม นายสมชาย ฉุนมี 56 ปี อาชีพเกษตรกร และ นายโมฮามัต อากบาร อายุ 31 ปี อาชีพขายลอตเตอรี่ เป็นบุคคลที่ไม่มีสัญชาติ แต่อยู่ในผืนแผ่นดินไทยมาตั้งแต่เกิด ทั้ง 3 คน เป็นชาวต.หินดาด อ.ทองผาภูมิ จ.กาญจนบุรี พร้อมใจกันสวมชุดสีดำ มีรูปพระบรมฉายาลักษณ์ห้อยคอออกเดินเท้าจากที่ว่าการ อบต.หินดาด อ.ท้องผาภูมิไปยังสนามหลวงเพื่อกราบถวายบังคมพระบรมศพในหลวงรัชกาลที่ 9 รวมระยะทาง 269 กม. โดย นายโมฮามัตเผยว่า แม้ไม่มีโอกาสได้สัญชาติไทย แต่ตนรักพ่อหลวงไม่แพ้ใคร เพราะพ่อหลวงทำเพื่อคนไทยมานาน ในฐานะที่เกิดในผืนแผ่นดินไทย ก็อยากจะทำเพื่อพ่อหลวงสักครั้งหนึ่งในชีวิต

อดีตทหารพระราชาเดินเท้าเข้ากรุง

เช่นเดียวกับ นายโชติ สมคลองสก อายุ 60 ปี ชาวอ.ทุ่งใหญ่ จ.นครศรีธรรมราชเดินเท้าจากวัดควนสระบัว หมู่ 2 ต.ท่ายางไปกรุงเทพฯ เพื่อถวายความอาลัยพระบรมศพพระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดชโดยระบุว่า ตนเคยเป็นทหารพรานของพระราชา ปัจจุบันทำงานช่วยเหลือสังคมโดยการเป็นชุดรักษาความสงบหมู่บ้าน ช่วยงานราชการตลอดมาโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน มาวันนี้ตัดสินใจเดินเท้ากว่า 800 กม.ไปสนามหลวงเพื่อแสดงความอาลัยอาลัยพระบรมศพ ด้วยรำลึกในพระมหากรุณาธิคุณ คาดใช้เวลา20 วันคงถึงกทม.

Leave a comment